LOGINชาติก่อนเสิ่นกุ้ยเหรินนางเป็นสตรีโง่งม รักเพียงบุรุษไร้หัวใจผู้นั้นจนตรอมใจ ชาตินี้นางขอเกิดใหม่ใช้เรือนร่างยั่วเย้าให้ชายผู้นั้นลุ่มหลง เพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้นเพื่อไม่ให้คนรังแกและจะอยู่เงียบ ๆ ท้ายวัง
View Moreเสิ่นลี่เซียน ย้อนอดีตมาในร่างของต้นตระกูลที่เป็นพระสนมท้ายวังผู้ถูกทิ้ง และตัดสินใจจบชีวิตลง เมื่อนางกลับมาอีกครั้งเพื่อใช้ชีวิตแทนต้นตระกูล นางกลับมาในช่วงเวลาที่พลิกป้ายเลือกนางเป็นพระสนมปรนนิบัติฝ่าบาทอีกครั้ง
แต่มีหรือครั้งนี้นางจะผิดพลาด นางจะทำให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้ลุ่มหลงนางและเลื่อนตำแหน่งนางให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้นางอยู่ท้ายวังอย่างสงบสุข แต่กลับไม่เป็นดังคาด เขาเลื่อนนางถึงขั้นเฟยแล้วนั่นชะตาที่นางอยากขีดให้เป็นเพียงสนมท้ายวังก็เปลี่ยนไป
หวังจื่อฮ่าว ชายผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่เคยวาดหวังความรักใคร่ฉันชายหญิง เพียงแต่ทำหน้าที่จักรพรรดิผู้สืบทอดราชวงศ์หวังหมิ่นที่แสนเบื่อหน่าย กับเหล่าขุนนางเอาแต่แก่งแย่งชิงดีกัน
แต่เมื่อคืนหนึ่งเขาพลิกป้ายไปเลือกสนมชั้นกุ้ยเหรินนางหนึ่งที่ไม่รู้จักกระทั่งชื่อนางด้วยซ้ำ ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยคิดค้างคืนตำหนักใดนอกจากฮองเฮาและกุ้ยเฟย กลับกลายเป็นละเมิดกฎของตัวเองค้างคืนในตำหนักท้ายวังของกุ้ยเหริน และความรู้สึกฉันชายหญิงก็ก่อกำเนิดขึ้นในวัยหนุ่มของเขา
..........................................................................................................................................................................................................................
นางมีนามว่า ‘ลี่เซียน’ สนมถูกลืมอาศัยอยู่ท้ายวังหลวงที่เรือนพักเก่าซอมซ่อมอซอ ไม่ต่างจากตำหนักเย็นนัก แต่นางไม่ใช่วิญญาณเจ้าของร่าง วิญญาณเจ้าของร่างได้ตายจากไปแล้ว และนางผู้มีความทรงจำเก่าก่อน และย้อนอดีตมาก่อนที่จะมีการพลิกป้ายเป็นสนมถูกเลือกครั้งแรก
ลี่เซียนที่ย้อนกลับมาในร่างเสิ่นลี่เซียนหรือเสิ่นกุ้ยเหริน ที่ดูเหมือนเป็นต้นตระกูลของนางในอดีต นางเป็นบุตรสาวคนโตตระกูลเสิ่นที่ถูกถวายตัวเข้าวังหลวง ทั้งที่นางไม่อยากเข้าเลยสักนิด
นางนั่งมองใบหน้าพริ้มเพราดุจโฉมสะคราญล่มเมืองในคันฉ่องทรงกลมขนาดใหญ่ในเรือนพัก ทั่วทั้งวังหลังมีสตรีใดบ้างไม่ริษยาความงดงามไร้ที่ติดอย่างเช่นนาง ผิวขาวผ่องเนียนนุ่มดุจน้ำนม เส้นผมดำคลับราวกับหมึกเขียน คิ้วสวยโค้งได้รูปโดยไม่ต้องเสริมแต่ง หากแต่จุดจบของนางในกาลก่อนไม่ดีนัก
เห้อ...โธ่เอ้ย...ย้อนอดีตมาทั้งทีให้ข้ามาแย่งชิงแท่งหยกอันเดียว
‘บัดซบ!’
