LOGINป๋องแป้งนั่งจมกับความคิดไปทั้งวัน เป็นอย่างที่คาด ธนาแสดงออกชัดว่ารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาโต้เถียงว่าไม่มีทางที่เขาจะเป็นฝ่ายปลุกปล้ำเธอก่อน ซึ่งมันก็จริง ถ้าไม่ไปลูบคลำและสัมผัสเขาก่อนคงไม่เลยเถิด
ช่วงสายวันต่อมาป๋องแป้งมาวนเวียนหน้าคลินิกของเขา หลังจากเย็นวานนี้เธอขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามร้านขายยาต่างๆ เพื่อซื้อยาคุมฉุกเฉิน แต่ยาพร้อมใจกันขาดทุกร้าน
ป๋องแป้งทำทีเอาพัดลมที่ถูกธนาถีบล้มพังไปซ่อมที่ร้านข้างๆ ร้านขายยาของธนา เป็นการแอบมาส่องดูถ้าเขาไม่อยู่ร้านเธอจะเข้าไปซื้อยา
“พัดลมมันใบพัดร้าวแล้วต้องเปลี่ยนใหม่ เดี๋ยวขอรื้อก่อนนะว่ามันจะซ่อมไหวไหม”
ช่างช่อมบอกกับเธอหลังแกะพัดลมออกดู
“ลองดูนะ ถ้าไม่ได้ยังไงก็ค่อยว่ากัน เดี๋ยวฉันไปซื้อยาก่อน” หลังส่องดูไม่เห็นธนาป๋องแป้งก็รีบเดินเข้าไปในร้าน
“เอายาอะไรคะพี่แป้ง? ” พนักงานสาวน่าตาน่ารักที่ร้านขายยาทักทายเพราะรู้จักกันดี
“เอายา...” ป๋องแป้งพูดพลางมองผ่านกระจก ถ้าเจอยาที่ต้องการเธอจะชี้ให้หยิบโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา แต่ทำไมมันไม่โชว์ในตู้นะ
“พี่เอา...”
ป๋องแป้งอ้ำอึ้งและขยับนิ้วไปมาใต้ริมฝีปากเหมือนกำลังจะพูด แต่เสียงกริ่งต้อนรับของประตูร้านขายยาดังขึ้นขัดจังหวะซะก่อน
“หวัดดีค่ะพี่ธนา”
พนักงานสาวไหว้เจ้าของร้าน ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อยเมื่อเห็นป๋องแป้งอยู่ในร้าน
“เกตกินอะไรยัง พี่ซื้อน้ำเต้าหู้มาฝาก” เขาถามคนงานโดยไม่สนใจป๋องแป้ง ไม่ทักทายกันเหมือนเคย ทำอย่างกับมองไม่เห็น
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่เอาไว้หลังร้านนะ”
“ค่ะพี่ธนา”
ป๋องแป้งได้แต่ยืนหน้าชาอยู่กับที่ คนที่รู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดีกลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดเสียแล้ว เธอทำสีหน้าเจื่อนๆ ไม่กล้าสบตาเด็กในร้าน
“พี่เอายาพาราแผงหนึ่งค่ะ”
ป๋องแป้งเดินออกมาจากร้านทันทีหลังจ่ายเงินค่ายาพารา เรื่องที่เกิดขึ้นคืนนั้นยังตราตรึง พร้อมกับทำให้ป๋องแป้งที่รู้สึกผิด ที่เลวร้ายสุดคือเธอหาว่าธนาปลุกปล้ำอย่างหน้าไม่อาย
เขาคงนึกรังเกียจมากถึงหลบหน้าหลบตากัน นอกจากตระเวนหาซื้อยาคุมฉุกเฉินแล้ว เธอยังต้องเอาพัดลมที่เสียมาซ่อมหน้าร้านขายยาอีก
“พัดลมน่ะ ถ้าซ่อมก็เกือบๆ สองร้อย เอาตัวนี้ไหม สภาพดีกว่า” เจ้าของร้านซ่อมหยิบพัดลมยี่ห้อดัง เป็นของเก่าที่รับซื้อมาซ่อมขาย แต่สภาพดีกว่าพัดลมของเธอเสียอีก
“ตัวนี้เท่าไหร่พี่”
“สามร้อยห้าสิบ ถ้าเอาตัวที่มาซ่อมเทินก็ให้ได้สามร้อยบาท” “เอาก็ได้จ้ะ”
