LOGINเพราะความเข้าใจผิด ทำให้ต่างคนต่างก็แสดงท่าทีเย็นชาใส่กัน ทำให้ต่างคนต่างก็พลาดช่วงเวลาแห่งความสุขไป กว่าจะรู้ตัวว่าอีกฝ่ายมีความสำคัญในชีวิตของตนมากแค่ไหน อีกฝ่ายก็ได้จากไปตลอดกาลเสียแล้ว...
View Moreสายลมในฤดูหนาวที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าอยู่แล้ว รู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ ภายในเรือนใหญ่ใจกลางสวนบุปผานานาพันธุ์ ปรากฏร่างของสตรีที่มีดวงหน้างาม แต่ทว่ายามนี้กลับหม่นหมอง นางกำลังยืนเหม่อมองออกไปยังเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ไม่ว่านางจะมองไปยังสถานที่ใด นางก็มักจะเห็นภาพในอดีตแวบผ่านเข้ามา ทำให้หัวใจของนางรู้สึกบีบรัดยิ่งนัก เหตุใดชีวิตคู่ของนางกับเขา ถึงมีจุดจบเช่นนี้ได้ ทั้งๆ ที่ผ่านมาเขาก็รักนาง ให้เกียรตินางมาตลอด และนางเองก็รักเขาเช่นกัน แม้ทั้งสองจะไม่เคยแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็นเลยก็ตาม
“นายหญิง…กลับเข้าห้องเถิดนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวต้องลมหนาวแล้วจะไม่สบายเอาได้ พักนี้ท่านยิ่งนอนน้อยอยู่ด้วย” ซู่เอ๋อสาวรับใช้ข้างกายของสตรีที่มีรูปโฉมงดงามตรงหน้า เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล หนึ่งเดือนมาแล้วที่เซี่ยโหว หรือท่านแม่ทัพเซี่ยจากไป ทว่าไม่มีวันไหนเลย ที่ฮูหยินใหญ่จะไม่มายืนเหม่อมองออกไปทางประตูจวนเช่นนี้ ซู่เอ๋อรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก “ข้าอยากจะยืนอยู่ที่นี่อีกสักพัก” ราวกับว่านางยังคงรอคอยใครบางคนให้กลับมา แต่ทว่าผู้ที่นางกำลังรอคอยนั้นไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีกแล้ว “นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยอนุญาตให้นายหญิงกลับสกุลเดิมได้แล้วนะเจ้าคะ” เพราะเรือนที่ไร้เจ้าของ ย่อมมีแต่ความหม่นหมอง หลานชายที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของท่านผู้เฒ่าเซี่ย อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเจิ้ง บัดนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเสียงอันดีงามให้ได้กล่าวถึงเพียงแค่นั้น นั่นเป็นเพราะเขาได้พลีชีพในสนามรบไปเสียแล้ว คุณหนูของนางต้องมาตกพุ่มม่ายตั้งแต่ยังสาว นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยย่อมเห็นใจ จึงเขียนหนังสือหย่าให้คุณหนูของนางได้กลับไปยังสกุลเดิม “ข้าไม่กลับ ข้ารู้สึกผิดต่อเขายิ่งนัก” จ้าวฟางเซียนตอบออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่ทว่าฟังดูแล้วหนักแน่น ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน วันนั้นที่อี้จง ลูกน้องคนสนิทของสามีได้กลับมาจากชายแดน พร้อมกับข่าวร้ายที่นางไม่อยากได้ยิน ป้ายประจำกายเปื้อนเลือดของเซี่ยเฟยหลงถูกส่งมาให้แก่นาง จ้าวฟางเซียนรับมาด้วยมือที่สั่นเทา พลันน้ำตาอุ่นร้อนก็ไหลลงมาอาบใบหน้างาม นางพยายามกลั้นสะอื้น และฟังสิ่งที่อี้จงกำลังจะพูด อี้จงได้บอกเล่าถึงเรื่องราวความรัก และความเข้าใจผิดที่เซี่ยเฟยหลงมีต่อนาง รวมไปถึงคำสั่งเสียที่ท่านแม่ทัพฝากมาบอกกล่าวต่อนางผู้เป็นภรรยา ทำให้จ้าวฟางเซียนถึงกับทรุดนั่งลงไปบนพื้นแล้วร่ำไห้ออกมา เสียงร่ำไห้ของนางนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก จนทำให้พวกบ่าวสาวรับใช้ภายในเรือน พากันหลั่งน้ำตาออกมาเช่นเดียวกัน สาวรับใช้ของจ้าวฟางเซียนรีบประคองนางก่อนที่จะเป็นลมไป ตลอดระยะเวลาที่จ้าวฟางเซียนได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเซี่ยเฟยหลงมา จ้าวฟางเซียนรู้ดีว่าเขามีบางอย่างติดอยู่ในใจ ราวกับว่าไม่ยอมเปิดใจให้นางได้เข้าไป แท้จริงแล้วเกิดจากความเข้าใจผิดนั่นเอง หากเขาถามนางออกมา แล้วนางกับเขาได้พูดคุยกันดีๆ นางคงจะไม่รู้สึกเสียดาย และเสียใจมากมายถึงเพียงนี้ จ้าวฟางเซียนคือคุณหนูรอง บุตรีคนที่สามของจ้าวหวังเหล่ย นายท่านใหญ่แห่งจวนสกุลจ้าว ตระกูลคหบดีแห่งเมืองหนานจาง ก่อนหน้านี้เคยเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงาม และมีบุคลิกร่าเริงสดใสสมกับวัย แต่ทว่าหลังจากออกเรือนมายังตระกูลเซี่ย ตระกูลแม่ทัพแห่งเมืองหนานจง ความสดใสร่าเริงที่เคยมีก็ค่อยๆ เลือนหายไป จริงอยู่ที่การแต่งงานของทั้งสองตระกูล เป็นเรื่องของสัญญาที่ต้องตอบแทน แต่ทว่าความรู้สึกของสองหนุ่มสาวที่มีต่อกันในภายหลังนั้นช่างลึกซึ้ง หากไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิด ที่เซี่ยโหว หรือคุณชายใหญ่เซี่ยเฟยหลงมีต่อบุตรีของตระกูลจ้าวมาก่อนแล้ว ชีวิตคู่ของทั้งสองหนุ่มสาวคงจะมีความสุขและราบรื่นมากกว่านี้ ครั้นได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน แม้เซี่ยเฟยหลงจะมีท่าทีเย็นชาต่อภรรยา แต่ทว่าลึกๆ ภายในใจแล้ว เขากลับรักใคร่นาง และให้เกียรตินางโดยที่นางไม่รู้ตัว จ้าวฟางเซียนเองก็แอบมีใจรักใคร่สามี โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัวเช่นกัน สุดท้ายกว่าที่ทั้งสองจะรู้ว่าตนรักใคร่อีกฝ่ายมากเพียงใด ก็เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเสียแล้ว มิอาจหวนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก “นายหญิง…” ซู่เอ๋อครวญออกมาด้วยความเศร้า เสียงของสาวรับใช้คนสนิททำให้สติของจ้าวฟางเซียนกลับคืนมา นางหันไปส่งยิ้มจางๆ ให้แก่ซู่เอ๋อ ซูเอ๋อดึงร่างบางของคุณหนูเข้ามาโอบกอดเอาไว้ ร่างบางในอ้อมกอดสั่นไหว คุณหนูของนางกำลังร่ำไห้ออกมา ซู่เอ๋อร์กลั้นสะอื้น หากยามนี้นางไม่เข้มแข็ง แล้วคุณหนูของนางจะมีผู้ใดคอยปลอบโยนกันเล่า หากได้กลับสกุลเดิมย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่จะทำเช่นไรให้คุณหนูของนางยอมกลับไป หลังจากวันคืนพ้นผ่าน จ้าวฟางเซียนมีแต่อาการแย่ลง นางตรอมใจจนกินอาหารได้เพียงน้อยนิด วันๆ ก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย แม้ผู้ใดจะมาเยือนนางก็ไม่ขอพบหน้า แม่สามีเห็นลูกสะใภ้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ เช่นเดียวกับที่นางเคยพบเจอ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ จึงลองมาเกลี้ยกล่อมให้สะใภ้คนดี กลับไปอยู่สกุลเดิม ที่นางทำหาใช่เป็นการขับไล่ไสส่งอีกฝ่ายไม่ แต่เป็นเพราะนางอยากให้ลูกสะใภ้ได้ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะมีประโยชน์อันใด ที่จะมาอยู่ในสถานที่ที่ไร้ซึ่งสามีอยู่แล้ว แม้พวกตนจะดีต่อนางเพียงใด แต่จะให้เหมือนคนข้างหมอนได้เช่นไร “เซียนเอ๋อร์…เจ้ากลับไปสกุลเดิมเสียเถิด นายท่านผู้เฒ่าทำหนังสือหย่าให้เจ้ากับหลงเอ๋อร์แล้ว บัดนี้เจ้าเป็นอิสระแล้วนะลูก” จางหลี่น่าบอกสะใภ้ออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางมองสตรีที่เคยมีรูปโฉมงดงาม ทว่ายามนี้กลับซูบโทรมและผ่ายผอมจนน่าตกใจ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปมีหวังสะใภ้ของนางผู้นี้ คงได้สิ้นใจตามบุตรชายของนางไปเป็นแน่ “ข้าไม่ไปเจ้าค่ะท่านแม่…ข้าจะรอท่านพี่อยู่ที่นี่” จ้าวฟางเซียนตอบออกมาน้ำเสียงแหบแห้ง เซี่ยฮูหยินถึงกับถอนหายใจออกมา นางบีบมือลูกสะใภ้เบาๆ ก่อนที่จะยื่นมือไปลูบลงบนเรือนผมที่ยามนี้ไร้ความนุ่มนวลเช่นเดิม “ปล่อยวางเสียเถิดนะเซียนเอ๋อร์…หลงเอ๋อร์เขาไปดีแล้ว” นางเองก็เป็นหญิงหม้ายเช่นกัน ชีวิตภรรยาของแม่ทัพ น้อยนักที่จะมีความสุขเช่นสตรีอื่น นางเข้าใจหัวอกของลูกสะใภ้เป็นอย่างดี เพราะชีวิตนางก็พบเจอแต่ความสูญเสียมาถึงสามครั้งสามครา แต่ทว่านางกลับไม่รู้สึกเสียดาย เพราะที่ผ่านมานางได้มอบความรักให้แก่สามี และบุตรชายผู้ล่วงลับทั้งสองอย่างเต็มที่แล้ว จ้าวฟางเซียนส่ายหน้าไปมา นางออกเรือนมาแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่คนของสกุลเดิมอีกแล้ว ไม่ว่าสกุลจ้าวจะยินดีต้อนรับนางกลับไปหรือไม่ แต่ใจนางก็มิอาจหวนกลับไปได้ จางหลี่น่ามองลูกสะใภ้ด้วยแววตาเวทนา นางถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ก่อนที่จะหันไปมองสาวรับใช้คนสนิทของจ้าวฟางเซียน นางกำชับให้สาวรับใช้คนสนิทของลูกสะใภ้ ว่าให้ดูแลนายหญิงของตนให้ดี แล้วจึงออกจากเรือนนี้ไปด้วยความรู้สึกเศร้าใจหลังจากพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองเค่อ เสียงของทารกน้อยที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นมา จ้าวฟางเซียนรีบบอกกล่าวมารดา แล้วรีบเดินออกไปหาบุตรชาย หลังฟื้นมาจากฝันร่้ายในวันนั้น จ้าวฟางเซียนก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ที่สองวันแรก นางไม่อาจให้นมบุตรชายเองได้ ดีที่แม่สามีมองการณ์ไกล เตรียมแม่นมเอาไว้ให้ เผื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและสองวันแรกที่นางคลอดลู่หมิงออกมา ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา ก็พยายามดูแลร่างกายตนเอง และกินอาหารบำรุงน้ำนม ไม่ถึงเจ็ดวัน นางก็ขออนุญาตแม่สามี ให้นางป้อนนมลูกด้วยตัวเอง จางซื่อก็ไม่ได้ห้ามปรามอันใด เพราะน้ำนมจากมารดาย่อมดีกว่านมจากผู้อื่นอยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวฟางเซียนก็ให้นมเซี่ยลู่หมิงเองเรื่อยมา ทว่ามีแม่นมฉินอยู่คอยช่วยดูแลบุตรชาย ในเวลาที่นางไม่ต้องให้นมหวงซื่อเดินตามบุตรสาวเข้ามาในห้องของหลานชาย นางมองไปยังบุตรสาว ที่ออกเรือนมาได้ไม่ถึงสามปี ทว่ายามนี้ได้มาเห็น ว่านางนั้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ก็พลอยให้รู้สึกโล่งใจ จากที่เคยคิดเป็นกังวล ว่านางจะได้พบเจอกับความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่ ก็ทำให้นางวางใจล