เสิ่นกุ้ยเหรินใช้หวีไม้สางปลายผมแก้เซ็ง เพราะวันนี้ป้ายของนางถูกพลิก ตามความทรงจำทรงในอดีตที่หลงเหลืออยู่
นางจมน้ำตายเพราะบุรุษผู้นั้นไม่ไยดี เพียงโปรดชั่วครู่ เมื่อคนใหม่ที่ถูกใจกว่าก็ละเลย
“นายหญิงใกล้ได้เวลาแล้วนะเจ้าคะ” หลันถิง นางกำนัลคนสนิทเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่านายหญิงของตนเองมัวแต่เหม่อลอย ทั้งที่เฝ้ารอจะได้เข้ารับใช้ปรนนิบัติฝ่าบาทมานานแสนนานแล้ว หากชักช้าไม่เตรียมตัวอาจจะไม่เป็นที่พอพระทัยของฝ่าบาทก็เป็นได้
หลังจากหลับไปนานในวันนั้น นายหญิงของตนเองก็เปลี่ยนไป จนหลันถิงคิดว่านายหญิงเลอะเลือนไปเสียแล้ว ถึงกระนั้นเรื่องนายหญิงของตนก็ไม่เคยเล็ดลอดจากปากออกไป เกรงจะเป็นที่กล่าวหาเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ลี่เซียนถอนหายใจอีกครั้ง นางกำลังคิดถึงเบี้ยหวัดของตัวเองรายเดือน กุ้ยเหรินได้เงินเดือนหนึ่งร้อยตำลึงก็จริง ชาติก่อนวิญญาณเจ้าของร่างได้ใช้มันเพื่อติดสินบนไปจนหมด แต่ว่าก็ไม่ทำให้บุรุษผู้นั้นหันกลับมารักนางได้
แต่ชาตินี้นางย่อมไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก
ร่างนี้ไร้เดียงสาเกินไป เพราะเพียงต้องการความรักบ้าบอจากบุรุษผู้นั้นจึงทำเรื่องโง่เง่า ทั้งถูกเลือกครั้งแรกนางพลาดเรื่องลีลาบนเตียงเพื่อจะใช้มัดใจชายผู้นั้น นางแข็งเป็นหินราวกับกำลังถูกชายแปลกหน้าย่ำยี นั่นทำให้จักรพรรดิไม่พอพระทัย ในครั้งถัดไปเมื่อพลิกป้ายกับสตรีอื่นแล้วได้รับความสุขจนล้นอกก็ลืมเลือนนางไป อีกทั้งนางไม่มีตระกูลหนุนหลัง จึงถูกอำนาจของฮองเฮาและกุ้ยเฟยจัดการ
เช่นนั้นคืนแรกนางจะใช้ร่างกายเพื่อปูทางให้นางได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้วก็เสวยสุขในวังต้องห้ามจนตายก็แล้วกัน
เมื่อคิดวางแผนในหัวตั้งแต่ต้นจนจบ นางก็ลุกขึ้นให้นางกำนัลจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย เมื่อเห็นแสงจากโคมไฟด้านนอกสว่างวาบ นั่นจึงได้รู้ว่าขบวนเสด็จของสามีนางมาถึงแล้ว
สามีที่แบ่งกับสตรีทั้งวังหลัง!