เธออยากออกไปให้พ้นจากตรงนี้ และต้องใช้พัดลมอยู่ดี นานมาแล้วที่ป๋องแป้งไม่ร้องไห้ อดทนต่อการถูกพูดจาลับหลังของใครหลายคน ผู้ชายย่านนี้คอยจะเข้าหาเพียงเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงประวัติไม่ดีถูกผัวทิ้ง
ธนาแอบมองจนป๋องแป้งออกไปจากบริเวณร้าน พอเจอกับเธอก็พาลให้นึกเจ็บใจเมื่อคิดย้อนกลับไปในคืนงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนชาวต่างชาติของนายหัวเมธาวี เขาแอบเห็นแฟนของพี่สาวจูบกับผู้หญิงที่ตัวเองชอบอย่างดูดดื่ม
ความรู้สึกดีต่อผู้หญิงคนนี้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว และเขาไม่พอใจเอามากๆ จึงเดินกลับมาดื่มเหล้าไม่คิดว่าจะเมามากขนาดไม่มีสติ
ป๋องแป้งอายุมากกว่าเขาหลายปี เคยแต่งงานและยังเคยถูกฉุดลงเรือจนถูกสามีทิ้ง ประวัติด่างพร้อยเหล่านี้เป็นเพียงอดีตที่ธนาไม่อยากเก็บมาคิดด้อยค่าหญิงสาว แต่มันอดคิดไม่ได้ ตัวเขานอนกับผู้หญิงที่ผ่านผู้ชายมามากโดยที่ไม่ได้ป้องกัน
ไม่กี่วันก่อนป๋องแป้งยังมาซื้อยาคุมกำเนิดจากเขา บ่งบอกว่าเธอมีผู้ชายไม่ขาด และยังป้องกันแค่การตั้งครรภ์แต่ไม่ป้องกันโรคอีก ยิ่งคิดยิ่งเครียดเขาคงต้องตรวจเลือดซ้ำไปอีกหลายเดือน เป็นถึงเภสัชกรแต่มาพลาดเพราะเมาจึงทั้งเจ็บใจและน่าอายชะมัด
เขาเป็นลูกชายคนเล็ก เป็นความหวังของบ้าน พ่อกับแม่จะให้ไปเรียนต่อปริญาโทที่ต่างประเทศ แต่เห็นช่องทางเปิดร้านขายยาเลยคิดว่าจะไปในปีหน้า หรืออาจจะเอาไว้ก่อน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ธนาไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงกับไม่เข้าคลินิกตลอดทั้งวัน
ป๋องแป้งไม่ผ่านร้านยาของธนากว่าเดือนแล้ว แม้ไม่วายบังเอิญเจอกับเขาตามที่ต่างๆ ตลาดชายหาด หรือบางทีธนาก็มาส่งพี่สาวที่ฟาร์มมุก ได้เห็นหน้าบ่อยเข้าจนเกิดหวั่นไหวโดยไม่รู้ตัวเมื่อคิดถึงเรื่องราวในค่ำคืนนั้น
ชายหนุ่มหน้าตาดีอายุน้อยกว่าหลายปีเป็นเด็กดีมีฐานะร่ำรวย กับผู้หญิงอย่างเธอมันต่างกันในทุกด้าน และแน่นอนเธอเปรียบได้แค่ทรายเม็ดเล็กๆ บนชายหาดเท่านั้น แค่ชอบเขายังไม่มีสิทธิ์คิดเลย
“ลาออกแล้วจะไปทำอะไรล่ะ? ”
เมธาวีถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ว่าพ่อแม่ของป๋องแป้งเสียก่อนที่เธอจะมาอยู่ที่นี่
“แป้งจะกลับแม่ฮ่องสอน ไปอยู่กับญาติค่ะ”
ป๋องแป้งน้ำตาคลอขณะที่บอกกับนายหัวเมธาวี เจ้านายที่เธอเคารพรัก การไปครั้งนี้เธอจะไม่กลับมาอีก และเพราะผลตรวจครรภ์คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เธอต้องไป
ทั้งที่จริงแล้วเธอมีญาติที่ไหนกัน เธอไม่นับญาติตั้งแต่ป้าขายเธอให้นายอ๊อดแล้ว แต่ต้องพูดออกไปไม่ให้คนฟังเป็นห่วง
เมธาวีมองสบนัยน์ตาเศร้าแล้วรู้สึกสงสาร ป๋องแป้งมีชีวิตที่ลำบาก และเจออะไรเลวร้ายมาไม่น้อย แต่เขาชื่นชมในความเข้มแข็งของเธอเช่นกัน
