เข้าสู่ระบบและหลังจากมาได้หลายเดือนเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยที่ทุกคนคาดหวังก็ได้กำเนิดขึ้น และเป็นไปตามคาดเด็กที่เกิดมาเป็นบุตรสาว มีนามว่า เฉินฟางหรง นามรอง หรงหรง
"อากาศเย็น เจ้าร่างกายอ่อนแอยังไม่ควรเปิดหน้าต่างเช่นนี้"
เฉินเทียนอี้เข้ามาสวมกอดนางจากทางด้านหลังก่อนจะพูดน้ำเสียงดุคนตรงหน้าที่ดื้อดึงจะขัดคำสั่งของเขามาตลอด เฉินหย่งเล่อยกยิ้มออกมาพลางมองไปที่หิมะขาวโพลนข้างนอก
"ข้าคลอดหรงหรงมาได้สองเดือนแล้ว ท่านพี่กังวลมากไปแล้ว"
"ก็ข้ามีเฉินหย่งเล่อภรรยาที่แสนดีแค่คนเดียวนิ อีกอย่างหากมารดาของหรงหรงป่วยขึ้นมานางคงจะเสียใจ"
"มีบุตรหนึ่งคนแล้วยังหลงใหลข้าอยู่หรือ"
"รอให้เจ้าหายดี ข้าคิดว่าจะมีน้องให้หรงหรงสักคนก็ไม่เลว"
"ท่านพี่ไม่ต้องเลย จริงสิข้าได้ยินว่าองค์ชายสองมาพบท่านที่วังหลวงเกิดเรื่องอีกแล้วหรือ?"
เฉินหย่งเล่อเอ่ยถามออกไปเพราะหลังจากผ่านไปได้เพียงหนึ่งเดือนฮ่องเต้ก็รับสั่งให้องค์ชายสองส่งทรัพย์สินมากมายมาที่จวนเฉินพร้อมทั้งเอ่ยปากร้องขอกองกำลังแปดหน่วยของเฉินเทียนอี้ไปคุ้มครองวังหลวงเนื่องจากมีนักฆ่าจากแคว้นอื่นแฝงตัวเข้ามาในวังเป็นจำนวนมาก หากถามว่ากองกำลังในแคว้นมีหรือไม่ย่อมตอบได้ทันทีว่ามีแน่นอน แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าคนของเฉินเทียนอี้จึงแปลกอะไรที่ราชวงศ์จะต้องการกำลังทหารของเฉินเทียนอี้ไปคุ้มครองความปลอดภัยของตัวเอง
"ฝ่าบาทต้องการให้ข้าไปออกรบที่ชายแดน"
เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงเรียบ เพราะสาเหตุที่องค์ชายสองมาวันนี้เพื่อบอกว่าฝ่าบาทคิดจะแต่งตั้งเขาเป็นกุนซือของแคว้นและส่งไปออกรบพร้อมองค์ชายสอง
"ข้าไม่ให้ไป ท่านไม่ใช่แม่ทัพแล้วเหตุใดต้องทำในสิ่งที่อันตรายเช่นนั้น"
"ครั้งนี้ข้าต้องไป เพราะหากข้าไม่ไปชาวเมืองที่อยู่บริเวณนั้นจะเป็นอันตรายและไม่แน่ว่าหากไม่แ้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แคว้นนี้อาจจะถูกยึดครอง หย่งเล่อข้าไม่อาจทนมองชาวบ้านที่บริสุทธิ์ตายเพราะมีฮ่องเต้โง่งมเช่นนี้ได้"
"........"
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เฉินเทียนอี้ผละออกจากสตรีตรงหน้าก่อนจะจับไหล่บางให้นางหันมีเผชิญหน้ากับเขา มือหนาประคองใบหน้าสวยให้เงยหน้ามาสบตาเขา
"เด็กดี ข้าจะรีบกลับมา"
"นานเท่าไหร่ ท่านจะไปนานเท่าไหร่"
"หนึ่งปี ข้าสัญญา"
เฉินหย่งเล่อที่ได้ฟังคำตอบก็เม้มปากแน่น เดิมทีเวลาของชีวิตนางก็มีจำกัดอยู่แล้วต้องห่างจากเขาถึงหนึ่งปีนางควรจะทำเช่นไร นางพูดทุกสิ่งออกไปแล้วรั้งไม่ให้เขาไปได้หรือไม่
ดวงตาคู่สวยมองบุรุษตรงหน้าน้ำตาคลอใบหน้าที่ดูมุ่งมั่นของเขาทำให้นางกลืนคำพูดทั้งหมดที่มีในใจลงไปในลำคอ ริมฝีปากบางฝืนยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
"ท่านห้ามบาดเจ็บเด็ดขาด"
"อืม"
"หะ...ห้ามลืมสัญญาที่ให้ไว้กับข้า"
สวบ!!
เฉินเทียนอี้ดึงร่างบางเข้ามากอดก่อนจะพรมจูบที่ไหล่ของนางเบา ๆ เสียงสะอื้นของนางทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งใจแต่เป็นเพราะความจำเป็นจึงต้องทิ้งนางไปเช่นนี้
"เฉินเทียนอี้ ข้ารักเจ้านะ"
"ข้าเองก็รักเจ้าเช่นเดียวกัน หย่งเล่อรอข้ากลับมานะ"
ร่างบางเลือกที่จะไม่ตอบอะไรนางเพียงกระชับอ้อมกอดแน่น ก่อนจะร้องไห้ออกมาเพราะสำหรับนางไม่รู้ว่านี่อาจจะเป็นอ้อมกอดสุดท้ายระหว่างนางและเฉินเทียนอี้หรือไม่
นางจะรับปากในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ได้เช่นไร...
เวลาผ่านไปสามวันเฉินเทียนอี้ได้เดินทางไปรบชายแดน โดยทิ้งหยวนอิงและลูกศิษย์ของเขาให้คอยดูแลเฉินหย่งเล่อและบุตรสาว อีกทั้งยังมีฉู่ซิงเหยียนที่ได้ยินว่านางให้กำเนิดบุตรแล้วจึงมาเยี่ยมที่จวนเฉิน
"หรงหรง เด็กดี"
เฉินหย่งเล่อเรียกบุตรสาวที่อยู่ในอ้อมอกด้วยรอยยิ้ม แววตาที่นางมองเด็กสาวเต็มไปด้วยความรักและเอาใจใส่แม้วิญญาณของนางจะไม่ใช่เฉินหย่งเล่อแต่นางก็คอยดูแลและคลอดเด็กคนนี้มา ไม่แปลกที่นางจะรักและเอ็นดูเฉินฟางหรง
"ทำไมถึงไม่บอกเทียนอี้ว่าเจ้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว"
ฉู่ซิงเหยียนเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย แววตาจ้องมองน้องสาวของตนที่ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วยคงเพราะพิษที่อยู่ในร่างกายของนางจึงทำให้นางดูอ่อนแอเช่นนี้
"หากข้าพูดเช่นนั้นเขาก็จะไม่ไปออกรบ"
"แล้ว?"
"ชาวบ้านบริสุทธิ์ก็ต้องตาย พี่ซิงเหยียนหากเขาไปออกรบชาวบ้านพวกนั้นก็จะไม่ตาย"
"........"
"ข้าจะพยายามอยู่ให้รอดจนกว่าเขาจะกลับมา แต่หากข้าตายก่อนที่เขาจะกลับมาพี่ซิงเหยียนช่วยดูแลหรงหรงช่วงเวลาที่เทียนอี้ยังไม่กลับมาได้หรือไม่"
ฉู่ซิงเหยียนมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตายากคาดเดาก่อนจะยืนขึ้นแล้วเดินออกไป เฉินหย่งเล่อมองแผ่นหลังของพี่สาวที่เดินออกไปก่อนยิ้มเศร้าออกมา
ตุบ!!