นางรีบเดินมาที่หน้าประตูย่อตัวคำนับทันที เมื่อประตูถูกเปิดโดยขันทีผู้ติดตาม หวังจื่อฮ่าวเพ่งมองสตรีตรงหน้าเล็กน้อย เขาไม่รู้แม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ เพียงทำให้จบ ๆ เรื่องไป แต่ทว่าความงามของนางสะดุดตายิ่ง
“ลุกขึ้นเถอะ” เขาใช้สองมือประคองนางให้ลุกขึ้นแล้วดึงรั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด ทั้งขันทีและนางกำนัลก็ถอยฉากไปอย่างรู้งาน ไม่อยู่รบกวนความสำราญขององค์จักรพรรดิ
นางไม่ขัดเขินหรือเอียงอาย แต่ตอบสนองเขาอย่างรู้งานเมื่อเขารั้งนางให้ขึ้นไปนั่งบนตัก มือเรียวสวยดั่งลำเทียนทั้งเล็บที่ตัดอย่างประณีตและตะไบให้สวยงาม ยื่นออกมารินชาหอมหมื่นลี้ให้จักรพรรดิหนุ่มได้ดื่มแก้กระหาย แน่นอนว่ามันใส่ของบางอย่างปลุกกำหนัดองค์จักรพรรดิไว้ด้วย เพราะทันทีที่นางย้อนอดีตมาก็ให้สาวใช้ไปหามาเตรียมพร้อมที่จะใช้ในวันนี้
หวังจื่อฮ่าวพอใจอย่างมากที่นางรู้จักเอาใจเขา
เมื่อเห็นสีหน้าพอพระทัยขององค์จักรพรรดินางจึงแย้มมุมปากไม่ให้เขาเห็นราวกับว่านี่คือกับดักของนาง
หวังจื่อฮ่าวจิบชาหอมหมื่นลี้ในถ้วยหยกเนื้อดี แต่ดวงตาจับจ้องอยู่กับเรือนร่างสนมรักในคืนนี้ มือของเขาลูบไปที่ต้นขาคิดภาพความงดงามผ่านอาภรณ์เนื้อดีบางเบานี้ว่าจะมีความงามมากเพียงใดกัน ขนาดเพ่งมองเพียงภายนอกยังปลุกความต้องการได้มากถึงเพียงนี้ หากยามได้กลืนกินนางเล่าเขาจะหลงเพียงใด
เขาจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางอย่างเบามือ เชยคางขึ้นให้สบตาเขาตรง ๆ ให้นางรับรู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด
ดวงพักตร์งดงาม ใบหน้าคมคาย คิ้วดาบคมเข้มฉุดให้นางหลงใหลแทบลืมความตั้งใจเดิมสิ้น แต่เมื่อเขาโน้มพักตร์ลงมานางจึงยื่นริมฝีปากจรดกับเขา ชิวหาของคนร่างใหญ่ควานหาความหวานอย่างล้ำลึก ยิ่งลมหายใจหอมกรุ่นของนางรินรดออกมา ยิ่งทำให้เขาเพิ่มความปรารถนาในส่วนลึกมากขึ้น จักรพรรดิหนุ่มวัยยี่สิบหกชันษาช้อนร่างงดงามขึ้นแล้วเดินขึ้นเตียงด้านใน
อ้อมแขนแกร่งวางนางอย่างทะนุถนอม จัดการเอาเครื่องหัวของนางออก ยิ่งเห็นดวงตาตื่นเต้นแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์เหมือนนางจิ้งจอก ทำให้เขายิ่งรู้สึกฮึกเหิมราวกับออกรบ
‘ข้าจะปราบจิ้งจอกน้อยในคืนนี้’
