Masukตอนที่ 12
“แบบนี้มันจะดีเหรอ ความชอบจะไปตกอยู่กับนายกองกู้คนเดียวนะ” เถี่ยวเสี่ยวฟู่ถาม
“ระหว่างความดีชอบกับจิ้งเซียงเจ้าว่าอะไรสำคัญกว่าล่ะ” เฟิ้งต้ายงถาม เถี่ยวเสี่ยวฟู่ถึงกับชะงักไปก่อนจะพูดเสียงดังว่า
“อย่ามาล้อข้าเล่นนะ ก็ต้องจิ้งเซียงอยู่แล้ว”
“ว่าแต่เจ้าจะเรียกไอ้พวกไล่ตามจิ้งเซียงกลับมาได้มั้ย” เฟิ้งต้ายงหันไปถามคาเยน เขาหยักไหล่แล้วตอบว่า
“ธุระไม่ใช่ไปตามหาเอาเองสิ ข้าต้องดูความเสียหายที่พวกเจ้าก่อเอาไว้ ไม่มีเวลาไปหาเด็กหายหรอก อีกนะข้าปล่อยมันไปแล้ว ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบอะไรข้าหรอก”
“ผายลม ! นี่เจ้าพูดแบบนี้ได้ไง ก็เจ้าปล่อยมันออกมา ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้” เถี่ยวเสี่ยวฟู่พูดด้วยความโกรธแค้น
“แล้วไอ้หมาตัวไหนวะ ! ที่ดันพาฝูงมาด้วยพร้อมอาวุธครบมืออีก ข้าแค่ป้องกันตัวเองโว้ย !”
สามมือปราบกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก
เซาโลกับบิงโก้พาอวี่จิ้งเซียงวิ่งหนีมา และตลอดทางเขาก็จัดการพวกเบลรูธได้จนหมด และทุกร่างที่ตายก็กลายเป็นเถ้า แต่ก็โดนกัดโดนข่วนไปหลายแผลเหมือนกัน การต่อสู้ที่หนักหนาในครั้งนี้ ทำให้เขาเข่าอ่อนและอ่อนแรงลงไป อวี่จิ้งเซียงมองเขาและจะเข้าไปใกล้ ๆ
“อย่าเข้ามาเด็ดขาด”
อวี่จิ้งเซียงชะงักเท้า สีหน้าของเซาโลดูเจ็บปวด บิงโก้รีบมาดูเขาแล้วถามว่า
“ให้ข้าจัดการแม่นางคนนั้นเลยมั้ยขอรับนายท่าน”
“อย่าสาระแน ข้าไม่กินเลือดนางเด็ดขาด อีกอย่างเจ้าเข้าใกล้นางไม่ได้หรอก เพราะมีไม้กางเขนที่คอของนาง” เซาโลพูดทั้ง ๆ ที่ร่างกายของเขาเองในตอนนี้มันอ่อนแอมาก
อวี่จิ้งเซียงมองเขาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ
“ถ้าข้ากรีดเลือดให้เจ้ากิน เจ้ายอมกินมั้ย” อวี่จิ้งเซียงถาม เซาโลรีบพูดว่า
“อย่าทำแบบนั้น เขาคุมตัวเองไม่ได้หรอกเวลา เห็นเลือดสด ๆ แบบนั้น เจ้าหนีไปให้ไกล ๆ เถอะข้าไม่อยากเปลี่ยนเจ้าให้เป็นอะไรที่เลวร้ายหรอก” เซาโลรีบพูดบอก อวี่จิ้งเซียงเห็นสายตาของเซาโลตอนนี้มันเหมือนคนทำกำลังเจ็บปวดเจียนตาย บิงโก้ทนดูไม่ได้เขาเลยลุกขึ้นหมายจะไปจัดการกับอวี่จิ้งเซียง เพื่อเอาเลือดมาให้นายของเขา
“หยุดโวยบิงโก้ ห้ามแตะเธอเด็ดขาด”
“แต่นายท่าน” เซาโลฟาดดาบแส้ไปโดนกลางหลังของบิงโก้ ทำให้เขาถึงกับชะงัก แรงที่ฟาดไปมันรุนแรงพอสมควร และถ้าเขาไม่ทำตามคำสั่ง ได้ตายอีกรอบแน่ อวี่จิ้งเซี่ยงเลยวิ่งหนีไป เซาโลเห็นนางวิ่งไปก็ยิ้มออกมาเจ้าไม่ต้องฆ่านางหรือเปลี่ยนนางเป็นแบบเขา เสียงขลุ่ยดังขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอกว่าเดิมแม้ตาก็ไม่อาจลืมได้ และหลับบิงโก้ก็เช่นกัน
คนของเสียงสวรรค์กลุ่มเดินมา โดยการนำของชายร่างสูงโปร่ง ท่าทางสำอาง หน้าตางดงามราวกับเทพบุตร ถือขลุ่ยสีเขียวอยู่ในมือ
“ไม่น่าส่งไอ้เตี้ยนั่นมาทำงานแบบนี้เลย เอาตัวมันไปได้แล้ว”
“ขอรับท่านเฮ่ยหานเซียงจื่อ[1]” เหล่าลูกพรรคช่วยกันพาบิงโก้และเซาโลไปจากตรงนั้น อวี่จิ้งเซียงแอบดูอยู่ตรงนั้นนางกำลังสับสนว่าจะยังไงดี
