เข้าสู่ระบบคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงทางขึ้นเรือไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เว่ยเซียวเจิ้งรู้ทันทีว่าใครเป็นคนพูด ใบหน้าของเขาซีดเผือด ตัวแข็งทื่อ หยุดการกระทำที่กำลังจะลงมือทำร้ายคนทันที
เว่ยอวี่คุนมองพี่ชายอย่างเย็นชา นึกดูถูกคนเกียจคร้านคนนี้จากใจจริง วันนี้อาศัยประโยชน์จากจางเจิงเหอ จึงมีโอกาสพบกับคุณชายสามจวนเยว่กั๋วกง แต่กลับต้องมาเจอกับพี่ชายที่ไม่มีอะไรดีมาก่อเรื่อง
“ทำให้คุณชายรองต้องหัวเราะเยาะแล้ว” เยว่ฉีอวิ๋นเข็นรถเข็นของจางเจิ้งเหอมาข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหยัน
จูเหวินเหอถูกซ้อมจนหน้าตาบวมปูด เมื่อจำคนได้ สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก เขาได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานที่นี่ แต่กลับถูกคุณชายสามเยว่มาเห็นในสภาพที่น่าสังเวชที่สุด
สายตาของเขาจับจ้องไปยังจ้าวเยี่ยนเจียวที่กำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆ ร้องไห้อย่างน่าสงสาร โถงใหญ่เงียบสนิท มีแค่นางคนเดียวที่ยังร้องไห้อย่างหนัก ส่วนท่านป้าที่โง่เขลาของนางก็เอาแต่เช็ดน้ำตาให้นางด้วยใบหน้าซีดเผือด
จางเจิ้งเหอเอามือเท้าคางไว้ มองฉินเยว่และจ้าวเยี่ยนเจียวที่กอดกันอยู่ เหมือนกับกำลังดูเรื่องแปลกที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง “คนนี้คือคุณชายใหญ่ของท่านผู้ตรวจการเกลือเว่ยใช่หรือไม่?”
ได้ยินคำถามของเยว่ฉีอวิ๋น หัวใจของเว่ยเซียวเจิ้งก็สั่นสะท้าน
ใครบ้างจะไม่รู้จักชื่อเสียงของคุณชายสามเยว่แห่งเมืองหลวง? แม้ว่าภายนอกเขาจะเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ดูแลโรงงิ้วไม่กี่ที่ แต่ก็มีพี่ชายที่ใกล้ชิดสองคน คนหนึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดิน อีกคนเป็นเสนาบดีกรมโยธา คนหนึ่งเป็นฝ่ายบู๊ อีกคนเป็นฝ่ายบุ๋น ทั้งสองยืนหยัดอยู่ในราชสำนัก ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างสูง พี่สาวคนเดียวของเขายังเป็นถึงไทเฮาองค์ปัจจุบัน เมื่อมองไปทั่วใต้หล้าแล้ว ไม่มีใครสามารถเทียบความรุ่งโรจน์ของตระกูลเยว่ได้ วันนี้เขามาก่อเรื่องบนเรือหงเสียเพื่อผู้หญิงในคณะงิ้ว และยังถูกเยว่ฉีอวิ๋นจับได้คาหนังคาเขา ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูท่านพ่อของเขา เกรงว่าเรื่องนี้จะไม่มีอะไรดีกับตัวเองแน่ๆ
“บ่าวคนนี้สาดน้ำชาใส่ข้า” เว่ยเซียวเจิ้งพูดขึ้นก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
“ใช่ๆ เมื่อครู่ข้ายืนอยู่ตรงนั้นเห็นชัดเจน” เยว่ฉีอวิ๋นยิ้มมุมปาก “เป็นความประมาทของหงเสียจริงๆ ข้าในฐานะตัวแทนของตระกูลเยว่ ต้องขออภัยคุณชายใหญ่ด้วย”
เว่ยเซียวเจิ้งไม่กล้าที่จะรับคำขอโทษของเยว่ฉีอวิ๋น ภายใต้สายตาที่เย็นชาของเว่ยอวี่คุน เขาก็รีบหลบไปด้านข้าง “ผู้น้อยมิกล้า เป็นข้าเองที่ดื่มสุราจนเสียสติ แล้วหาเรื่องกับคนรับใช้”
“คุณชายเว่ยพูดเกินไปแล้ว แต่เมื่อดื่มสุราแล้ว ก็ควรจะรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ คุณชายรองเว่ย” เยว่ฉีอวิ๋นเรียกเบาๆ เว่ยอวี่คุนชำเลืองหางตามองเว่ยเซียวเจิ้งที่คอตกด้วยความโกรธ เขาอดทนเดินเข้าไปหา “คุณชายสามเยว่”
“ส่งพี่ชายของเจ้ากลับจวนไปพักผ่อนก่อนเถอะ!”
เว่ยอวี่คุนรู้สึกคับแค้นใจ เขาพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเยว่ แต่โอกาสดีๆ แบบนี้กลับถูกไอ้โง่คนนี้ทำลายหมดสิ้น “ข้าจะให้บ่าวรับใช้พาเขากลับไปขอรับ ขาของคุณชายรองไม่สะดวก ข้าอยู่ดูแลเองดีกว่า”
“อะไรกัน?!” เยว่ฉีอวิ๋นยิ้ม “มีข้าอยู่ด้วย เจ้ายังกลัวว่าคุณชายรองจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยอวี่คุนเกือบฝืนไว้ไม่อยู่ สุดท้ายก็ทำได้เพียงนำพี่ชายเดินจากไปด้วยความไม่เต็มใจ
เว่ยเซียวเจิ้งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น รีบเดินตามเขาออกไป
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว จูเหวินเหอก็เหงื่อตก เขารีบคุกเข่าลงทันที “คุณชายสาม”
เยว่ฉีอวิ๋นเหลือบมองเขาอย่างเย็นชาแล้วเมินเฉย เดินตรงไปหาฉินเยว่ทันที
ฉินเยว่เห็นผ้าไหมสีดำปรากฏอยู่ในสายตา นางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “คุณชายสามเยว่”
เยว่ฉีอวิ๋นมองดูท่าทางที่ขี้อายของนางแล้วยิ้มเล็กน้อย รู้ว่าการที่เขาจ้องมองนางจะทำให้นางไม่สบายใจ ดังนั้นจึงไม่มองนาง แต่หันไปมองจ้าวเยี่ยนเจียวที่ยังคงสะอื้นอยู่เบาๆ แล้วพูดว่า “คนไปแล้ว ถึงเวลาเลิกแสดงแล้ว”
จ้าวเยี่ยนเจียวสูดจมูกฟืดฟาด นางก็อยากเลิกแสดงเหมือนกัน เพียงแต่ฉินเยว่อยู่ข้างๆ จะให้ท่านป้าดูออกได้อย่างไรว่านางแกล้งทำ! “ลุกขึ้นได้แล้ว”
จ้าวเยี่ยนเจียวลุกขึ้นทันทีอย่างเชื่อฟัง ประคองฉินเยว่ให้ลุกขึ้นตาม
ฉินเยว่แสดงสีหน้าเป็นห่วง จับมือของจ้าวเยี่ยนเจียวไว้แน่น
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