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากฤดูที่หนาวเย็นยะเยือก แปรเปลี่ยนมาเป็นฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลลี่ชุนก็ได้เวียนมาถึงอีกหน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งเริ่มงอกงาม หลายครอบครัวที่ทำการเกษตร เริ่มต้นการเพาะปลูก สรรพสัตว์เริ่มออกจากการจำศีล เพื่อออกหากิน เหล่านายพรานกลับมาทำอาชีพของตนบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ชาวเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ได้ยิน ต่างก็พากันยิ้มได้ จวนตระกูลเซี่ยยามนี้ ก็ไม่ต่างไปจากสถานที่อื่น หรือจวนอื่นนัก ทว่าวันนี้ที่จวนสกุลเซี่ย ได้จัดงานครบเดือนให้แก่คุณชายน้อย ที่มีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี บรรยากาศภายในจวน จึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีความสุขตระกูลจ้าวถือโอกาสที่เหลนน้อยอายุครบเดือน พากันเดินทางมาจากเมืองหนานจาง เพื่อมาเยี่ยมเยือนจ้าวฟางเซียน และบุตรชายของนางที่จวนสกุลเซี่ย เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนมองไปยังผู้คนจากตระกูลเดิมของตน ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ชีวิตของนางจะมีโอกาส ได้มาเห็นภาพแห่งความสุขเช่นในวันนี้ท่านปู่ท่านย่าที่อายุมากแล้ว ก็ยังอุตส่าเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาอวยพรให้เ
“หลงเอ๋อร์…จ้าวซื่อกับเจ้า ได้ตั้งชื่อเตรียมเอาไว้ให้เขาแล้วใช่หรือไม่”จางซื่อถามบุตรชายออกมาขณะที่ส่งทารกในห่อผ้าไปให้เขา เซี่ยเฟยหลงหัดอุ้มเด็กกับภรรยามาบ้างแล้ว แม้จะมีท่าทีเงอะงะงุ่มง่าม ทว่ากลับดูไม่ขัดตาเท่าใดนัก เซี่ยเฟยหลงก้มมองดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของบุตรชาย ก่อนที่จะเอ่ยนามของเขาออกมา“เซี่ย…ลี่หมิง”เพราะเขาคือแสงสว่างอันงดงาม ส่องลงมายังบนโลกมนุษย์ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน จ้าวฟางเซียนเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนตัวเขาเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรสาวเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้ใช้ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าตัวน้อยเสียจริง ที่ได้ชื่อที่มารดาเป็นผู้ที่ตั้งให้“นามไพเราะ ความหมายดี…หมิงเอ๋อร์หลานย่า” จางซื่อยื่นมือไปรับหลานชายกลับมา เซี่ยเฟยหลงไม่ดื้อดึง ส่งทารกในห่อผ้ากลับคืนให้แก่มารดาทันที“จ้าวซื่อเป็นคนตั้งชื่อให้เขาใช่หรือไม่” นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยเอ่ยถามหลานชายออกมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้พาเหลนตัวน้อยมาให้เขาได้เชยชมบ้าง“ขอรับท่านปู่…นางตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนข้าตั้งชื่อบ
หลังจากที่ตรวจพบว่า จ้าวฟางเซียนตั้งครรภ์ จางซื่อก็ได้ส่งแม่นมฉิน ให้มาทำหน้าที่คอยดูแลฮูหยินน้อยอย่างใกล้ชิด แม้เซี่ยเฟยหลงจะรับปากกับมารดาว่า เขาจะไม่ล่วงเกินภรรยา ขอเพียงแค่ให้เขาได้นอนกอดนางก็พอคราแรกจางซื่อก็ไม่ยินยอม ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับช่วยพูดให้แม่สามีเข้าใจ จางซื่อจึงยอมอ่อนข้อให้แก่บุตรชาย ทว่ากลับให้แม่นมฉิน มานอนเฝ้าอยู่ที่หน้าฉากกั้นแทน เช่นนั้นแล้วหากเซี่ยเฟยหลงมีความคิดเหลวไหล ย่อมถูกแม่นมฉินจับได้“โหวเหย…ท่านต้องเห็นใจบ่าวด้วยสิเจ้าคะ บ่าวก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อนายหญิงท่านสั่งมา บ่าวจะกล้าขัดได้อย่างไรกัน”เซี่ยเฟยหลงจ้องหน้าแม่นมตาเขม็ง แม่นมฉินฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะสั่งให้คนนำตั่งตัวยาวมาวางไว้ ด้านหน้าฉากกั้น จ้าวฟางเซียนนึกขัน ให้กับใบหน้าของสามีที่กำลังบูดบึ้ง พลางมองไปยังแม่นมฉินด้วยแววตาอบอุ่นแม่นมฉินแคล้วคลาดจากความตายในความทรงจำของนาง หรืออาจจะเป็นเพราะนางมีครรภ์ ถึงได้ทำให้เหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนไป นางเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะถ้าหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่นางเคยพบเจอแม่นมฉินจะต้องจากไปตั้งแต่ต้น
สายลมที่พัดเอื่อยๆ มาในยามเช้าเช่นนี้ เหมาะแก่การชื่นชมภาพบรรยากาศเบื้องหน้า ที่เป็นทุ่งบุปผายิ่งนัก ซู่เอ๋อ สาวรับใช้คนสนิท รีบไปชงชาร้อนให้แก่คุณหนูของนาง และเซี่ยโหวอย่างรู้หน้าที่ สองหนุ่มสาวเดินไปหยุดยืนเคียงข้างกัน มองไปเบื้องหน้าที่เป็นทุ่งบุปผากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา บุปผาที่เติบโตในทุ่งแห
ยามเย็นที่แสงจากสุริยันใกล้จะลาลับขอบนภา หมู่มวลปักษาก็เกาะกลุ่มกันบินกลับรัง ทว่าบนท้องถนนในยามนี้ กลับมีบุรุษหนุ่มสองคน กำลังควบอาชาพ่วงพี มุ่งหน้าเข้าไปในเมืองหนานจาง เมืองแห่งการค้าที่มีชาวเมืองอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หลังจากผ่านด่านหน้าประตูเมืองมาได้ สองหนุ่มก็กระโดดลงจากหลังอาชา แล้วจูงอาชาค
หลังจากที่พูดคุยเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จ้าวฟางหรูกับจ้าวฟางเซียนจึงขอตัวลา แล้วพากันเดินทางกลับจวนตระกูลจ้าว โดยก่อนที่จะจากกัน จ้าวฟางหรูได้บอกกับเหลียงเยว่เล่อว่า หากพวกนางติดต่อเซี่ยโหว และนัดหมายกับเขาได้แล้ว นางจะให้คนไปแจ้งให้ทราบ เพียงแค่ให้เหลียงเยว่เล่อเตรียมตัวให้ดี คุณหนูรองสกุลเ
เป็นเพราะเริ่มรู้สึกตระหนักได้ว่า ชีวิตในภายภาคหน้าอาจจะไม่ปลอดภัย และเพราะความหวาดกลัว ในชื่อเสียงของท่านแม่ทัพทิศใต้อย่างเซี่ยโหว ผู้ที่มีสถานะเป็นพี่ชายของคุณชายเซี่ยผู้ล่วงลับ ใครจะไปคิดว่าคุณชายรูปร่างหน้าตางดงามเช่นนั้น จะเกิดในตระกูลแม่ทัพ อีกทั้งยังบังเอิญจะได้เกี่ยวดองกับตระกูลจ้าวอีก เห

