“ขอให้โชคดีนะ ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกมา”
“ขอบคุณนะคะนายหัว”
ไหว้ลาแล้วน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมา จากนี้ไปคงคิดถึงเขาในฐานะผู้มีพระคุณ ที่ทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ในทุกวันนี้
“สวัสดีครับป๋า สวัสดีครับแม่ริวคิดถึงแม่แป้งจังเลย”เสียงแตกเนื้อหนุ่มแหบพร่าของหนุ่มน้อยวัยสิบสามปีบนเตียงนอน ร้องทักทายแม่และป๋าวรรธน์ผ่านวิดิโอคอลในช่วงหัวค่ำวันพุธหลังเจ้าริวไปเรียนวันที่สาม“แม่ก็คิดถึงลูกมาก เป็นยังไงบ้างลูก”“เป็นไงบ้างพ่อหนุ่มกรุงเทพฯ ” ป๋าวรรน์ ถามพร้อมกับภรรยา“อากาศที่นี่ร้อนมากเลยครับป๋า แล้วตอนไปโรงเรียนรถก็ติดมากด้วย ริวต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าทุกวันเลย แต่ห้องเรียนที่นี่กว้างและสะอาดมาก มีห้องแอร์ด้วยครับ”“ก็ยังดีนะ แล้วมีเพื่อนใหม่เยอะเลยละสิ”“ครับป๋า เพื่อนชอบเข้ามาคุยกับริวหลายคนครับ”“สาวๆ ด้วยใช่ไหม” ป๋องแป้งแซวลูกชาย เพียงแค่นั้นหนุ่มน้อยริวก็ทำหน้าเขิน เพราะเป็นปกติอยู่แล้วเรียนที่แม่ฮ่องสอนก็มีเพื่อนสาวๆ คอยไลน์มาหา ทำทีถามการบ้าน ตอนนี้เจ้าริวยิ่งโตก็ยิ่งหล่อคิ้วหนาตาคม เหมือนธนามากขึ้นทุกที“ผู้ชายก็มีครับแม่”“เอาละแม่ไม่แซวแล้ว แม่ฝากคิดถึงคุณปู่แซมกับย่าดาด้วยนะ”“ครับ วันอาทิตย์ที่แล้วปู่แซมพาริวไปหาพ่อกับน้องๆ ด้วย” “ดีจัง น้องๆ เป็นยังไงบ้างจ้ะ”ป๋องแป้งถามถึงลูกสาวทั้งสองคนของธนา“น้องน่ารักดี น้องเบนซ์ก็ไม่ซนเท่าไหร่ครับ ส่วนเจ้ามิ้นท์ไม
“เมียเหรอ”เธอทวนคำนั้น วรรธน์มองเข้าไปในดวงตาของป๋องแป้งด้วยความจริงใจ "แป้ง" เขาเริ่มด้วยเสียงอ่อนโยน"ป๋าเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบนะ เพราะป๋ามีลูกไม่ได้ และที่ผ่านมาป๋าผ่านผู้หญิงมามากมาย แต่ไม่เคยมีใครที่ป๋าอยากอยู่ด้วยตลอดเวลาเหมือนแป้งเลย วันนี้ถึงรู้แล้วว่า...ป๋ารักแป้งจริง ๆ อยากให้แป้งและเจ้าริวอยู่กับป๋า ลูกของแป้งจะเป็นลูกชายคนเดียวที่เดิมทีป๋าไม่สามารถมีได้ด้วยซ้ำ เรามาเติมเต็มให้กันและกัน มาสร้างครอบครัวกันดีไหม? "ป๋องแป้งฟังคำสารภาพด้วยหัวใจที่พองโต น้ำตาคลอเบ้า เธอรู้สึกถึงความจริงใจจากวรรธน์ และรู้ว่าเขาพร้อมจะดูแลเธอและลูก "ป๋านี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม ผู้หญิงรอบตัวป๋ามีแต่สาวสวยไม่เคยมีลูกทั้งนั้น แต่ป๋าขอให้แป้งมาสร้างครอบครัวด้วยกัน"“ใช่ ป๋าเลือกแป้ง ดีซะอีกได้ทั้งเมียทั้งลูกเลย ป๋าน่ะเอ็นดูเจ้าริวนะ อาจเพราะว่ารักแม่ก็เคยพลอยเอ็นดูลูกแป้งไป”“ขอบคุณนะคะป๋า”เธอพยักหน้าแล้วยิ้มเขาไม่ได้สารภาพรักแบบหวานชื่นๆ แต่ในประโยคที่พูดมีคำว่ารักเธออยู่ในนั้น ทั้งสองยิ้มให้กันดวงตาของป๋าวรรธน์ที่มองมานั้นช่างแสนอบอุน จู่ๆ ความรู้สึกตื้นตันก็เอ่อท้น จนป๋องแป้งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ร่างอุ่นๆ ของป๋าวรรธน์นอนลงเคียงข้างตรงฟูกหนากลางห้อง ป๋องแป้งที่กำลังหลับเคียงกายลูกชายตัวน้อยถึงกับสะดุ้งและหันขวับไปที่คนตัวโต “ป๋าเข้ามาทำไม เดี๋ยวน้องริวก็เห็นหรอก”“เห็นก็บอกไปสิ ว่าเราเป็นอะไรกัน”“เราเหรอ แป้งกับป๋าเป็นอะไรกันเหรอ” เธอขยับตัวลุกนั่งมองหน้าเขาในความมืด ที่มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างผ่านมุ้งลวดหน้าต่างห้องนอน“ป๋ามาคิดๆ แล้ว ป๋าว่า ป๋าควรจะมีใครสักคน”เขาพูดแบบนี้เหมือนจะบอกว่าอยากมีเธอในชีวิต แต่มันฟังแล้วกำกวมไม่ชัดเจนเอาเสียเลย“ป๋ามีลูกน้อง มีลูกจ้างตั้งหลายคน นอกจากนี้...เกสร อิงอร ละมัย ถ้าหมายถึงคนที่จะพามาหลับนอน ผู้หญิงของป๋ามีตั้งสามคนเลยนะ มันเกินกว่าใครสักคนมาถึงสองคนด้วยซ้ำ”“สามคนที่ไหนกัน...สี่คนต่างหาก แป้งไม่นับตัวเองด้วยละ”ทำไมไม่รู้ ได้ฟังแล้วรู้สึกโกรธเขาชะมัด และผิดหวังตรงที่เขารวมเธอเป็นผู้หญิงในฮาเร็มด้วย“อย่ามานับแป้งเลย แป้งจะหนีไปมีผัวแล้วละ ไม่อยากแย่งกับผู้หญิงคนอื่น” น้ำเสียงกระเง้ากระงอด บ่งบอกเธอกำลังงอนเขา นั่นทำให้วรรธน์ยิ่งอารมณ์ดี“ผู้ชายคนไหนกล้าเอาเมียป๋าไปละก็ ศพไม่สวยแน่” เขาพูดเหมือนจริงจัง และจริงที่สะดุดหูคือเขาใช้คำ
“พี่ธนาบอกว่าเมื่อเช้าแอบไปคุยกับพี่แป้งมาเหรอคะ”เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่น “มายด์…พี่…ตอนนั้นพี่กระวนกระวายใจมากเรื่องลูก พี่อยากรู้ความจริง จะได้รู้ว่าจะทำยังไงต่อ” “พี่ไม่น่าทำอะไรที่ดูเหมือลับๆ ล่อๆ ถ้าพี่ไม่มีใจกับพี่แป้งจริง” มายด์พูดตรงๆ ทั้งน้ำตาคลอ“ไม่เลยมายด์ พี่ยืนยันว่าพี่กับพี่แป้งเราไม่ได้รักกัน คืนก่อนมายด์บอกพี่เองว่าเห็นพี่แป้งจูบกับป๋า”มายด์พยักหน้าช้าๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม ผู้หญิงที่เคยนอนกับธนา ตอนนี้รักกับป๋าวรรธน์ และจะกลายเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอ ถ้าแค่เคยนอนด้วยกันเฉยๆ ยังพอมองข้ามได้ แต่นี่คือเขาทั้งสองมีลูกด้วยกัน“มายด์ว่า...เราเลื่อนงานแต่งไปก่อนดีไหม มายด์อยากขอทบทวน”“ไม่นะมายด์ พี่ไม่เลื่อนเด็ดขาด พี่ไม่ได้ลังเลใจเลยที่จะแต่งกับมายด์ พี่รักมายด์มากนะครับ”“แต่พี่ยังไม่ได้เคลียร์เรื่องของลูก พี่จะทำยังไงกับเรื่องนี้ พี่คิดหรือเปล่าว่าจะรับผิดชอบเขา”เวลานี้มายด์ไม่รู้ควรรู้สึกอย่างไรดี แต่ที่แน่ๆ เธอขาดความมั่นใจว่าธนายังรู้สึกหวั่นไหวกับป๋องแป้งหรือไม่ จู่ๆ ก็รู้สึกอยากมีเวลานานกว่านี้ค่อยแต่งกับเขา ทั้งที่ผ่านๆ มาอยากให้ถึงวันแต่งเร็วๆ หลังจากพูดคุยกันมายด์ก็
หลังจากที่กินมื้อเที่ยงกันแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนกับเดินถ่ายรูปมุมต่างๆ ในสวนส้ม ป๋องแป้งกับพรช่วยกันล้างจาน ระหว่างนั้นมายด์เดินถือจานชามของเธอกับธนามาที่จุดชะล้างที่เป็นแผ่นไม้วางไว้ที่ก๊อกน้ำ มีกะละมังสี่ใบวางใช้งานแตกต่าง ป๋องแป้งยื่นมือรับ“เอามานี่เลยค่ะคุณมายด์”“อุ้ย อย่าเรียกหนูว่าคุณเลยคะพี่แป้ง”เธอท้วงพร้อมกับยื่นจานที่ปัดเศษอาหารทิ้งแล้วให้ป๋องแป้ง เหมือนว่ามายด์อยากพูดอะไร แต่รอให้อีกฝ่ายล้างจานเสร็จ พอเห็นป๋องแป้งว่างและนั่งพักจึงเดินเข้าไปหา“พี่แป้งคะ มายด์อยากปรึกษาหน่อยได้ไหม”“อ่อ ได้ค่ะ ปรึกษาพี่เรื่องอะไรคะ”เพราะมีความลับที่ปกปิดอยู่ทำให้ ป๋องแป้งนึกระแวงมายด์ยิ้มทางทางเขิน“มายด์อยากถามว่าตอนตั้งท้องน้องริว พี่แป้งรู้ตอนไหนว่าท้อง แล้วมันจะมีอาการเตือนยังไงก่อนคะ”คำถามแบบนี้ฟังแล้วรู้สึกได้ว่าคนถามกำลังจะเช็กอาการตัวเองว่าอาจจะตั้งครรภ์ ทำให้ผู้ต้องตอบคำถามนี้คิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ช่วงที่เธอเกิดตั้งท้องแล้วบอกพ่อของลูกไม่ได้ แตกต่างจากหญิงสาวตรงหน้าที่คงรอคอยจะบอกข่าวดีนี้กับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ“พี่คัดเต้านมมากจนเจ็บ คิดว่าเป็นช่วงมีรอบเดือน แต่เมนไม
“ถามตัวเองก่อนเถอะ ว่าถ้าวันนั้นธนารู้ว่าพี่ท้อง จะมองพี่เป็นคนยังไง จะไม่คิดหรือว่าพี่ท้องกับคนอื่นแล้วตั้งใจจับเธอ เพราะหลังจากมีอะไรกันเธอก็ทำเรื่องไปเรียนต่อต่างประเทศ แสดงออกชัดเจนว่าเธอรับไม่ได้ และอยากหนีไปให้พ้น”เขาเถียงไม่ออก ต้องยอมรับว่าตอนนั้นคิดแบบนี้จริงๆ“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมพี่ถึงไม่บอกผมเราจะได้แก้ปัญหากัน…เอ่อ...”“อย่าแม้แต่คิดและอย่าพูดออกมานะธนา น้องริวคือเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่ เป็นแก้วตาดวงใจของพี่ ในความผิดพลาดที่พี่ทำให้เขาเกิด แต่น้องริวก็เหมือนเป็นรางวัลจากสวรรค์ เป็นของขวัญที่พี่รักที่สุดในชีวิต”“ยอมรับว่าผมรู้สึกแย่ที่พี่อาจจะมีใครต่อใครตอนอยู่ที่เกาะ แต่เมื่อท้องก็ควรบอกผมสิ จะได้ตรวจ DNA เกือบห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้เลยว่าผมมีลูก…”เมื่อพูดคำว่าลูก ใบหน้าเด็กชายก็แวบเข้ามาทำให้เขารู้สึกใจสั่นไหวอย่างรุนแรง ถ้าเขารู้วันนั้นและหากผลตรวจเป็นลูกของเขา เขาไม่มีวันที่จะคิดทำลายเด็กแน่นอน ป๋องแป้งหันไปเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะตอบ“ก่อนอื่นเลยนะ พี่ไม่อยากถูกเข้าใจผิดในเรื่องยาคุมกำเนิด พี่ไม่ได้กินเอง พี่ซื้อให้ผู้หญิงของนายหัวมาร์ก ในช่วงเวลานั้นพี่ไม่เคย