ที่ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง
“อ๋องหลี่หวู่หมิงรับราชโองการ” เจินกงกง มาที่ตำหนักของท่านอ๋องพร้อมราชโองการ ท่านอ๋องต้องคุกเข่า
“รับราชโองการ ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี”
“ทรงมีรับสั่งเนื่องจาก อ๋องหลี่หวู่หมิง ได้นำกำลังทหารไปยังเขตต่างชาติ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงทรงมีรับสั่งให้ยืดกองทัพทั้งหมดของท่านอ๋องให้กลับสู่กองทัพหลวง ให้คงเหลือแค่คนรับใช้ ส่วนเรื่ององค์รักษ์จะให้ทหารจากวังหลวงมาช่วยคุ้มกันให้ ตัวท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงหากไม่ได้รับคำสั่งก็ห้ามเข้าเฝ้าอีกเด็ดขาด จบราชโองการ”
“ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี” อ๋องหลี่หวู่หมิงรับราชโองการด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก เจินกงกงมองเขาด้วยสายตาราวกับเป็นผู้ชนะแล้ว ท่านอ๋องจำต้องส่งป้ายคำสั่งให้ เจินกงกงรับมา เหมือนเป็นการประกาศชัยชนะ
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ว่าเจ้านั่นล่ะเป็นบอกให้ฝ่าบาททำแบบนี้”
“ทั้งฝ่าบาทและองค์ไทเฮาทรงพระปรีชา ทรงตัดสินพระทัยเอง ท่านอ๋องจงอย่าได้สงสัยไปเลย พระองค์ยังทรงเห็นแกท่านอยู่นะ เลยแค่ยึดกองทัพ” เจินกงกงพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน หลังจากเจินกงกงออกไป ท่านอ๋องก็โวยวาย ทำลายข้าวของด้วยความโกรธแค้น การเอาทหารไปจากเจ้ามันเป็นการลดอำนาจของเขาเหมือนตัดแขนเขาทิ้งไปข้างหนึ่ง จะไปขอเข้าเฝ้าเพื่อเปลี่ยนราชโองการก็ทำไม่ได้แล้ว แถมการที่มีทหารหลวงมาอยู่ที่ตำหนักของเขาก็แสดงให้เห็นแล้วพวกนี้ไม่ได้มาคุ้มกัน แต่มาเพื่อควบคุมตัวเขาซะมากกว่า มีสาวใช้เดินเข้ามาเกือบโดนขว้างหัวแตก
“เจ้าเข้ามาทำไมกัน !” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายบเสียงดังลั่น
“คือ นายกองกู้มาขอพบท่านอ๋องเจ้าคะ ท่านบอกว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว” สาวใช้พูดเสียงสั่นเครือ ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงยิ้มออกมาได้
“ให้ไปที่เรือนรับรอง”
ท่านอ๋องไปที่เรือนรับรอง อลัน อลิซ นั่งอยู่ในห้องอย่างสบายใจเฉิบ แต่นายกองกู้ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ
“โอ๋ ๆ ท่านคงจะเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงนะขอรับ ข้า ชื่อ อลัน นูร์มี ขอรับ” อลันโค้งคำนับแบบชาวต่างชาติ อลิซก็ลุกขึ้นถอนสายบัว
“ข้าน้อย อลิซ นูร์มี เจ้าคะ พวกเราสองคนเป็นแฝดกันนะเพคะ”
ท่านอ๋องหันไปทางนายกองกู้แล้วถามว่า
“สองนี้เหรอ ข้าได้ยินมาโอสถทิพย์มีแค่คนเดียวนี่”
“คะ...คือ...ขะ...ข้ายืนยันได้ขอรับว่านี่เป็น โอสถทิพย์จริง ๆ เพราะว่าสองคนนี้ จัดการทหารไปเกือบหมดแล้วเหลือแค่ข้าเดียวเท่านั้น” นายกองกู้พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจ้าว่าอะไรนะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงตกใจมากกับสิ่งที่ได้ยิน
