LOGINไอ้ใหญ่… ค่อยๆ เอามือดันเข่าสองข้างของเรไรแหกอ้าออกจากกัน ทำท่าเหมือนกำลังจะฉีกทุเรียน “ผมอยากเห็นทุเรียนของคุณเรไรชัดๆ ว่ายวงของมันจะใหญ่แค่ไหน รสชาติจะหวานมันส์สักแค่ไหน” น้ำเสียงตื่นเต้นจัด มือหยาบใหญ่ค่อยๆ แหกเข่าของเมียนายจ้างออกจากกัน ดวงตาเบิกโพลงเพ่งมองพูทุเรียนยวงใหญ่ เบียดอัดกันแน่นอยู่ระหว่างง่ามขาของเรไร โอบล้อมไว้ด้วยเส้นไหมสีดำระยับ “โอ้ว… พูใหญ่สุดๆ” ไอ้ใหญ่ตะลึงลาน ก้มลงปาดลิ้นชิมรสชาติหวานมันส์ของพูทุเรียนในทันที ทั้งเลียสลับดูดเสียงดังซ่วดๆ ทำเอาสะโพกของเรไรบิดส่าย ดิ้นไปดิ้นมาด้วยความเสียวซ่านทรมานหอย
View Moreเซตนี้ประกอบด้วย
คนงานในตำนาน ลุงสัปเหร่อ ในคืนที่ฟ้าฉ่ำฝน
นิยายเรื่องนี้อยู่ใน Set เรื่องสั้นสุดมันส์
ผู้เขียน กาสะลอง
ไม่อนุญาตให้สแกนหนังสือ
หรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือ
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหนังสือเท่านั้น
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่สมมติขึ้น
ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด ชื่อบุคคล
และสถานที่ที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง ไม่มีเจตนา
อ้างอิงหรือก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ
……….
นิยายเรื่องนี้… ไม่มีแก่นสารสารัตถะอะไรนักหนา
ทั้งเรื่องขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อันมืดดำของมนุษย์
ดำเนินเรื่องด้วยตัณหาราคะสุดร้อนแรง
ท่านใดที่ไม่ชอบโปรดหลีกเลี่ยง
*เราเตือนท่านแล้ว*
ไอ้ใหญ่… ค่อยๆ เอามือดันเข่าสองข้างของเรไรแหกอ้าออกจากกัน ทำท่าเหมือนกำลังจะฉีกทุเรียน
“ผมอยากเห็นทุเรียนของคุณเรไรชัดๆ ว่ายวงของมันจะใหญ่แค่ไหน รสชาติจะหวานมันส์สักแค่ไหน”
น้ำเสียงตื่นเต้นจัด มือหยาบใหญ่ค่อยๆ แหกเข่าของเมียนายจ้างออกจากกัน ดวงตาเบิกโพลงเพ่งมองพูทุเรียนยวงใหญ่ เบียดอัดกันแน่นอยู่ระหว่างง่ามขาของเรไร โอบล้อมไว้ด้วยเส้นไหมสีดำระยับ
“โอ้ว… พูใหญ่สุดๆ”
ไอ้ใหญ่ตะลึงลาน ก้มลงปาดลิ้นชิมรสชาติหวานมันส์ของพูทุเรียนในทันที ทั้งเลียสลับดูดเสียงดังซ่วดๆ ทำเอาสะโพกของเรไรบิดส่าย ดิ้นไปดิ้นมาด้วยความเสียวซ่านทรมานหอย
ค-น-ง-า-น
ในตำนาน
พุทธศักราช 2562
ที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังย่อม ตั้งอยู่ท่ามกลางไร่ข้าวโพดในจังหวัดนครราชสีมา มองเลยไปจากหลังบ้านเห็นไซโลเก็บอาหารสัตว์ ขนาบด้วยคอกม้าและโรงเก็บฟาง
“เถ้าแก่… นั่นใคร”
‘เรไร’ ทอดสายตามองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าคมคร้ามหล่อเหลาสะดุดตา กำลังแบกก้อนฟางออกมาจากโรงเก็บฟาง เอามาโรยเป็นกองไว้หลายจุด วัวเกือบสิบตัวกรูกันเข้ามาหาเมื่อกลิ่นฟางโชยมาแตะจมูก
“อ๋อ… คนงานใหม่ มันชื่อไอ้ ‘ใหญ่’ ฉันเพิ่งรับมันเข้ามาทำงานเมื่อวานเย็น”
เถ้าแก่สุ่นตอบข้อสงสัยของภรรยาผู้ยังสาว ที่ต้องเน้นคำว่า ‘ยังสาว’ ก็เพราะว่าเถ้าแก่สุ่นอายุมากกว่าเรไรหลายปี
ตอนนี้เรไรเพิ่งย่างยี่สิบห้า ส่วนเถ้าแก่สุ่นนั้นปาเข้าไปตั้งห้าสิบห้า อีกไม่กี่ปีก็แซยิด
“รับคนงานใหม่… ทำไมไม่เห็นบอกฉันเลย”
ภรรยาสาวตัดพ้อ
“ก็ฉันไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอะไรที่จะต้องบอก มันก็แค่คนงานใหม่คนนึงเท่านั้นเอง”
เถ้าแก่สุ่นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
นั่นสิ… เรไรถามตัวเองอยู่ในใจ ว่าทำไมหล่อนต้องให้ความสนใจผู้ชายคนนี้
“เมื่อกี้เถ้าแก่บอกว่ามันชื่ออะไรนะ”
เรไรสะดุดหูกับชื่อของคนงานใหม่
“ชื่อไอ้ใหญ่… ”
เถ้าแก่สุ่นกล่าว ชื่อที่ได้ยินทำเอาหัวคิ้วของเรไรชิดเข้าหากันด้วยความสงสัยที่ถึงมาของชื่อสะดุดหู ก่อนที่ภาพเรือนร่างสูงใหญ่กำยำของไอ้ใหญ่จะผุดวาบเข้ามาในหัวของหล่อนอีกครั้ง
เหมือนจะอาเจียนเสียให้ได้ ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากกับอาการผะอืดผะอม ข้าวต้มคำสุดท้ายคล้ายจะพุ่งสวนลำคอออกมาเร็วเท่าควาดคิด เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวยาวๆจนเกือบจะวิ่งไปห้องน้ำ จากนั้นก็ล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง ดึงซองถุงยางที่ฉีกใช้แล้วออกมาดูให้แน่ใจว่าเขาได้ใช้มันแล้วจริงๆ ครั้นแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโปร่งโล่ง นึกขอบคุณถุงยางที่ช่วยแยกเขาออกมาจากนรกขุมที่รำเพยและสามีได้ถลำลึกลงไป นึกโกรธว่าเธอจะทักท้วงไหม? หากตอนนั้นเขาขอร่วมรักกับเธอโดยไม่สวมถุงยาง‘อย่างนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่ากัน’ ชายหนุ่มรำพึงอยู่ในใจ รู้สึกโกรธว่ารำเพยก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกร หากการฆาตกรรมหมายถึงการทำให้ตายด้วยวิธีใดๆก็ได้ ‘รำเพยเกือบฆ่าเขาด้วยเชื้อ HIV’ในวูบแรกของอารมณ์ เขาอยากเดินกลับไปที่โต๊ะ ต่อว่าเธอที่ปิดบัง ทว่าอีกใจก็นึกสงสาร เพราะเขาเองที่หลงเชื่อใจจนไม่ได้ถามรอกระทั่งใจเย็นลง หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดในช่วงสั้นๆ ชายหนุ่มกลับนึกสงสารรำเพยขึ้นมาจับใจ จะว่าไปแล้ว…การที่รำเพยต้องต่อสู้กับโรคเอดส์…ก็แทบไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น ขณะที่ตะวันทิ้งรำเพยเอาไว้ที่โต๊ะเพียงลำพัง เสียกเรียกเข้าจา
ตะวันช้อนสายตามองหน้าเธอ เหมือนเด็กที่จ้องมองผู้ใหญ่ จากนั้นก็กล่าวเบาๆ “รู้ไหมว่าพี่ไม่เหมือนคนอื่นๆที่ผมเคยเจอ” เขาชม อมยิ้ม มองเธอ แต่เปลี่ยนมาใช้สายตาแบบหนุ่มมองสาว และมันทำให้รำเพยรู้สึกเหมือนเป็นสาวแรกรุ่นที่เริ่มออกเดทครั้งแรก กับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า “พี่ดูพิสดารมากใช่ไหม...ในสายตาเธอ” น้ำเสียงปนหัวเราะ “มีอะไรบางอย่างในตัวพี่...มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจ รู้สึกอยากคุยกับพี่ อยากรับรู้เรื่องของพี่มากกว่านี้”“บางเรื่องเกี่ยวกับพี่…รู้แล้วเธออาจจะไม่สบายใจ” รำเพยเอ่ยเป็นนัย“สามีพี่ล่ะ” ตะวันย่นหน้าผาก อยากรู้“พี่เลิกกับสามีแล้ว” “พี่มีลูกกับเขาหรือเปล่า” “มีลูกสาวคนนึง อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ” “ผมถามอะไรอีกอย่างได้ไหม...” ตะวันหยุดคิดนิดนึง เหมือนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะถามนั้น จะเป็นการละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเธอเกินไปหรือเปล่า“ได้สิ!...ถึงขั้นนี้แล้ว พี่คงไม่มีความลับกับเธอ”“ทำไมพี่เลิกกับสามี” “เขานอกใจพี่...หลายครั้งหลายคราว”“ครั้งนี้…พี่เลยเอาคืนบ้าง”“เปล่า…ครั้
ซักไซร้ “ว่าแต่ตอนนี้ตีสองแล้วนะแม่” ลูกสาวเตือน รำเพยพลิกหลังมือขึ้นมองนาฬิกา “ตายจริง!” เธอเผลออุทานจนได้ยินไปถึงต้นสาย “เทคแคร์ค่ะ…บายจุ๊บ” สายถูกตัดไปพร้อมๆกับประตูห้องน้ำที่ถูกมือของชายหนุ่มผลักออกมาเบาๆ “เสร็จแล้วครับ...พี่รีบกลับไหมครับ” “ไม่รีบ”“หิวไหมครับ” “พี่ไม่หิว...เธอหิวหรือ” “หิวครับ…ต้องโทษพี่นั่นแหละ ทำเอาผมหมดแรง” “พี่เห็นเธอทำอยู่คนเดียว” เธอกล่าวอายๆ เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเห็นเธอมีอารมณ์ขัน“นั่นและครับที่ทำให้เหนื่อย...แต่ก็ยินดีนะครับ ถ้าพี่จะให้ผมเหนื่อยอีกรอบ” ตะวันทำน้ำเสียงทะเล้น “เดี๋ยวคนแก่หัวใจวายตายกันพอดี” “แก่ตรงไหน...พี่เด็ดกว่าสาวๆเยอะ แฟนผมอายไปเลย” ประโยคนั้นทำให้รำเพยทำหน้าไม่ถูก ว่าเธอควรจะภูมิใจดีหรือเปล่านับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รำเพยเอาชีวิตออกไปพบแสงสีนอกบ้าน ทั้งคู่พากันออกมาจากโรงแรมม่านรูดแห่งนั้นตอนตีสามกว่าๆ ระหว่างทางที่ขับรถไปส่งตะวัน ทั้งคู่พากันแวะร้านข้าวต้มโต้รุ่งแห่งหนึ่ง ย่านพระรามเก้า รำเพยชะลอรถชิด
จากนั้นก็ก้าวตรงไปหาชายหนุ่มที่เพิ่งคลายจากอาการหอบโหยเธอควักเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ สะกิดเบาๆให้เขารู้สึกตัว แล้วยื่นให้ “ตะวันจ๊ะ” รำเพยเรียกชื่อของเขา ชายหนุ่มตื่นจากห้วงนิทราสั้นๆ ปรือตามองธนบัตรในมือของเธอ เอื้อมรับแล้วกล่าวเบาๆ “เยอะไปครับพี่...ตกลงกันไว้แค่พันเดียว” เขามองเงินจำนวนสามพันบาทที่เพิ่งรับมา “รับไว้เถอะ...อย่าคิดมาก ที่ให้เพราะรู้สึกว่าเธอควรจะได้มากกว่าหนึ่งพัน” “ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มรับเอาไว้อย่างว่าง่าย อาชีพผู้ชายป้ายเหลือง จะมีอะไรสำคัญไปกว่าค่าตัว หรือจะเรียกว่าค่าแรงก็ไม่ผิด เพราะตะวันก็ออกแรงไปมาก “อาบน้ำซะ เดี๋ยวพี่จะไปส่ง…บ้านเธออยู่ที่ไหน” เธอแสดงน้ำใจ “พี่มีความสุขใช่ไหม” เขาถามเหมือนติดตามผล “มาก” เธอสารภาพอย่างไม่กระดาก “ผมเชื่อ…ทั้งเสียงร้อง ทั้งอาการที่แสดงออกทางใบหน้า ทุกอย่างมันฟ้อง” ดวงตาคู่นั้นมีประกายกระหยิ่ม “รู้แล้วยังถาม” เธอว่า “ที่ถาม เพราะอยากได้ยินชัดๆ จากปากของพี่” “รีบไปอาบน้ำเถอะ” “ผมจะได้เจอพี่อีกไหม” ตะวันห่วงใ