นางจับสาบเสื้อสีเลือดหมูขลิบดิ้นทองของเขาแน่น คล้ายกับประหม่าจนคนด้านบนผลิยิ้มออกมา แน่นอนว่าสนมรักของเขาทุกคนล้วนเป็นสตรีพรหมจรรย์ การที่นางไม่เคยชินและหวาดกลัวเล็กน้อยนั้นสร้างความพอใจให้เขาอยู่ลึก ๆ เหมือนตัวเองเป็นผู้กำชัยชนะในศึกรักอันเร่าร้อน
“เจ้าอย่ากริ่งเกรงจนเกินไปนัก ข้าจะเบามือดีหรือไม่” หวังจื่อฮ่าวพูดจบก็สะบัดเสื้อตัวนอกของตนทิ้งไป ขณะที่นางเอนตัวไปพิงกับหมอนบนหัวเตียงในท่ากึ่งนั่ง เรียวขาเนียนสวยไร้เส้นขนโผล่จากอาภรณ์ตัวบางทำให้เขาประทับจูบตั้งแต่ต้นขาขึ้นมา ยิ่งเห็นนางกัดริมฝีปากเล็ก ชวนให้เขาอยากหยอกล้อนางอยู่สักพัก
ปลายชิวหาชุ่มชื้นของฝ่าบาทไล้เลียขึ้นมาเมื่อถึงโคนขาแล้วเขาก็ผละออก ทำให้สตรีผู้ไม่เจนเรื่องบนเตียงเช่นลี่เซียนกลั้นหายใจ ริมฝีปากของนางแย้มอ้าพร้อมกับเปล่งเสียงครางหวานล้ำออกมา เขาเงยหน้าขึ้นเคลื่อนกายขึ้นทาบทับนางแล้วจูบที่ริมฝีปากที่เคลือบด้วยชาดแดงสอดปลายลิ้นเข้าไปสอนนางว่าจูบเป็นอย่างไร
แต่เรียวลิ้นน้อย ๆ ของนางราวกับเรียนรู้ได้รวดเร็วนัก จากที่เป็นฝ่ายไล่ต้อนนางในโพรงปาก พลิกเป็นหยอกล้อเขากลับ ลิ้นอ่อนนิ่มของนางสอดประสานจนน้ำใสเคลือบกันประสานเป็นหนึ่งเดียว
“อื้ม...!”
เสียงครางอย่างพอใจของหวังจื่อฮ่าวทำให้นางได้ใจ เปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกกลับบ้าง มือเรียวบางสอดเข้าไปที่เอวรั้งสายคาดที่ผูกกับกางเกงตัวในให้หลุดออก
“เจ้าช่างซุกซนนัก”
เขาปรามอย่างไม่จริงจัง แต่ก็ชื่นชอบความใจกล้าของนางนัก ผิวขาวราวน้ำนมนี้กับแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับกลีบเหมยกุ้ยฮวาชักชวนให้เขาอยากรังแกนักเชียว
สองมือหนาสากเล็กน้อยปลดอาภรณ์ของนางออกจนเหลือเพียงชุดเอี๊ยมที่ปกปิดความสวยทั้งด้านบนและล่าง เนินปทุมคู่งามดุนดันเป็นลูกชวนมองนาง เขาไม่รอช้าที่จะปลดมันออกจนสองเนตรสบความงดงาม
ความเอียงอายของนางปรากฏชัดที่ใบหน้าโฉมสะคราญ แต่นางแอ่นอกสู้สายตาเขาเยี่ยงนี้ทำให้ความกำหนัดของเขาเดือดพล่านดุจลูกไฟกำลังแผดเผาไปทั่วร่างกาย ยิ่งโดยเฉพาะจุดศุนย์รวมความกำหนัด ที่เหยียดยาวพร้อมตอกตรึงเข้าสู่บุปผางามในยามนี้
ปลายชิวหาแตะปลายยอดปทุมงดงามแผ่วเบา ทำให้เสียงรัญจวนใจเปล่งออกจากปากเรียวสวยของสนมรัก แต่แทนที่นางจะหดกายหนีกลับแอ่นสู้อีกครั้งแต่ร่างกายสาวนั้นสั่นชอบกล
‘สั่นสู้หรือ’ นางคิดทบทวน แต่นางไม่ยอมพ่ายให้จักรพรรดิหนุ่มแน่นอน วันนี้นางจะไม่ให้เขาเพียงเสพสุขกับร่างกายนางฝ่ายเดียว แต่นางจะเสพสุขกับเขาด้วยเช่นกัน