“ก็ ข้าบอกแล้วไงให้หาปิ่นโตให้พวกเราด้วย แต่ไม่มีใครสนใจ ท้องมันหิวก็ต้องกินจริงมั้ย !” อลันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ฟังแล้วชวนขนลุก และยังไม่ทันไรอลิซก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ท่านอ๋องจนรู้สึกถึงลมหายใจของนาง น่าแปลกที่มันไม่ได้อุ่นเลย กลับรู้สึกถึงความเย็นที่มาปะทะหน้า
“ดูใกล้ ๆ ท่านอ๋องก็รูปงามนะเพคะ”
“บังอาจ เจ้ากล้าดียังมาเข้าใกล้ข้าขนาดนี้” ท่านอ๋องตวาดเสียงดังลั่น อลิซกระโดดกลับไปนั่งที่เก้าอี้ และหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ
“ท่านอ๋องอยากได้พลังของพวกเราสินะขอรับ” อลันพูดขึ้นมา
“ข้าต้องการมันเพื่อไปช่วย ฮ่องเต้ พวกเจ้าจงสละตัวเองให้ข้าสกัดยา เพื่อช่วยองค์ฮ่องเต้เถอะ” ท่านอ๋องพูดเป็นการออกคำสั่งไม่ใช่การของขอร้อง ท่านอ๋องรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดดกอดจากด้านหลัง อลิซนั่นเองนางไปกอดท่านอ๋องจากด้านหลัง และนางก็ลูบไล้ไปบนตัวของท่านอ๋องจากด้านหลัง พูดข้างหูว่า
“ใครจะไปยอมสละชีวิตล่ะเจ้าคะ ท่านอ๋องนี้ก็พูดอะไรไม่คิดเลย”
หลี่หวู่หมิงสลัดนางออก และรีบถอนห่างนาง
“อะไรวะเนี่ย นายกองกู้ทำไมเจ้าปล่อยให้นาง เข้าใกล้ข้าแบบนี้ !” เมื่อหันไปมองทางนายกองกู้ ก็พบว่าเขากลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
“พวกเราไม่จำเป็นต้องสละชีพหรอกนะ ท่านอ๋อง พวกเรามีวิธีที่จะให้ท่านได้รับพลังแบบพวกเราโดนไม่ต้องสละชีวิต” อลันพูดขึ้นมา หลี่หวู่หมิงรีบพูดสวนว่า
“ทำไมคิดว่าข้าต้องการพลังแบบเจ้า ข้าแค่อยากช่วยองค์ฮ่องเต้เท่านั้น”
“ก็เอาพลังของพวกเราไปช่วยองค์ฮ่องเต้ไง อีกอย่างนะตอนนี้ท่านก็ยืดทหารไปแล้วนะ คิดว่ามันจะจบแค่นี้เหรอ ถ้าท่านมีพลังนี้ ท่านก็จะช่วยฮ่องเต้ได้แถมยังจะเอามารับมือกับคนที่คิดร้ายกับท่านได้” อลันพูดออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นอ๋องหลี่หวู่หมิงก็คิดขึ้นได้ว่าตอนนี้เขาเหลืออะไรบ้าง ทหารโดนยึดไปหมดแล้ว แล้วเขาก็เชื่อว่าเจินกงกงคงไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ ๆ
“แล้วข้าต้องทำยัง”
อลัน อลิซมองหน้าส่งสายตาให้อย่างรู้ทัน
“พวกเราอยากไอ้ห้องเงียบ ๆ กว้าง ๆ ในตำหนักนี้พอจะมีมั้ยขอรับ แล้วอยากได้เครื่องดนตรีแบบเครื่องดีดด้วย และในห้อง ขอเสาเหล็กเหมือนเสาธงตั้งไว้กลางห้อง ฉากกั้น ถ้าเตรียมได้วันนี้ก็ทำเลย ปูฟูกไว้หน่อยก็ดีนะถ้าหาได้ แล้วถ้ามีเหล้า ๆ ดี กับน้ำมันล่ะก็วิเศษเลย อีกข้อหนึ่งห้ามใครหน้าไหนเข้าใกล้ทั้งนั้น ในพิธีกรรมในครั้งนี้จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน” อลันพูดขึ้นมา
“แล้วเกิดเจ้าคิดจะสังหารข้าขึ้นมาทำยังไงล่ะ” ท่านอ๋องพูดด้วยความไม่วางใจ อลิซไปอยู่ด้านหลังและตีก้นของท่านอ๋องหลี่หวู่หมิง ทำให้ท่านรู้สึกเสียววูบ ผู้หญิงนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่
