Masuk“คุณเซเรน่า วันนี้สวยจังเลยค่ะ เกือบจำไม่ได้เลยนะคะ”
น้ำเสียงของกอหญ้าอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
“ขอบคุณค่ะ คุณกอหญ้าเองก็...แต่งเต็มไม่น้อย”
เซเรน่าหันมามองเธอ พลางยกยิ้มขณะเอ่ยตอบ เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้นรอบข้าง กอหญ้าถึงกับแข็งค้างไปชั่วครู่ แต่ยังฝืนยิ้มอย่างใจเย็น
หลังจากนั้นตลอดช่วงงาน กอหญ้าพยายามเดินเคียงข้างภาคินให้ใกล้ที่สุด ทำตัวอ่อนหวาน ยิ้มให้แขกทุกคนราวกับเป็นภรรยาที่แท้จริง ขณะที่เซเรน่ากลับสงบ เธอพูดเพียงเท่าที่จำเป็น ยิ้มพอดี ไม่มากเกินไม่ขาดไป และนั่นยิ่งทำให้ผู้คนมองว่าเธอมีระดับ
ทุกครั้งที่เธอเดินผ่าน ใครต่อใครต่างพากันหันมามอง และพูดคุยถึงความงามที่สุขุมของภรรยาทายาทหนุ่มใหญ่ ส่วนกอหญ้าแม้จะแต่งหรูเพียงใด แต่เมื่ออยู่ข้างเซเรน่ากลับดูเหมือนของลอกเลียนราคาถูก
ทว่าทันใดนั้นนักธุรกิจวัยกลางคนเอ่ยทักภาคินอย่างสุภาพ ขณะเอ่ยถึงกอหญ้า
“นี่ใช่เซเรน่า คุณภรรยาคนสวยของคุณภาคินใช่ไหมครับ?”
“อุ๊ย…ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันแค่…”
กอหญ้ายิ้มกว้างแก้มขึ้นสีระเรื่อ แต่ก่อนเสียงใสจะเอ่ยจนจบ เซเรน่าวางแก้วไวน์ลง แล้วเอ่ยแทรกขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เลขาค่ะ เธอเป็นเลขาของคุณภาคิน มาช่วยดูงานแทนคุณกรันต์ เลขาประจำตัวของเขา ที่ติดภารกิจ” เซเรน่ากล่าวต่อ “ฉันเซเรน่า ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลง นักธุรกิจคนนั้นหัวเราะเก้อ ๆ ทันที เมื่อรู้ตัวว่าเขาดันเอ่ยทักคนผิดเสียแล้ว พอได้มามองดี ๆ ก็ได้เห็นออร่ารอบตัวเซเรน่า ที่สมกับเป็นภรรยาของของมาเฟียทรงอิทธิพลเขตเหนือ
“อ้อ เข้าใจผิดซะแล้ว ขอโทษด้วยครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ใคร ๆ ก็เข้าใจผิดได้ทั้งนั้น”
ในขณะที่กอหญ้ากำลังจะเอ่ยตอบ เซเรน่าก็ไม่ปล่อยโอกาส เธอตั้งใจแทรกขึ้นเพื่อกันซีนของหญิงสาว ทำให้กอหญ้าฝืนยิ้ม แต่ในใจกลับร้อนผ่าว เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบา ๆ ต่อหน้าผู้คน แต่กระนั้นก็ยังยิ้มหวาน
และเมื่อถึงช่วงต้อนรับ ภูวเดช หรือบิดาของภาคินเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาแต่งกายเรียบหรูสมฐานะนักธุรกิจระดับประเทศและอดีตหัวหน้ามาเฟียเขตเหนือ หลังส่งต่อให้ลูกชายเพียงคนเดียว และเมื่อสายตาเขาเห็นเซเรน่า เขาก็เดินเข้ามาทันที
“หนูเซเรน่า!” เสียงทุ้มของเขาดังอย่างดีใจ “เป็นไงบ้าง สนุกกับงานไหม”
“สนุกค่ะคุณพ่อ งานคืนนี้ดูยิ่งใหญ่มากเลยค่ะ” เซเรน่ายกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม
“ใช่สิ พ่อเองก็ตั้งใจให้มันออกมาดี เพราะมีแขกใหญ่ ๆ มาเยอะ” ภูวเดชหัวเราะ ก่อนหันไปเห็นกอหญ้าที่ยืนอยู่ข้างหลัง “อ้อ แล้วนี่ใครหรือหนูเซเรน่า”
“เลขาขอภาคินน่ะค่ะ ชื่อกอหญ้า มาช่วยงานแทนกรันต์ค่ะ เขาติดประชุมแทนภาคินที่ต่างประเทศ” เซเรน่ากล่าว
“สวัสดีค่ะท่านประธาน” กอหญ้ายิ้มหวาน
“อืม...สวัสดีหนู” ภูวเดชตอบเพียงสั้น ๆ แล้วหันกลับมาคุยกับเซเรน่าต่ออย่างอบอุ่น
ทำให้แววตาของกอหญ้าเริ่มมืดหม่นลงทุกที ภายในใจเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาที่มีต่อเซเรน่า
เธออุตส่าห์พยายามเข้าหาพ่อของภาคินแล้วแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายเอาแต่สนใจนังนั่น!
“โชคดีจริง ๆ ที่มีหนูเซเรน่าอยู่ข้าง ๆ ลูกชายพ่อ ไม่งั้นไม่รู้จะกลายเป็นยังไง”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดกลางหัวใจของกอหญ้า เธอยิ้มจาง ๆ แต่ภายในกลับเดือดพล่าน แม้แต่ภาคินในยามนี้ก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่คิดแก้ต่างใด ๆ ในคำพูดของภูวเดช
ทำไมพ่อของภาคินต้องมองแต่ยัยนั่น...ทำไมทุกคนต้องเห็นเซเรน่าดีกว่าฉันตลอด!
ช่วงกลางงาน เมื่อการประมูลเริ่มต้น ภาคินขึ้นเวทีในฐานะตัวแทนของตระกูลอภิวัฒน์กุล เสียงปรบมือกึกก้อง และในแสงสปอร์ตไลต์นั้น เขาเหลือบเห็นเซเรน่านั่งอยู่ข้างล่าง ในขณะเดียวกันดวงตาของเธอก็จับจ้องเขาอย่างไม่วางตา
นั่นทำให้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกใจเต้นแปลก ๆ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวย และใบหน้าดื้อรั้นของเธอ
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