เสียงของหล่นที่ดังจากด้านหลังทำให้เฉินหย่งเล่อหันไปสนใจทันที ร่างบางก้าวเท้าเดินตรงไปอย่างระวังเมื่อเห็นว่าคนที่เป็นต้นเหตุของเสียงคือใครก็ขมวดคิ้วทันที
"เจ้าเป็นใคร"
นางเอ่ยถามเด็กน้อยวัยสิบขวบที่ยืนอยู่ไม่ไกล มือบางกระชับอ้อมกอดบุตรสาวอย่างระแวงโชคดีที่หยวนอิงอยู่ข้างนอกหากเกิดเรื่องอะไรนางจะได้เรียกได้
"คะ...คารวะอาจารย์หญิงขอรับ....ขะ...ข้าชื่อฮ่าวตูเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์รับมาขอรับ"
"หยวนอิง เจ้าเข้ามาหน่อย"
นางตัดสินใจเอ่ยเรียกหยวนอิง ดวงตาคู่สวยมองไปที่เด็กชายวัยสิบขวบที่กำลังหมอบกายอยู่ตรงหน้านางอย่างไรตอนนี้นางก็มีบุตรสาวคำพูดของเด็กแปลกหน้าตรงหน้านางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชื่อถือได้แค่ไหน
"ขอรับฮูหยิน"
"เด็กคนนี้ เจ้ารู้จักหรือไม่"
หยวนอิงหันไปมองเด็กชายที่หมอบราบอยู่เบื้องหน้าก็ขมวดคิ้วทันที เขาหันไปโค้งขออภัยผู้เป็นนายหญิง
"เขาเป็นลูกศิษย์ของนายท่านขอรับ"
"เช่นนี้เอง เจ้าชื่อฮ่าวตูใช่หรือไม่"
"ขอรับ"
"ฮ่าวตูเจ้ามาทำอะไรที่นี่"
เฉินหย่งเล่อเอ่ยถามออกไปเสียงเรียบ นางมองสำรวจเด็กตรงหน้าอีกครั้งเฉินเทียนอี้เคยบอกแก่นางว่าภายในจวนด้านหลังจะเป็นโรงฝึกของลูกศิษย์ของเขาที่ฝึกฝนเพื่อมาเป็นเงาหรืออาจจะเป็นทหารในกองกำลัง ไม่คิดว่าจะเด็กถึงเพียงนี้....
"ขะ....ข้าหนีศิษย์พี่มาแอบที่นี่โดยไม่รู้ว่าเป็นห้องของอาจารย์หญิง แต่พอจะออกไปข้าก็พลาดร่วงลงมาขอรับ"
"นี่เจ้าหนีออกไปเที่ยวอีกแล้วหรือ!!"
"หยวนอิงเจ้าออกไปก่อน"
เฉินหย่งเล่อพูดออกมาเสียงเรียบ เมื่อเห็นว่าหยวนอิงเดินออกไปจากห้องแล้วนางจึงเดินเฉินฟางหรงบุตรสาวของนางที่หลับสนิทไปนอนที่เปลเด็ก ริมฝีปากบางยกยิ้มเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของนางยามหลับน่ารักแค่ไหน
"ฮ่าวตู เหตุใดจึงหนีออกไปด้านนอกเจ้าถูกบังคับให้มาอยู่ที่นี่หรือ"
"ไม่ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์ดีต่อข้ามากแต่เพราะว่า....เพราะว่า...ข้า...."
"ช่างเถอะ หากไม่อยากบอกแก่ข้าก็ไม่เป็นอะไรเจ้าตกลงมาเมื่อครู่เจ็บหรือไม่"
เฉินหย่งเล่อเอ่ยถามออกมาด้วยรอยยิ้ม พลางเดินไปหยิบขวดหยกที่อยู่บนโต๊ะส่งให้ฮ่าวตู
"รับไปสิ หากไม่ทายาจะลำบากนะ"
ฮ่าวตูเด็กน้อยวัยสิบขวบรับขวดหยกมาไว้ในมือ เขาจ้องมองอาจารย์หญิงสตรีที่เหล่าศิษย์พี่บอกว่างดงามแท้จริงจิตใจดีและอ่อนโยนยิ่งนัก แบบนี้หรือไม่ท่านอาจารย์จึงรักนางมาก
แต่เหตุใดเมื่อครู่สตรีผู้นั้นถึงบอกว่านางมีเวลาไม่มากแล้ว...
