INICIAR SESIÓNเจ้าของร่างสูงใหญ่หุ่นทรงสมส่วน ในชุดเสื้อแขนยาวกับกางเกงผ้าเนื้อหนาสีดำสนิท ตัดสินใจก้าวขาออกจากห้องนอนกว้างขวางทันทีที่แต่งตัวเสร็จ เจตนาปล่อยให้กุหลาบดอกงามที่เขาเพิ่งพลั้งมือเด็ดชมได้มีเวลาส่วนตัว
ทันทีที่เขาปรากฏตัวนอกห้อง ลูคัสที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยตามปกติ ก่อนอธิบายสถานการณ์ด้วยสำนวนสำเนียงสุภาพดังเช่นทุกครั้งที่มีคนนอกในอาคารหลังนี้
“ท่านเจ้ากรมการเมืองกับคนอื่นๆ ในครอบครัวยืนกรานจะรอพบนายท่านขอรับ ตอนนี้ทุกคนรออยู่ที่ห้องรับรองห้องใหญ่...”
รายงานได้ไม่ทันจบ ก็โดนไซรัสก็เหลียวจ้องแววตาดุเข้ม พลางขยับริมฝีปากถาม
น้ำเสียงเขาเวลานี้ฟังดูราบเรียบทว่าน่าขนลุกจนถึงขั้นอาจทำให้เด็กตัวเล็กๆ ร้องไห้
“จงใจปล่อยให้เจ้ากรมการเมืองกับครอบครัวขึ้นมาบนนี้ใช่ไหม”
ลูคัสส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนค่อยๆ ตอบ ชัดถ้อยชัดคำ “นายท่าน...เป็นธรรมดาที่สัตว์โลกจะห่วงหวงบุตรในอุทร ท่านเจ้ากรมการเมืองยามนี้ทั้งหวงทั้งห่วงคุณหนูเสียจนสีหน้าดำคล้ำ ระหว่างทางมาที่นี่ ไม่ต้องเห็นก็เดาออกว่าคงแทบนั่งไม่ติดรถม้า...” ผู้ติดตามหนุ่มยังคงเอ่ยต่อไป โดยไม่สนใจสายตาพิฆาตจากเจ้าของอาคาร “นายท่านสอนเองไม่ใช่หรือ เราทำกิจการค้าขายเส้นสายเป็นสิ่งสำคัญ ต่อหน้าชายมากอำนาจบารมีที่มาด้วยเรื่องบุตรีในไส้มิใช่หาเรื่องทำร้ายโดยไม่ชอบธรรม ถึงทุกคนที่นี่อยากยื่นมือเข้าห้าม แต่ใครไหนเลยจะกล้า อีกอย่าง...” คนช่างสำบัดสำนวนถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยคำสำคัญ “ในเมื่อนายท่านลงเอยกับคุณหนูอัยน์นาแบบนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรื่องในครอบครัวเจ้านาย ควรให้ผู้ติดตามกับคนงานสอดมือเข้ายุ่งเสียเมื่อไหร่”
ให้มันได้อย่างนี้สิ... คนเป็นนายได้แต่ระบายลมหายใจเงียบๆ
นับตั้งแต่เขาพบลูคัสจนถึงวันนี้ ไซรัสยอมรับว่าผู้ติดตามรายนี้มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด
คนคนนี้แม้ด้านการต่อสู้จะด้อยกว่าคนอื่นๆ แต่ด้านบุคลิกภาพ การเข้าสังคม และแนวคิด นับว่าเหนือกว่าพี่น้องต่างสายเลือดทุกคนอย่างเห็นได้ชัด
เพราะแบบนี้ เขาถึงวางใจมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลจัดการความเรียบร้อยภายในร้านค้า...ไม่นึกว่าใช้เวลาเพียงสั้นๆ ลูคัสจะเรียนรู้เล่ห์กลจากผู้คน ตลอดจนวิธีการพูดการจาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ จนอาจเรียกได้ว่า กลายเป็นคนไฟแรง รอบจัด ที่มองข้ามได้ยาก
เขาชื่นชม ที่ผู้ติดตามรายนี้พัฒนาตัวเองได้ในระยะเวลาสั้นๆ จนปล่อยให้ตัดสินใจเองหลายครั้ง แต่เรื่องดูแลจัดการร้านค้ากับการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเขา มันเป็นคนละเรื่องกัน
ครั้งก่อนตอนจัดเตรียมรถม้าคันเล็กกว่าที่ควรเพื่อให้เขากับบุตรสาวเจ้ากรมการเมืองได้ใช้เวลาร่วมกันเพียงลำพัง ทั้งยังแกล้งทำให้ม้าตื่นตกใจจนอัยน์นาพลัดตกลงในอ้อมแขนเขา เขาไม่ได้ตำหนิอะไรนักเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่ครั้งนี้...ดูเหมือนลูคัสจะล้ำเส้นเกินไป
สิ่งที่ลูคัสทำ ไม่เพียงเกี่ยวพันถึงชีวิตส่วนตัวเขายังทำให้ผู้หญิงอีกคนตกอยู่ในสภาพที่เขาไม่เคยคาดฝันว่าจะได้เห็น ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการที่เขาวางไว้
เขาเคยมีผู้ติดตามที่กล้าคิดกล้าตัดสินใจและเชื่อมั่นในตัวเองสมกับที่ศักยภาพสูงแบบนี้มาไม่น้อย คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมั่นใจในตัวเองเกินไปจนมองข้ามอะไรบางอย่าง เป็นเหตุให้สูญเสียสิ่งสำคัญ ไม่ก็พลาดพลั้ง ล้มเหลว
ดังนั้น แม้จะรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดไปแล้วก็มีแต่จะต้องแก้ไข ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลง เขาก็ยังอยากจะเตือนสติคนหนุ่มอนาคตไกลรายนี้
“ลูคัส” ไซรัสขยับริมฝีปากหยักเข้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง “ชีวิตคนเราไม่ใช่ของเล่นหรือสินค้าที่จะจับโยกไปทางนั้นย้ายไปทางนี้ได้ตามใจชอบ ต่อไปจะทำอะไร คิดให้รอบคอบกว่านี้”
เขารู้ดีว่าผู้ติดตามรายนี้ไม่ใช่คนเขลา ถึงวันนี้คิดไม่ได้ วันหน้าก็จะเข้าใจสิ่งที่เขาตักเตือน
“รออยู่ที่นี่ คุณหนูเจ้ากรมการเมืองต้องการอะไรให้จัดหาให้ทุกอย่าง อย่าให้เธอต้องลำบากหรืออึดอัดใจ” ไซรัสสั่งกระชับ แล้วผู้จัดการร้านค้าหนุ่มก็ตกปากรับคำโดยง่าย
ก่อนจะแยกไปพบเจ้ากรมการเมือง...พอเหลียวมองประตูห้องแล้ว เจ้าของกิจการก็ไม่วายหยุดคิดครู่หนึ่ง
“ให้คนไปตามโทมัสมาคอยรับรองคุณหนู” เขาออกคำสั่งเพิ่ม
ที่อาณาจักรสี่ชั้นใจกลางย่านร้านค้าแห่งนี้ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน คนที่พอจะฝากฝังให้เป็นเพื่อนคุยกับผู้หญิงในห้องเขาได้ คงเป็นเด็กฉลาดช่างพูดอย่างโทมัส
ให้โทมัสช่วยดูแล...บางทีกุหลาบแรกแย้มดอกนี้ อาจจะยิ้มได้บ้าง
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว







