Mag-log in
ตำหนักที่23 ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักและเงียบเหงาราวกับร้างไร้ผู้คน หลิวโหลวหรานยกมือบางขึ้นกุมไว้หน้าท้องของตนเอง ท่าทางสงบนิ่งแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง
"ลูกแม่ วันนี้เราจะบอกข่าวดีกับเสด็จพ่อของเจ้า"
ความสุขในหัวใจของหลิวโหลวหรานหวังว่าจะสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับหยางหวางฮ่องเต้ คนที่เคยทำให้รู้สึกว่าโหลวหรานเป็นแค่เงาของใครบางคน ในที่สุดก็มีสิ่งที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ...ลูกน้อยในท้อง
"กุ้ยเฟยเจ้าขา ฝ่าบาทให้มาบอกว่าไม่ร่วมเสวย ฝ่าบาทบอกว่ากุ้ยเฟยเสวยไปเพียงลำพังเถอะเจ้าค่ะ" เสียงเบาๆ จากนางกำนัลชิงอี้ที่เข้ามาพร้อมกับสีหน้ากังวลใจ
“ข้าได้ยินแล้ว ฝ่าบาทกำลังทำอะไรอยู่” ดวงตาเลื่อนลอย
“เอ่อๆๆ ชิงอี้ได้ยินว่าฝ่าบาทนั่งเกี้ยวออกไปเพื่อรับคุณหนูลี่เอินเอินที่นอกเขตวังหลวงเจ้าค่ะ”
หลิวโหลวหรานกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ก่อนจะมองไปที่เครื่องเสวยที่ลงมือปรุงด้วยตนเองในห้องเครื่อง
"ไม่เป็นไร เจ้ามายกเครื่องเสวยไปกินกันเถอะ ข้ายังไม่หิว" พยายามยิ้มให้กับนางกำนัลชิงอี้
ชิงอี้ถอนหายใจยาว
"กุ้ยเฟยเจ้าขา ไม่กินอะไรแบบนี้เกรงว่าจะป่วยไข้ กินอะไรเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
หลิวโหลวหรานกลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก
"ไม่ต้อง ข้าจะพักผ่อนแล้ว" เสียงแหบแห้ง
หลังจากนั้น ในห้องสี่เหลี่ยมของวังหลวงมีเพียงที่นี่ที่เงียบงัน หลิวโหลวหรานนั่งเงียบๆ ยกมือขึ้นลูบที่ท้องที่มีอีกชีวิตในนั้น
ไร้น้ำตาไร้คำพูด
ค่ำคืนมืดมิดนั้น เสียงลมหายใจของหลิวโหลวหรานนิ่งสงบหลับตาแต่ได้ยินชัดทุกการกระทำ หยางหวางฮ่องเต้ที่เดินเข้ามาเงียบกริบทรุดกายลงนั่งบนแท่นอน ร่างอ้อนแอ้นแต่หลายวันมานี้กับผุดผ่องน่ากอดรัด บางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม หัวใจเขาสั่นไหว มองโหลวหรานที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ
ชิงหยางยื่นมืออุ่นสอดรัดไปที่ฝามือบางของโหรวหราน ความร้อนแผ่ซ่านไปทุกอณู ทิ้งตัวลงทาบทับไว้ ลมหายใจร้อนแรงของเขาปะทะกับผิวเนียนของนาง เขาดึงนางเข้ามาใกล้ กอดแนบแน่น จุมพิตบดเบียดเร่าร้อนที่ริมฝีปากอวบอิ่ม
โหลวหรานรู้สึกถึงความอบอุ่นและความต้องอย่างรุนแรงราวกับจะกลืนกินที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่กลับไม่ได้รู้สึกถึงความรักที่คาดหวัง ความรักที่ไม่เคยอยู่ในใจของชิงหยางมันถูกส่งออกมาแค่ความรู้สึกอยาก….. โหลวหรานกำลังตั้งครรภ์
"มะมะไม่... ไม่ได้เพคะ" โหลวหรานพูดเสียงเบา น้ำตาเริ่มคลอ นางพยายามผลักเขาออกไปอย่างอ่อนแรง
ชิงหยางหยุดทุกการเคลื่อนไหวใบหน้าเฉยชา จ้องมองไปที่โหลวหราน
"เรา... เราหย่ากันเถอะ เจ้ากลับไปอยู่ที่ตระกูลเก่าของเจ้าซะเถอะ ข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการเพียงแค่เจ้าหย่าให้ข้า อีกสองวันจะส่งคนปัดกวาดตระกูลหลิว"
"................" ไร้คำกล่าวใด ไม่มีคำถาม ไม่มีความสงสัย แต่ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะพูดออกมาเช่นนี้
โหลวหรานเบือนหน้าหนีเสีย
เขาหลับตาลงหากแต่นิ่งไปสักพัก
"นางกลับมาแล้ว ข้าจะแต่งเอินเอินในตำแหน่งฮองเฮา"
บนแท่นอนที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง ตอนนี้เหลือเพียงความหนาวเย็นที่แผ่ไปทั่วร่าง
เช้าสดใสแต่หัวใจของโหลวหรานเจ็บปวดเกินเยียวยา
“กุ้ยเฟย ไทเฮาทรงเสด็จมาเจ้าคะ” ชิงอี้ที่ลนลานเข้ามาในห้อง
โหลวหรานลุกขึ้นจากแท่นนอน หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นการมาของไทเฮา
“โหลวหรานถวายพระพรไทเฮาทรงพระเจริญพันปี” ไทเฮายิ้ม
“ใบหน้าสดใสงดงามเพียงนี้ข้าแปลกใจจริงๆ หยางหวางเหตุใดจึงยังมีสายตาไว้มองคนอื่นได้อีก”
โหลวหรานประคองไทเฮาไปที่แท่นนั่ง
หลังจากที่ไทเฮานั่งลงข้างๆ โหลวหราน นางก็กล่าวด้วยเสียงที่ค่อนข้างอบอุ่น
"หลิวโหลวหราน... เจ้าก็คงรู้ดีว่าในวังหลวงนี้ การเอาใจฮ่องเต้สำคัญยิ่งนัก เจ้าทำได้ดีกว่าใครข้าตระหนักในข้อนี้ดี ไท่ซางหวงกับข้าเราเมตตาเจ้าไม่เปลี่ยน"
โหลวหรานเงียบไปครู่หนึ่ง นางค่อยๆ พยักหน้า กลั้นหยาดน้ำตาไว้
"ฮ่องเต้นั้น อารมณ์แปรปรวนง่าย ความโปรดปรานไม่เคยคงที่แต่กระนั้นเขาก็มีเจ้าคนเดียวตลอดมา ดังนั้นเจ้าจึงต้องหาทางที่จะดึงดูดฮ่องเต้กลับมาหาเจ้าในทุกวัน แม้เขาจะมีคนอื่นก็ตาม หากเจ้าไม่สามารถควบคุมจิตใจของฮ่องเต้ได้ เจ้าจะสูญเสียตำแหน่งนี้ไปอย่างง่ายดายซึ่งข้ายินดีช่วยเจ้า"
ไทเฮาทิ้งคำพูด ที่แฝงไปด้วยความจริงจังและขมขื่น โหลวหรานจ้องมองหน้าไทเฮา
"โหลวหรานได้ยินแล้วเพคะ"
“หยางหวางมาเพื่อขอให้ข้ายอมรับฮองเฮา ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวด แต่อย่างไรหยางหวางก็ยังเป็นหยางหวาง…ที่ข้าคิดว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่คู่ควรกับเขา เจ้าต้องทำให้ฮ่องเต้รู้สึกว่าเจ้ามีค่ามากกว่าใครในวังนี้ ตอนนี้หยางหวางเหมือนคนตาบอดเพราะความรัก หากเจ้าตั้งครรภ์เสียตั้งแต่แรกทุกอย่างก็คงจะไม่ยุ่งยากเพียงนี้"
โหลวหรานแค่เพียงก้มหน้าหลบตาเสียไม่กล้าพูดความจริงว่ากำลังตั้งครรภ์
“ข้าได้ยินว่าเจ้าจะกลับไปอยู่บ้านตะกูลหลิวและข้ากำลังจะบอกเจ้าว่า ข้ากับไท่ซางหวงไม่อนุญาต เจ้าควรจะอยู่ที่นี่เพราะอย่างไรเสียเจ้าก็คือเฟย”
โหลวหรานก้มหน้าหลบตาอีกครั้ง หยางหวางไม่พูดเรื่องหย่ากับฮองเฮาหากแต่พูดว่าโหลวหรานจะกลับตระกูลเก่า…
พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสียงขันทีพิธีการประกาศตำแหน่งฮองเฮาดังลั่นไปทั่วท้องพระโรง งานมงคลคนชื่นบาน โคมแดงริ้วผ้าสีแดงทั่ววังหลวงยังถูกแขวนไว้เพื่อสิริมงคล
ในห้องมืดมิดที่ไม่เคยเห็นแสงจากโลกภายนอก โหลวหรานนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ราวกับเป็นหุ่นที่ไร้ชีวิต ใบหน้าของนางเงียบสงบ แต่ในความเงียบกลับแฝงไปด้วยความขมขื่นที่ยากจะอธิบาย นางไม่แม้แต่จะขยับนิ้วมือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางเคยชินกับความโดดเดี่ยวในพระตำหนักแห่งนี้
“กุ้ยเฟยเจ้าขา ท่านยังไม่นอนตั้งแต่เมื่อคืน ข้าน้อยยกน้ำชาดีไหม"
เสียงของชิงอี้ดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสนิท โหลวหรานไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเบาๆ
ภายในห้วงมิติที่ไม่มีทั้งกลางวันและกลางคืน แสงสีเงินลอยอยู่ทั่วพื้นที่ราวกับดวงดาวนับพันดวงกำลังแขวนอยู่กลางอากาศ เบื้องหน้ามีโต๊ะไม้สีดำตัวหนึ่งตั้งอยู่ และบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะนั้นโดยหันหลังให้ผู้มาเยือน เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเส้นสีเงินละเอียดตามชายแขนและแผ่นหลัง เส้นผมยาวสีดำสนิทถูกรวบสูงอย่างเรียบร้อย มีปิ่นสีเงินรูปวงล้อฝังหยกสีเข้มปักอยู่กลางมวยผม เพียงมองจากด้านหลังก็สัมผัสได้ถึงความสงบนิ่งและแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้มิติทั้งแห่งเงียบงันลงโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด“ระบบโหลวหราน”เจ้ามังกรน้อยของระบบเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ก่อนยืนอยู่ห่างจากโต๊ะหลายก้าวแล้วก้มศีรษะลง "ท่านผู้ดูแลระบบ..." บุรุษผู้นั้นไม่ได้หันกลับมา เพียงพลิกหน้าตำราในมืออย่างช้าๆ "ได้ยินว่าวันนี้มีเรื่องด่วนกับข้าใช่ไหม" ระบบยกอุ้งเท้าขึ้นประสานกันตรงหน้าอก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ "เจ้าค่ะ ข้าน้อยรอมาหลายปีแล้ว วันนี้ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ข้าน้อยอยากขอลาหยุดสักระยะเจ้าค่ะหวังว่าท่านผู้ดูแลระบบจะอนุญาต" มือของผู้ดูแลระบบหยุดลงเล็กน้อย "ลาหยุดอย่างนั้นหรือเจ้าจะไปไหน" ระบบรีบพยักหน้า "เจ้าค่ะ
หลายปีผ่านไป วังหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แคว้นที่เคยเต็มไปด้วยสงครามและการแย่งชิงอำนาจค่อยๆ ฟื้นตัว เมืองที่เคยมีแต่เสียงร้องไห้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตลาดกลับมาคึกคัก ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ และชื่อของหลิวโยว่เฉวียนกับลี่เหวินหานก็กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าจากอดีตที่ไม่มีผู้ใดอยากพูดถึงอีกภายในสวนดอกไม้ของตำหนักบูรพา เด็กชายตัวเล็กกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออย่างสนุกสนาน ขณะที่สาวใช้ดินเหนียวหลายคนเดินตามอยู่ไม่ห่าง เพราะตั้งแต่เจ้าตัวเล็กเริ่มเดินได้ พวกนางก็ได้รับคำสั่งใหม่จากโหลวหรานให้คอยดูแลเขาเป็นพิเศษ"ช้าลงหน่อย เพคะ"เสียงของโหลวหรานดังขึ้นจากศาลา "หยางหลงอย่าวิ่งเร็วเกินไป เดี๋ยวล้ม"หยางหลงน้อยหันกลับมา ก่อนหัวเราะเสียงใสแล้ววิ่งต่อราวกับไม่ได้ยินคำเตือนแม้แต่น้อยหยางหวางที่นั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนวางฎีกาลงแล้วถอนหายใจ "เหมือนเจ้าตอนนั้นไม่มีผิดที่เอาแต่วิ่งตาข้าจนล้มไปหลายรอบ"โหลวหรานหันขวับ "ข้าโหลวหรานน่ารักเพียงนั้นเลยหรือ""ใครบอกว่าน่ารนักเจ้านะ ดื้อ""จริงหรือเพคะ""ตอนเด็กเจ้าเคยปีนกำแพงวังเพื่อมาหาข้า""นั่นเรียกว่ามีความพยายามมากกว่าฮ
เช้าวันต่อมา ตำหนักบูรพาไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น เพราะตั้งแต่ประตูตำหนักเปิดออก ผู้คนก็ทยอยกันเข้ามาไม่ขาดสาย คนแรกคือสุ่ยซือกวานที่ถือหีบยาใบใหญ่สองใบมาด้วยตัวเอง เมื่อเข้ามาถึงเขาก็ตรงไปยังเตียงของโหลวหรานทันที ก่อนจะวางหีบลงบนโต๊ะดังตุบ"ยินดีด้วยนะคุณหนู"โหลวหรานยิ้ม กว้าง"ขอบคุณท่านหมอ"สุ่ยซือกวานเปิดหีบออก ก่อนหยิบตลับยาออกมาทีละใบจนเต็มโต๊ะ "นี่เป็นยาบำรุงหลังคลอด นี่ช่วยฟื้นกำลัง นี่ช่วยบำรุงเลือด นี่สำหรับเวลาร่างกายอ่อนเพลีย ส่วนอันนี้..." เขาหยิบขวดเล็กออกมาอย่างภาคภูมิใจ "เป็นยาที่ข้าปรุงขึ้นเอง สูตรพิเศษ ไม่มีขายที่ไหน"หยางหวางที่ยืนอยู่ข้างเตียงมองกองยาแล้วเลิกคิ้ว "เจ้าขนมาทั้งเขาเลยหรือ""ข้าเป็นหมอจะต้องรู้ว่าตัวยาไหนดีที่สุด ย่อมต้องปรุงยาที่ดีที่สุดเพื่อไท่จือเฟย"สุ่ยซือกวานตอบหน้าตาย โหลวหรานมองหีบยาสองใบแล้วหัวเราะ "ข้าว่าท่านกำลังเตรียมยาให้ข้ากินไปถึงปีหน้าเสียมากกว่ามันทำไมมากมายเพียงนั้น""ถ้ากินหมดเร็วกว่านั้นก็บอกข้าได้ของดีดีทั้งนั้นข้ามีให้ไม่อั้น"หยางหวางถึงกับหลุดหัวเราะ ขณะที่สุ่ยซือกวานปิดฝาหีบอย่างภูมิใจ "อีกอย่าง ข้าต้องเตรียมไว้ให้
หลายเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิก็มาถึง วันที่ตำหนักบูรพาวุ่นวายตั้งแต่ยามเช้า เพราะเสียงร้องของโหลวหรานดังขึ้นจากด้านในห้องบรรทมจนเหล่านางกำนัลต้องรีบวิ่งเข้าออกกันเป็นพัลวัน"ไท่จื่อเฟยเริ่มเจ็บพระครรภ์แล้วเพคะ"ทันทีที่ได้ยินคำรายงาน หยางหวางที่กำลังตรวจฎีกาอยู่ก็ลุกพรวดจากเก้าอี้จนแทบทำพู่กันหล่น เขารีบเดินตรงไปยังห้องบรรทมทันที แต่กลับถูกหมอหญิงกับนางกำนัลขวางเอาไว้หน้าประตู "ไท่จื่อ ท่านเข้าไปไม่ได้เพคะ" หยางหวางขมวดคิ้ว "เหตุใดข้าจะเข้าไม่ได้ นั่นภรรยาของข้า" หมอหญิงรีบก้มศีรษะ "แต่ด้านในกำลังวุ่นวายมาก หากพระองค์เข้าไปอาจทำให้ไท่จื่อเฟยเสียสมาธิได้เพคะ" หยางหวางกำมือแน่น เขาหันไปมองประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะได้ยินเสียงโหลวหรานดังออกมาอีกครั้ง ความกังวลบนใบหน้าของเขายิ่งชัดขึ้น "โหลวหราน ข้าอยู่ตรงนี้ไม่ต้องห่วงนะข้าอยู่ที่นี่แล้ว" เสียงของโหลวหรานดังตอบกลับมาอย่างอ่อนแรง "ไท่จือ...อย่าเพิ่งเข้ามานะเพคะ" หยางหวางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบกลับทันที "ได้ ข้าไม่เข้าไป แต่เจ้าต้องเรียกข้า หากมีสิ่งใดไม่ดี" แม้พูดเช่นนั้น แต่มือของเขากลับกำแน่น ด้านนอกตำห
ช่วงสายของวันนั้นตำหนักบูรพาเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ตั้งแต่เช้า เพราะหยางหวางเพิ่งสั่งให้คนจัดเตรียมห้องของโหลวหรานใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งนุ่มๆ โต๊ะสำหรับวางของว่าง ไปจนถึงเตาอุ่นที่ถูกตั้งไว้ตามจุดต่างๆ จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือโหลวหรานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองเหล่านางกำนัลเดินเข้าออกด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ"ไท่จือเพคะ...มันวุ่นวายเกินไปแล้วเดิมโหลวหรานก็คิดว่ามันดีที่สุดแล้วนะเพคะ"หยางหวางที่กำลังตรวจดูรายชื่อของใช้สำหรับเด็กเงยหน้าขึ้น"หืม แน่นอนมันต้องดีกว่าคำว่าดีที่สุดเพื่อเจ้ากับลูก"เขาตอบอย่างไม่ลังเล ก่อนก้มมองรายชื่อในมืออีกครั้ง "เสื้อผ้ายังขาดอีกหลายชุด"โหลวหรานถึงกับพูดไม่ออก"แต่ลูกยังไม่คลอดเลยนะเพคะ""ก็เพราะยังไม่คลอด จึงต้องเตรียมไว้ก่อนหากช้าไปอาจไม่ทันการณ์"เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังเสียจนโหลวหรานอดหัวเราะไม่ได้ทันใดนั้น เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ดังขึ้น"ฮ่องเต้ ฮองเฮาเสด็จ"โหลวหรานรีบลุกขึ้น แต่หยางหวางกลับเดินเข้ามาประคองนางไว้ทันที"ช้าๆ""หม่อมฉันยังเดินได้อยู่เลยเพคะ""ข้ารู้แต่ตอนนี้เจ้ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้อง"เขาตอบพลางประคองนางไปด้วย โหลวหรานกลอกต
"ไปจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเด็กเล็กมาให้ข้า" อวิ๋นเซ่อชะงักไปเล็กน้อย "อาภรณ์เด็กหรือพ่ะย่ะค่ะ""ใช่"หยางหวางพยักหน้า ก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ "เตรียมไว้ให้มากหน่อย"อวิ๋นเซ่อกะพริบตา "มากแค่ไหนพ่ะย่ะค่ะ"หยางหวางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจัง "หลายสิบชุดเพื่อลูกของข้าที่กำลังจะเกิดมา" อวิ๋นเซ่อเงียบไป ก่อนถามอย่างระมัดระวัง"ต้องเตรียมทั้งของเด็กชายและเด็กหญิงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""ทั้งสองอย่าง เอามาให้มากๆ เผื่อไว้เดี๋ยวข้าจะเอาไปให้โหลวหรานดูว่าชอบสีไหน"คำตอบนั้นมาอย่างรวดเร็วราวกับเตรียมไว้แล้ว อวิ๋นเซ่อจึงพยักหน้ารับ "พ่ะย่ะค่ะ"หยางหวางยังไม่ทันปล่อยเขาไปก็เอ่ยขึ้นอีก "เสื้อผ้าต้องทำจากผ้าที่นุ่มที่สุด อย่าให้มีด้ายแข็งหรือของประดับที่อาจขูดผิวเด็กได้ ส่วนขนาดก็เตรียมตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยที่เริ่มเดิน"อวิ๋นเซ่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายของตนเอง นี่ไท่จื่อไม่เรียนรู้เรื่องแบบนี้มาจากไหนกันเชี่ยวชาญราวกับคนที่จะเปิดร้านขายผ้า แต่ยังไม่หมดเท่านั้น"แล้วก็เตรียมผ้าห่ม หมอนเล็กๆ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าอ้อม และของใช้สำหรับเด็กให้ครบ""พ่ะย่ะค่ะ""ของเล่นด้วย" อวิ๋นเซ่อชะงักอ