“เจ้าเหมือนลูกนกนัก” เสียงแหบพร่าเปล่งออกมา เมื่อเขากระตุกเอี๊ยมชิ้นล่างให้หลุดพร้อมกับความสั่นระริกของเรือนกายสตรีน่าทะนุถนอมเช่นนาง
ดวงตาของนางเปล่งประกายเมื่อเห็นหัวมังกรโผล่ออกมา มือหนาลูบมันลงให้นางเห็นชัดเจนขึ้น ไม่ใช่นางชอบเรื่องลามก แต่อย่างน้อยควรดูให้ชัด ๆ ว่าแท่งหยกอันนี้ที่ใครต่างปรารถนาเป็นเช่นไร แต่นางประจักษ์ดีแล้วว่าสมดั่งเป็นของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เสียจริง
“เจ้าอดทนสักนิดเถิด” เขาปลอบใจด้วยถ้อยคำนุ่มหู แต่นางรับรู้ว่ามันไม่ใช่แค่เจ็บเพียงนิดหรอก เจ็บมากทีเดียว เพราะว่าขนาดของเขากับกลีบบุปผาช่างแตกต่างกันนัก
แท่งร้อนของเขาสัมผัสที่ต้นขาพาลให้ขนกายสาวลุกชัน ดีที่ขนแพรไหมส่วนนั้นไม่ได้ดกดำเพียงบางเบาไม่รกรุงรัง ทำให้จักรพรรดิพอพระทัย สังเกตจากลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดใบหน้านางกับสีพระพักตร์ที่กำลังอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
“อ๊ะ!” เสียงครางพร้อมกับอาการสะดุ้งตัวน้อย ๆ เมื่อนิ้วของจักรพรรดิหนุ่มแตะเบา ๆ ตรงเม็ดทับทิมของนาง สองมือของนางกระชับรอบเอวของเขาสีหน้าเว้าวอนเชิญชวนให้เขาช่วยนางปลดปล่อยความสุขฉายชัดในแววตา
“ฝ่าบาทเพคะ” ลี่เซียนเปล่งออกได้เพียงเท่านั้นก็ต้องอ้าปากกว้างเมื่อนิ้วกลางของพระองค์หยัดลงมาใจกลางบุปผาที่ฉ่ำน้ำหวาน
ฮึก!
เขาประพรมจูบนางอีกครั้งอย่างหลงใหล ไม่รู้เหตุใดสนมที่แม้แต่ชื่อเขาก็ไม่ปรารถนาจะรู้ในตอนแรก ยามนี้ถึงทำให้เขาคลั่งนัก แรงตอดรัดนิ้วยามเขาถอนออกพร้อมกับน้ำหวานที่ชุ่มฉ่ำประจักษ์ได้ดีว่านางพรั่งพร้อมเพียงใด
เมื่อเขาคิดจะถอนจูบนางสองมือนางกลับรั้งต้นคอเขาไว้แล้วแลกลิ้นอย่างชำนาญทำเอาเขาพออกพอใจ จนเผลอครางเร่าในลำคอและอยากกระแทกนางให้รู้ว่าเขาปรารถนานางเพียงใด
สองขาเรียวแยกออกอย่างรับรู้ว่าเขาต้องการอะไร ริมฝีปากของฝ่าบาทเคลื่อนมาที่สองเต้าอวบอีกอิ่มอีกครั้งก่อนดูดรั้งมันแรง ๆ
แท่งหยกปูดโปนด้วยเส้นเลือดบ่งบอกว่าเขาต้องการปลดปล่อย จึงจับจ่อกลางกลีบบุปผาพร้อมกับเสียงแหบพร่าบอกให้นางตั้งตัว
“ข้าจะเข้าไปแล้วสนมรัก”
เจ็ดปีผ่านไป นางมีบุตรชายหญิงรวมกันถึงสี่คน ฝ่าบาทแทบไม่ให้นางพักเลยทีเดียว จนนี้มีองค์หญิงสุดท้องคือเฟิงหลิว ส่วนเฟิงหยางพี่ใหญ่สุด ก็ดูแลน้อง ๆ เฟิงผิง กับเฟิงอี้ แทนท่านแม่ที่กำลังให้นมน้องสาวของเขา เขามีน้องสาวสองคนและน้องชายหนึ่งคนที่ซุกซนนัก“เจ้าสามอย่าซุกซนเช่นนั้น” เฟิงอี้ที่ตีลังกาเอากระบี่ไม้โบกไปมาเหมือนที่เขาฝึกเพลงกระบี่ทุกเช้า แม้เขายังเล็กแต่ก็อยากเลียนแบบจนเขาปวดหัวแล้ว เพราะเกิดล้มขึ้นมาก็ลำบากเสด็จแม่อีก“เฟิงหยางพาน้อง ๆ มากินขนมเร็วเข้า” เมื่อเฟิงหลิวกินนมจนอิ่มแล้วหลับไปแล้ว นางก็มาดูแลลูก ๆ อีกสามคน เฟิงผิงนั้นชอบของสวย ๆ งาม ๆ จึงเอาแต่เก็บดอกไม้มาจัดในแจกันอย่างสวยงามอยู่ไม่ไกล และมักจะทะเลาะกับเฟิงอี้เป็นประจำเพราะชอบกลั่นแกล้งพี่สาว“เสด็จแม่...ข้ามาแล้ว” เฟิงอี้หนุ่มน้อยขี้ประจบของนางวิ่งมาเร็วจี๋แล้วโผเข้ากอดนางที่ความสูงแค่เข่าเท่านั้น ทำให้นางเกือบเซไปทีเดียว แต่นางก็ไม่เคยดุลูก ๆ ของนาง“อาอี้...เจ้าอย่าวิ่งชนท่านแม่ประเดี๋ยวจะล้ม” เฟิงหยางที่ปวดหัวกับน้องชายผู้นี้เหลือเกิน ไม่รู้ว่าตอนเกิดเขามีวิญญาณเจ้าลิงเจี๊ยก ๆ เข้าสิงมาด้วยหรือชาติปางก่อนเป็นลิงก
การเดินทางไปเยี่ยมเยียนราษฎรทางเหนือเป็นอย่างช้า ๆ เพราะพระสนมกำลังตั้งครรภ์ ฝ่าบาททรงเอาใจใส่ดูแลยิ่งนัก แต่เมื่อไปถึงเมืองหม่าเฉิงเหล่าราษฎรของพระองค์ต่างออกมารับไม่เว้นกระทั่งเฟิงหู่และเสี่ยวชุ้นที่ภายหลังรู้ว่านางเป็นผู้ใดถึงกับคุกเข่า แต่นางก็ไม่ถือสาเพราะนางปลอมตัวมาหาได้มีใครรู้ไม่ว่านางเป็นใคร เพราะหลีกหนีโทษหากเป็นดั่งที่โดนผู้คนใส่ร้าย จนไม่รู้แล้วว่าชาติกำเนิดนางคือใครมาจากไหนหลังจากกลับเมืองหลวงตระกูลเสิ่นนอกจากถูกทำโทษแล้วยังให้ทั้งตระกูลเป็นได้แค่ชาวบ้านห้ามรับราชการตลอดรัชสมัยของฝ่าบาท ซึ่งนั่นนับว่าปรานีมากแล้ว เพราะการรวมหัวกันกับตระกูลกุ้ยเฟยให้ร้ายพระสนมมีโทษสมควรตายนางเดินลงโดยมีมือของฝ่าบาทจับจูงตลอดเวลา นับว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนักที่องค์จักรพรรดิทรงห่วงใยสนมอันเป็นที่รักดุจไข่ในหิน แต่เห็นมีเพียงคนผู้เดียวที่พยายามก้มหน้าให้ติดพื้น ก็คืออาเหลียวที่เคยมีเรื่องหมางใจกับนาง นางมองเขาแล้วก็นึกขำ ไม่คิดสินะว่านางจะเป็นสตรีที่ใครก็ห้ามลบหลู่เดินมาได้สักพักนางเห็นกลุ่มทหารแต่งกายมาเหมือนชาวชุยงหนูมุ่งหน้ามาด้านนี้ ในใจคิดถึงบุรุษที่มีไมตรีช่วยเหลือนางหลายครั้ง
ขบวนรถม้าของจักรพรรดิหวังจื่อฮ่าวเสด็จออกเยี่ยมราษฎรที่ชายแดนระยะทางที่เร็วที่สุด จากเมืองหลวงถึงตอนเหนือของแคว้นเว่ยกินเวลาถึงเกือบสิบวัน แต่นั่นไม่ทำให้จักรพรรดิอ่อนเพลียเลยสักนิดแม้ว่าในรถม้าจะฉ่ำไปด้วยกลิ่นอายของรสสวาทที่ปรนเปรอหวงกุ้ยเฟยตั้งแต่ออกเดินทางก็ว่าได้“ฝ่าบาทเพคะพอแล้วเพคะ” ขนาดในรถม้าเช่นนี้ไม่ก็ละเว้นนางบ้างเลยซ้ำยังเหมือนได้ออกมาพักผ่อน เขาก็เต็มที่ไม่คิดยั้งมือจนคิดว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ไม่ปวดบั้นเอวบ้างหรือไงกัน‘โยกกว่ารถม้าก็เอวคนแซ่หวังผู้นี้’“กว่าจะเดินทางถึงชายแดนใช้เวลาตั้งสิบวัน นั่งในรถอย่างเดียวก็เมื่อยขบแย่ ไม่สู้เราได้ทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่ากันหรอกหรือสนมรัก”จมูกของหวังจื่อฮ่าวคลอเคลียร์อยู่กับพวงแก้มนุ่มนิ่มของหวงกุ้ยเฟยไม่ห่าง และดูเหมือนช่วงนี้นางจะอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อยจนนางน่ากลืนกินไปทุกสัดส่วน“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเมื่อยแล้วเพคะ” นางโดนเขากักอยู่แต่บนตักร่างกายเชื่อมประสานไม่ยอมห่างเช่นนี้ อีกอย่างคนที่บังคับรถม้าป่านนี้คงจะนั่งตัวเกร็งไปหมดแล้วกระมัง“เอาไว้คืนนี้ให้เราปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ เพราะเจ้าปรนนิบัติเราแล้ว”นางเข้าใจแล้วว่าคว
เสิ่นลี่เซียนนอกจากทำเครื่องหอมแล้ว การเลี้ยงลูก ๆ ของนางก็สร้างความสุขได้อีกอย่างหนึ่งอย่างหนึ่ง สวามีทำงานนางอยู่ตำหนักเลี้ยงบุตรชายและองค์หญิงน้อยที่เดี๋ยวนี้ฮองเฮากลับมาอยู่วังหลังแล้ว ก็เอาแต่เที่ยวเล่นซุกซนมาอยู่ตำหนักมิ่งฮวาเช่นเดิม ส่วนเฟิงหยางก็เริ่มหัดเดินเตาะแตะได้แล้ว บางวันฮองเฮาก็โปรดให้นำองค์ชายเฟิงหยางไปเล่นที่ตำหนักฉินเช่นวันนี้“เจ้าลองชานี้ ได้มาจากทางเหนือเด็ดยอดอ่อนชงกับน้ำค้างจากดอกเหมยให้ความสดชื่นดีนัก” อี้ผินฮองเฮานอกจากชื่นชอบการดีดพิน เขียนคำกลอนแล้ว กิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลายที่สุดก็คือชงชา และชาที่ตำหนักฉินมีรสโอชาเลื่องชื่อมากกว่าตำหนักใดในวังหลัง แม้ว่าเจ้านายองค์อื่น ๆ ก็ไม่อาจเทียมเทียบฮองเฮาของแคว้นได้เลยเสิ่นลี่เซียนยกขึ้นจิบกลิ่นชาผสมกับกลิ่นดอกเหมยคลุ้งอยู่ในปากทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก“รสชาติดีมากเพคะ” เสิ่นลี่เซียนยิ้มตอบอย่างจริงใจไม่ได้แฝงด้วยเล่ห์กลใดนั่นทำให้อี้ผินฮองเฮารู้สึกสบายใจที่สุดเมื่อก่อนนางแก่งแย่งชิงดีกับหลี่กุ้ยเฟย จนไร้ซึ่งความสุข ทั้งวันเอาแต่คิดวางแผน ยามนี้ปลงเรื่องรักใคร่ชายหญิงแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรอีกเยอะแยะที่สร้างค