[1] เป็นหนึ่งในเซียนทั้งแปดของลัทธิเต๋า (โป๊ยเซียน) มีสมญานามว่า เซียนแห่งดนตรีและความกลมกลืน โดดเด่นด้วยบุคลิกหนุ่มรูปงามผู้เป่าขลุ่ยวิเศษ หลักฐานและบันทึกประวัติศาสตร์หลายเล่ม กล่าวตรงกันว่า หานเซียงจื่อมีตัวตนอยู่จริง ๆ เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นหลานชายของหานอวี้ ผู้เป็นนักปราชญ์ในสมัยถัง กล่าวกันว่า ตั้งแต่วัยเยาว์มาแล้ว หานเซียงจื่อมีความสนใจใฝ่เรียนรู้ในลัทธิเต๋าอย่างจริงจัง โดยเฝ้าแต่ศึกษาคำสอนเต๋าเพียงอย่างเดียว ขนาดหานอวี้ผู้เป็นลุงเดินเข้ามาด้านหลังยังไม่รู้ตัว ทำให้หานอวี้ไม่พอใจมาก แต่สุดท้ายต้องยอมแพ้ เพราะ ๗ วันให้หลัง หานเซียงจื่อสามารถ ทำให้ดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง และยังเปลี่ยนสีได้ดังใจนึก อีกทั้งในกลีบดอกแต่ละใบยังสลักอักษรเอาไว้อีกด้วย
ต่อมา หันเซียงจื่อไม่ประสงค์จะรับราชการ จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์หลี่ว์ฉุนหยาง และติดตามเล่าเรียนลัทธิเต๋ากับอาจารย์เรื่อยมา ครั้นเติบใหญ่ได้มีโอกาสพบพานหลี่ว์ต้งปิน และได้กราบท่านเป็นอาจารย์และฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง จนกระทั่งสำเร็จมรรคผล กลายเป็นเซียนในเวลาต่อมาบุคลิกลักษณะของหันเซียงจื่อ เป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม มีความสามารถพิเศษด้านดนตรี โดยเฉพาะ “ขลุ่ย”มีเรื่องว่า ความไพเราะจากดนตรีในเสียงขลุ่ยของหันเซียงจื่อดังขึ้นคราใด ครานั้นก็จะมีฝูงนกบินเวียนว่อนมาล้อมรอบตัวเขาอยู่เสมอ นอกจากนี้ เสียงขลุ่ยของหันเซียงจื่อยังมีอำนาจวิเศษ สามารถทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงามและดอกไม้ผลิบานสะพรั่งได้ตามใจต้องการ ดังนั้นภาพลักษณ์ของหันเซียงจื่อ ในงานศิลปะทั่วไป จะปรากฏในลักษณะของบุรุษรูปงามผู้มีเสียงขลุ่ยอันไพเราะ จนสามารถสะกดวิญญาณผู้ฟังเคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ดุจดั่งใจปรารถนา
เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย
ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล
“อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่
ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม
“เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต
ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า
“เอาทหารข้าไป ! ต่อให้ต้องใช้ทหารถล่มเขตต่างชาติข้าก็จะทำ แค่ให้ได้มันมา ! คราวนี้อย่าให้พลาดอีก ถ้าพลาดอีกคราวนี้ข้า บอกเลยนะ ข้าจะสั่งขังพวกเจ้า !” เสียงประกาศของท่านอ๋องทำให้เหล่ามือปราบถึงกับขนลุก เพราะท่าน อ๋องไม่ได้พูดเล่นท่านเอาจริง เซาโลกับบิงโก้เดินทางมาถึงเขตต่างช
ตอนที่ 10 “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกข้าต้านพิษได้เพราะฝึกกับพิษมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว” แต่อีกฝ่ายก็มีแค่มือเปล่า นักดาบเลยได้ใจเข้าต่อสู้ทันที แต่กลายเป็นซุ่นมู่ซานก้าวเท้าหลบด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ทำให้อีกฝ่ายฟันไม่ถูกสักที เขาซัดขวดยาไปทางนักดาบแต่มันหลบได้ “ซัดไปทางไหนกัน” นักดาบเยา
อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน
ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ







