เข้าสู่ระบบพวกเขายังหาที่หลบฝนไม่ได้ ท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนโปรยปรายลงมาแล้ว
“จะทำอย่างไรดี?” จ้าวเยี่ยนเจียวมองดูท้องฟ้า “ข้าไม่รู้ว่าแถวนี้มีที่ไหนหลบฝนได้บ้าง ดูเหมือนว่าคงต้องกลับไปที่วัดผู่ถัวแล้วล่ะ วันนี้คงจะเสียเปล่าแล้ว” นางรู้สึกไม่เต็มใจ
“เจ้าอยากทำลายชื่อเสียงของตัวเองเพื่อให้ข้าแต่งงานกับเจ้า ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนี้”
“ท่านมีวิธีหรือ?” นางย้ายความสนใจไปที่เขา
เขาพยักหน้า “คืนนี้ข้าจะค้างที่วัดผู่ถัว เจ้าแค่เข้ามาในห้องของข้า ถอดเสื้อผ้าของข้ากับเจ้าออกแล้วนอนอยู่ด้วยกันก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว”
มองดูท่าทางของเขาที่ดูเหมือนไม่ใช่คนในโลกนี้ แต่กลับพูดเรื่องที่น่าตกใจออกมาอย่างหน้าไม่อาย ช่างดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง นางตกใจจนลืมมองทาง ไม่ทันสังเกตเห็นก้อนหินเล็กๆ ที่อยู่ใต้เท้า ทำให้เท้าลื่น
จางเจิ้งเหอยื่นมือออกไปทันที แต่เพราะนางจับถุงผ้าในมือไว้แน่น ทำให้ไม่สามารถปล่อยมือมาจับเขาได้ ทำให้ทั้งตัวล้มลงนั่งกับพื้น
จางเจิ้งเหอถึงกับถอนหายใจ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเอาแต่สนใจของกินในอ้อมแขนอย่างเดียวเลยนะ!
“เจ็บมากหรือไม่?”
ข้อเท้าของนางรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา จ้าวเยี่ยนเจียวจึงพูดอย่างหงุดหงิด “เจ็บเท้า”
สีหน้าของจางเจิ้งเหอจริงจังขึ้น เขาคุกเข่าลงตรงหน้านาง ลองจับข้อเท้าของนาง ทำให้นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ดูเหมือนว่าจะบาดเจ็บจริงๆ” จางเจิ้งเหอเงยหน้าขึ้นมองนางที่นิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวด แต่ถุงผ้าในอ้อมแขนยังคงถูกกอดไว้แน่น เขาก็เลยอดไม่ได้ที่จะเคาะหัวนาง “เจ้าเอาแต่ปกป้องอาหาร”
“ปากท้องสำคัญที่สุด” นางเถียงกลับอย่างมีเหตุผล “อย่าว่าข้าเลย ตอนนี้ข้าเจ็บเท้าเหลือเกิน”
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองดูนางที่อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างดื้อรั้น เขาก็ถอนหายใจด้วยความสงสาร หันหลังให้นาง “ขึ้นมาสิ! ข้าจะแบกเจ้า”
นางตกใจเมื่อมองดูแผ่นหลังที่กว้างและแข็งแรงของชายคนนี้ สังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมสีขาวของเขาเปื้อนดินไปแล้ว นางก็พูดอย่างตะกุกตะกักว่า “ร่างกายของท่านอ่อนแอ แถมข้ายังหนักอีก ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”
“เคยได้ยินไหมว่า 'ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี'?”
นางอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “เคยได้ยินเจ้าค่ะ”
“ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็แค่ทำตามที่สามีบอกก็พอแล้ว ขึ้นมา”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกมึนงงพูดอย่างแหยงๆ ว่า “แต่ว่า... แต่ว่าข้าหนักมากนะเจ้าคะ...”
“ทิ้งผ้าห่มกับถุงผ้าในมือไป”
ผ้าห่มทิ้งได้ไม่มีปัญหา แต่ถุงผ้า...นางลำบากใจมาก “ข้างในมีของกินนะเจ้าคะ”
จางเจิ้งเหอไม่พูดอะไร แค่หันข้างเล็กน้อย จ้องมองดวงตาของนางอย่างกดดัน
จ้าวเยี่ยนเจียวถูกมองจนรู้สึกผิด นางจำใจทิ้งห่อผ้าไปด้านข้างอย่างอาลัยอาวรณ์และไม่เต็มใจนัก
เห็นท่าทางที่ดูน่าสงสารของนาง เขาก็ปลอบโยน “ไม่ต้องเสียใจนะ พอกลับไปแล้วข้าจะจัดเลี้ยงที่เป่าชิ่งโหลวให้ เจ้าอยากกินอะไรก็กินได้เลย”
ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือ?”
จางเจิ้งเหอหัวเราะออกมา เสียงของเขาอ่อนโยน สายตาของเขาอ่อนโยน “จริง ขึ้นมาเถอะ!”
จ้าวเยี่ยนเจียวระงับความลังเล ขึ้นไปบนหลังของเขา นางยังไม่ลืมที่จะเตือนว่า “ถ้าท่านเหนื่อยก็บอก ข้าจะลงมาเดินเอง”
“อืม” เขาปล่อยให้นางเกี่ยวแขนไว้ที่คอของเขา แล้วลุกขึ้นยืน
นางเกาะอยู่บนหลังของเขา หัวใจเต้นแรงไม่หยุด ดมกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ จากตัวเขา ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก “ข้าหนักมากใช่ไหม?!”
“ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะกินน้อยลงไหม?”
นางต่อสู้กับตัวเองในใจ พูดเสียงเบาว่า “จริงๆ แล้วข้าก็ไม่ได้มีโอกาสให้ท่านแบกบ่อยนักหรอก ท่านบอกว่าข้าดูตลก ถ้าข้าผอมลง ข้าก็จะไม่ตลกแล้วนะ”
“รู้แล้ว” เขาหัวเราะให้กับคำพูดที่ไร้เหตุผลของนาง “ถึงแม้ร่างกายของข้าจะไม่ดี แต่ข้าก็ยังมีแรงแบกเจ้าอยู่ น้ำหนักของเจ้าสำหรับข้าแล้วก็เหมือนขนนก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เจ้าอยากกินอะไรก็กินได้เลย!”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้ดีว่าคำพูดของเขาที่ว่าน้ำหนักของนางเหมือนขนนกมันเกินจริงไปมาก แต่การถูกเขาเอาใจแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีมาก นางอยากจะฟังคำพูดเพราะๆ จากเขาให้มากกว่านี้
นางปล่อยตัวตามสบาย วางคางไว้บนไหล่ของเขา หันศีรษะไปมองใบหน้าที่ดูดีของเขา... ไม่เคยมีใครแบกนางมาก่อนเลยในชีวิตนี้ น่าจะมีแค่เขาเท่านั้นที่จะทำแบบนี้กับนาง
“คำพูดของท่านเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“เจ้าหมายถึงเรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องที่... ตอนกลางคืนข้าจะไปที่ห้องของท่าน แล้วก็...” แค่คิดก็ทำให้จ้าวเยี่ยนเจียวใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา “ท่านเข้าใจใช่ไหม?”
“ไม่จำเป็นแล้ว”
“ทำไมล่ะ?” นางมีท่าทางตื่นตระหนกขึ้นมา
เขาหันไปมองนาง “แบกเจ้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนก็เพียงพอแล้ว”
“อ้อ” นางขานตอบอย่างเงียบๆ
“ผิดหวังหรือ?” น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความขบขัน
“ใช่! ผิดหวังมากเลย” พอรู้ตัวว่าตอบอะไรออกไป จ้าวเยี่ยนเจียวก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองทิ้ง นางรีบพูดต่อทันทีว่า “ข้าพูดเล่นเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เราจะรีบแต่งงานกันเร็วๆ นี้”
“คุณชายสามเยว่บอกว่าจวนโหวมีเรื่องราวซับซ้อน ดูเหมือนว่าจะมีคนข้างในไม่ชอบข้า?”
เขายิ้ม “แค่ข้าชอบเจ้าก็พอแล้ว”
น้ำฝนที่ตกลงมาบนตัวนางเย็นเฉียบ แต่ร่างกายและหัวใจของนางกลับอบอุ่น “ใช่! แค่ท่านชอบข้าก็พอแล้ว”
คุณชายรองของจวนโหวแบกคุณหนูสี่ของตระกูลจ้าวกลับมาที่วัดผู่ถัว โดยไม่มีคนรับใช้คอยดูแล ข่าวจึงแพร่กระจายไปทั่วในหมู่คนที่มาทำบุญ ที่กำลังรอให้ฝนหยุดเพื่อจะลงจากเขา
วันนี้สถานที่ที่สงบเงียบแห่งนี้กลับไม่เงียบสงบ ทุกคนต่างพากันพูดถึงเรื่องของตระกูลจ้าว ซุบซิบนินทากันไม่หยุดปาก
ฮูหยินเว่ยไม่สนใจว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน นางปฏิเสธความตั้งใจของจางเจิ้งเหอที่จะให้หมอมารักษาเท้าของจ้าวเยี่ยนเจียว พาพวกเขาทั้งหมดลงเขากลับไปจวนจ้าวทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวเดิมทีก็กำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง แต่เมื่อได้ยินว่าฮูหยินเว่ยกลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ดูไม่ดี นางขมวดคิ้วสั่งให้คนเข้ามาในห้อง ฮูหยินเถียนได้ยินว่าพวกเขากลับมาแล้วพากันยกโขยงไปที่ห้องฮูหยินผู้เฒ่า ก็รีบตามมาทันที
ในห้องโถง ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวเห็นสีหน้าของฮูหยินเว่ยและจ้าวซิ่นโกรธเกรี้ยว จ้าวเสวี่ยที่หน้าซีดเผือด และจ้าวเยี่ยนเจียวที่เจ็บเท้าถูกหามเข้ามา สีหน้าของนางก็ดูแย่ลงไปอีก
ฮูหยินเถียนเดิมทีอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็ฉลาดพอเพียงมองอย่างเงียบๆ ให้คนชงชาและนั่งดูอยู่ข้างๆ
“ลูกสะใภ้รอง นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวเริ่มพูด
ฮูหยินเว่ยเตรียมคำพูดไว้แล้ว นางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่วัดผู่ถัวเหมือนเทถั่วร่วง[1] เล่าถึงเรื่องที่จ้าวเสวี่ยกับเว่ยอวี่คุนตกน้ำด้วยกันอย่างอ้อมๆ บอกแค่ว่าคนมากเกินไปทำให้จ้าวเสวี่ยตกใจจนเกิดอุบัติเหตุ แต่พอเล่าถึงจ้าวเยี่ยนเจียวนางกลับพูดด้วยความเคียดแค้น บอกว่านางใช้ข้ออ้างจะไปเก็บผลไม้ป่าแต่อันที่จริงนัดเจอกับจางเจิ้งเหอ จนข้อเท้าเท้าพลิก ทำให้คุณชายรองต้องแบกนางกลับมาที่วัด ตอนนี้ทุกคนรู้เรื่องนี้หมดแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลจ้าวเสียหายป่นปี้
[1] พูดอย่างรวดเร็วติดต่อกันไม่หยุด
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