"อาจารย์หญิงท่านป่วยหรือขอรับ"
"ได้ยินหมดเลยสินะ ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะช่วยเก็บเรื่องวันนี้เป็นความลับได้หรือไม่"
"ขอรับ ข้าจะไม่บอกผู้ใด"
เฉินหย่งเล่อยกยิ้ม มือบางลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูดูจากรูปร่างหน้าตาเด็กคนนี้หากเติบโตไปคงกลายเป็นหนุ่มรูปงามมีหญิงสาวรุมล้อมมากมาย
"เด็กน้อยตั้งใจฝึกนะหากเจ้าเติบโตไปคงกลายเป็นบุรุษรูปงามเป็นแน่"
"ขอรับ"
"แล้วถึงตอนนั้นเจ้าช่วยปกป้องหรงหรงในตอนที่นางมีอันตรายแทนข้าด้วยได้หรือไม่"
"ขอรับ ข้าจะปกป้องคุณหนูด้วยชีวิตของข้า"
เด็กน้อยที่รับคำนางด้วยใบหน้าที่จริงจัง เฉินหย่งเล่อไม่รู้เลยว่าภายในอนาคตคำพูดที่รับปากของเด็กตรงหน้าจะนำพาโชคชะตาให้ได้ปกป้องและดูแลเฉินฟางหรงบุตรสาวของนางจริงจริง
"พวกลูกเต่าไร้ประโยชน์ส่งเสียงดังอะไร"เฉินเทียนอี้ในชุดขุนนางที่กำลังเดินทางเข้าวังหลวงได้ยินเสียงดังโว๊ยวายของลูกเขยทั้งห้าของเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ร่างสูงก้าวเท้าเดินตรงไปทางต้นเสียง"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอย่าได้ก่อความวุ่นวายให้ข้ารำคาญใจเจ้าพวกบุรุษไร้ประโยชน์หรือต้องให้ข้าสั่งกักบริวะ....."กึก!!!เฉินเทียนอี้ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นว่าตรงหน้าของเขามีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสวยที่เขาเฝ้าคนึงหาและเฝ้ามองภาพวาดของนางมาตลอดหลายปี สวบ!!!ไม่รู้ว่าเพราะความคิดถึงที่มีในใจ กลิ่นกายที่หอมโชยออกมาจากร่างของนางที่เขาเคยชินหรือเพราะเขาแน่ใจว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือภรรยาของเขาจริง ๆ ทำให้เฉินเทียนอี้วิ่งเข้าไปโอบกอดสตรีตรงหน้าโดยไม่ลังเล มือหนากระชับอ้อมกอดร่างบางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหายไป"อันอัน เจ้ากลับมาแล้ว เป็นเจ้าข้ารู้ว่าคือเจ้า""ทะ...เทียนอี้"หลินอันอันเรียกชื่อคนตรงหน้าน้ำตาคลอ บรรยากาศตอนนี้ไม่ตอนเอ่ยประโยคใดอีกต่อไปเพราะนางได้รับรู้แล้วว่าตลอดมา เฉินเทียนอี้ก็ไม่มีทางลืมนางเช่นเดียวกัน ใบหน้าสวยซบลงที่อกแกร่งก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เดิมทีตลอด
หลินอันอันนักเขียวสาวที่มีโปรเจ็กร่วมงานกับการนำนิยายมาทำเป็นหนัง เธอได้ประสบความสำเร็จหลังจากผ่านความเป็นความตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานส่วนนิยายที่เธอเขียนก็โด่งดังมีผู้ติดตามมากมาย ชีวิตของเธอตอนนี้ช่างเป็นชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา"กลับมาคืนดีกันนะ ผมขอโทษ"เสียงข้อความขอคืนดีแจ้งเตือนนับร้อยฉบับในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากอดีตคู่หมั้นของหลินอันอันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีใจหรือสนใจเลยสักนิด ผู้ใดจะรู้ว่าชีวิตที่ทุกคนต่างอิจฉาอยู่ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการเลยสักนิดสองปีแล้วที่เธอกลับมาอยู่ในร่างเดิมและใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเฉินหย่งเล่อก็ไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันของเธอเท่านั้นแต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงคิดว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง..."เทียนอี้...หรงหรง....ทุกคนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม"หลินอันอันพูดออกมาเบาเบา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างสดใสด้วยแววตาเศร้าก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธอที่เป็นนักเขียนจึงต้องแวะเวียนมาดู
สี่ปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วผู้คนในเมืองต่างลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงคนในจวนเฉินเท่านั้นที่ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดีแต่พวกเขาเพียงเก็บความเศร้าไว้ในใจและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น"ท่านพ่อ"เสียงเรียกของเด็กสาววัยห้าขวบทำให้เฉินเทียนอี้หันไปทางต้นเสียง เขายกยิ้มออกมามองเฉินฟางหรงบุตรสาวที่น่ารักของเขากำลังวิ่งมาทางเขา เฉินเทียนอี้อ้าแขนรับบุตรสาวก่อนจะอุ้มนางขึ้น"หรงหรง แน่ใจหรือว่าจะเข้าวังไปกับพ่อ""ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะว่าจะพาข้าไปด้วย"เฉินฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทำเอาบิดาที่รักและหลงบุตรสาวยิ่งกว่าดวงใจต้องก้มลงไปฟัดแก้มของนางด้วยความเอ็นดู บ่าวรับใช้และหยวนอิงที่เห็นภาพตรงหน้าจนชินตาก็ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา "หรงหรงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พ่อจะกล้าผิดคำพูดได้เช่นไร""หรงหรงรักท่านพ่อที่สุด"เฉินเทียนอี้ยกยิ้มพอใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินออกจากจวนขึ้นรถม้าไป หยวนอิงส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการหลงบุตรสาวของผู้เป็นนายแต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณเพราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ว่าตอนนี้นายท่านจะมีสภาพเป็นเช่นไรการเดินทางมาที่วังหลว
เวลาผ่านล่วงเลยไปหนึ่งเดือนกว่ากองกำลังทหารขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับใช้ชนะจากการทำศึกก็มาถึงหน้าประตูเมือง องค์ชายสองที่อยู่บนหลังม้าเงยหน้าขึ้นมองโครงกระดูกของคนผู้หนึ่งที่ถูกแขวนอยู่บนกำแพงหน้าประตูเมือง คิ้วทั้งสองของเขาก็ขมวดเข้าหากัน"นั่นอะไร""กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นนักฆ่าพ่ะย่ะค่ะ"องค์ชายสองพยักหน้ารับก่อนจะหันสายตากลับไปมองเฉินเทียนอี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขา ในสนามรบหากไม่ได้ชายผู้นี้คอยวางแผนการรบและกองกำลังที่แข็งแกร่งของเขาข้าคงได้สิ้นชื่อไปแล้วฉายาแม่ทัพบ้าสงครามคงเป็นเรื่องจริงสินะ "ท่านกุนซือ เหตุใดยังทำสีหน้ากังวลอยู่อีกรออีกหน่อยก็ได้พบภรรยาแล้ว""......." เฉินเทียนอี้ไม่ได้ตอบอะไร สีหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลทุกอย่างก้าวที่ม้าของเขาเข้าไปในเมืองชาวเมืองที่เขาสบตาล้วนแต่หลับหน้าหรือไม่ก็มีสีหน้ากังวล ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของข้าถึงได้รู้สึกเศร้าและกังวลถึงเพียงนี้"อะ...ท่านไม่เข้าวังก่อนหรือ""กระหม่อมจะกลับจวนเฉิน"เฉินเทียนอี้พูดออกมาเสียงแข็งก่อนจะควบม้าแยกออกไปหยวนอิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบควบม้าตามไป องค์ชายสองได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะเคยช
"หย่งเล่อ เจ้าตื่นแล้วหรือ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม มองสตรีที่เขารักปักใจกำลังนั่นกินอาหารอยู่ที่โต๊ะกลางห้องข้างกายของนางมีฉู่ซิงเหยียนยืนอยู่ "เจ้าออกไป ข้าต้องการอยู่กับหย่งเล่อเพียงลำพัง""เพคะ"ฉู่ซิงเหยียนรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไป เฉินหย่งเล่อมองอาหารอาบยาพิษตรงหน้าริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นความกลัวและเสียใจเกิดขึ้นในใจของนาง ทั้งที่พิษที่อยู่ในร่างกายของนางหายไปหมดแล้วแท้ ๆ แต่นางต้องมาตายด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่างั้นหรือ..."หย่งเล่อเจ้าดูซูบผอมลงนะ"องค์รัชทายาทพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนที่เขาจะนั่งลงข้าง ๆ นางมือหนาลูบศีรษะของเฉินหย่งเล่ออย่างทะนุถนอมในใจเอาแต่ขอโทษนางคิดเพียงว่าที่นางผอมเช่นนี้คงตรอมใจที่ถูกกักขังอยู่ในจวนเฉินสินะ"มารหัวขนนั่นทำเจ้าตรอมใจเช่นนี้เลยหรือ หากข้าสังหารมันเจ้าจะดีใจหรือไม่"กึก!!!เฉินหย่งเล่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดชะงัก นางถึงใบหน้าของบุตรสาวก็น้ำตาคลอ"ยะ...หย่งเล่อเจ้าเป็นอะไร"องค์รัชทายาทเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือหนาทั้งสองประคองใบหน้าของนางให้หันมาสบตากับเขาก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประทับรอยจูบลงหน้าผากของนางเป็นการปลอบประ
กาลเวลาผ่านไปหลายเดือนข่าวการชนะศึกขององค์ชายสองและเฉินเทียนอี้ที่ได้รับตำแหน่งกุนซือรายงานมาถึงเมืองหลวง ชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความดีใจพร้อมเตรียมการต้อนรับขบวนกองทหารที่กำลังเดินทางกลับมาในอีกหนึ่งเดือน เฉินหย่งเล่อเหม่อมองไปที่สระบัวที่อยู่เบื้องหน้าใบหน้าสวยตอนนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ในมือของนางมีผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดที่นางพึ่งไอออกมา"ฮูหยิน ภาพวาดเสร็จแล้วขอรับ"เสียงของหยวนอิงทำให้นางได้สติ เฉินหย่งเล่อแอบซ่อนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดของนางไว้ในแขนเสื้อก่อนจะปั้นหน้าฝืนยิ้มออกมาหันไปหาหยวนอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล"นักจิตรกรได้แก้ตามที่ท่านสั่งแล้วขอรับ""ไหนส่งมาให้ข้าดูหน่อย"น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาของนางออกไปรับภาพวาด หยวนอิงเงยหน้ามองผู้เป็นนายหญิงด้วยใจกังวลเพราะตอนนี้คนตรงหน้าไม่เหลือเค้าโครงของสตรีงดงามอีกต่อไปแล้ว"เหมือนยิ่งนัก"ริมฝีปากบางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองภาพวาดสตรีที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่นางคุ้นเคยมาตลอดหลายปีใบหน้าของจริงจริงของนางในโลกแห่งความจริงหลายเดือนมานี้เฉินหย่งเล่อได้ตัดสินใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่าง







