LOGINฉันเคยคิดว่า... การสอบไม่ติดโรงเรียนในฝัน คือความผิดหวังที่สุดในชีวิต จนกระทั่งได้ก้าวเข้ามาในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงตะโกน หมัดเลือดร้อน และเด็กนักเลงที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับฉัน ไม่มีใครเชื่อว่าผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งจะอยู่รอดในห้องช่างได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป... ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความเย็นชา กลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความผูกพัน บางคนเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าเป็นเพื่อน บางคนเปลี่ยนจากศัตรูเป็นคนสำคัญ และบางคน...เปลี่ยนจากคนที่ไม่มีวันเอื้อมถึง ให้กลายเป็นทั้งความสุขและความเจ็บปวดของหัวใจ ฉันไม่เคยรู้เลยว่า... โรงเรียนนักเลงที่ฉันไม่อยากเข้าในวันนั้น จะกลายเป็นสถานที่ที่สอนให้ฉันรู้จักคำว่ารัก และการจากลามากกว่าที่ไหน
View More27 มีนาคม
วันประกาศผลสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย... วันที่เด็ก ม.3 ทั่วประเทศต่างเฝ้ารอด้วยใจระทึก ภายในร้านอินเทอร์เน็ตเล็ก ๆ ใกล้โรงเรียน เจนจิรานั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือบางกำเมาส์แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอแทบไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้พัก หนังสือกองสูงท่วมหัวบนโต๊ะ และข้อสอบเก่าทุกชุดที่ถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขึ้นใจ คือหลักฐานของความทุ่มเท หลายคืนที่เธอผล็อยหลับคาโต๊ะ และตื่นมาพร้อมรอยหมึกเปื้อนแก้ม เธอเชื่อมั่นมาตลอด... ว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร คะแนนสอบจำลองของเธออยู่ในเกณฑ์ดีมาเสมอ แม้แต่ครูยังมั่นใจว่าโรงเรียนในฝันอยู่แค่เอื้อม "เปิดพร้อมกันนะแก!" เสียงเพื่อนสนิทที่นั่งข้าง ๆ ปลุกเธอจากภวังค์ อีกฝ่ายยิ้มกว้างก่อนเริ่มนับถอยหลัง "สาม... สอง... หนึ่ง!" แกร๊ก! เสียงคลิกเมาส์ดังขึ้นพร้อมกัน หลังจากหน้าจอโหลดอยู่เพียงไม่กี่วินาที ร้านอินเทอร์เน็ตทั้งร้านก็ระเบิดไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงไชโย "ติดแล้ว! ฉันสอบติดแล้ว!" "แม่! หนูทำได้แล้ว!" ทว่า... เจนจิรากลับไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเลย ราวกับโลกทั้งใบถูกกดปุ่มปิดเสียง สายตาของเธอตรึงแน่นอยู่กับข้อความสั้น ๆ บนหน้าจอที่ราวกับจะกรีดหัวใจออกเป็นชิ้น ๆ « ไม่ผ่านการคัดเลือก » เธอนั่งตัวแข็งทึ่น ไม่ขยับ ไม่พูด และไม่แม้แต่จะกะพริบตา "...เจน เจน!" แรงเขย่าเบา ๆ ที่แขนจากเพื่อนข้าง ๆ ไม่ได้เข้าสู่รับรู้ของเธอในตอนนี้ คำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวจนชาไปหมด ทำไมล่ะ? ทั้งที่เธอพยายามมากกว่าใคร ทั้งที่ตั้งใจขนาดนั้น... แต่ทำไมคนที่ไม่ติดถึงต้องเป็นเธอ? ระหว่างทางกลับบ้าน สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพแห่งความสุข บางครอบครัวพาลูกไปฉลอง บางกลุ่มยืนถ่ายรูปหัวเราะร่าเริงอยู่หน้าป้ายโรงเรียน เจนจิราทำได้เพียงก้มหน้าลงต่ำ ขอบตาบานร้อนผ่าวด้วยความกลัว... กลัวว่าน้ำตาจะไหลทะลักออกมาต่อหน้าผู้คน ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูบ้าน เธอตรงดิ่งเข้าห้องนอนแล้วลงกลอนทันที แกร๊ก กระเป๋านักเรียนถูกปล่อยทิ้งลงพื้น ร่างบางทรุดตัวนั่งพิงประตูอย่างหมดแรง ก่อนที่หยาดน้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ตลอดทางจะไหลบ่าลงมาอย่างไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป คืนนั้น... เจนจิราขังตัวเองไว้ในความมืด เธอไม่ลงไปกินข้าว ไม่รับสาย และไม่ตอบข้อความของใครทั้งสิ้น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นระยะ ทั้งคำยินดีของคนที่สอบติด และคำถามด้วยความเป็นห่วงจากเพื่อน ๆ เธอตัดสินใจกดปิดเครื่อง ซุกหน้าลงกับหมอนปล่อยโฮออกมาอย่างคนสิ้นหวัง ความพยายามตลอดสามปีที่ผ่านมา... มันสูญเปล่าไม่มีชิ้นดี เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาพร้อมเสียงเคาะประตูเบา ๆ "เจน... พ่อเข้าไปนะ" ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของพ่อที่เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ พ่อไม่ได้เอ่ยคำปลอบใจให้เธอต้องช้ำน้ำตาอีก แต่กลับวางซองเอกสารชุดหนึ่งลงบนโต๊ะ เจนจิราเลื่อนสายตาไปมองมันอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่หัวใจจะกระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อบนปกชัดเจน ‘ใบสมัครเข้าศึกษา เทคนิคอาชีวะบูรพา’ โรงเรียนแห่งนี้... คือสถานที่ที่เธอเคยพูดเล่นกับเพื่อนบ่อย ๆ ว่า “ต่อให้สอบไม่ติดที่ไหนในโลก ฉันก็จะไม่มีวันเหยียบเข้าไปเด็ดขาด” พ่อนั่งลงข้าง ๆ มือหนาอันอบอุ่นแตะลงบนไหล่ที่สั่นเทาของลูกสาว "พ่อไม่ได้อยากให้ลูกล้มเลิกความฝันนะ..." พ่อเว้นจังหวะคลี่ยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใย "แต่พ่อไม่อยากให้ลูกล้มเลิกชีวิต" คำพูดของพ่อทำให้น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ในใจของเจนจิราเต็มไปด้วยความต่อต้าน เธอไม่อยากไป ไม่อยากเริ่มต้นใหม่ และไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคือ 'ผู้แพ้' แต่เมื่อมองแววตาของพ่อ... สุดท้ายมือบางก็เอื้อมไปหยิบปากกา ปลายปากกาสั่นระริกขณะที่เธอค่อย ๆ จรดน้ำหมึกเซ็นชื่อตัวเองลงไป ‘เจนจิรา’ เธอหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกระซิบปลอบใจตัวเองเบา ๆ "แค่สามปี... เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" ในค่ำคืนอันหม่นหมองนั้น เจนจิราไม่มีทางรู้เลยว่า... การตัดสินใจเซ็นชื่อลงบนกระดาษแผ่นนี้เพียงครั้งเดียว กำลังจะพัดพาชีวิตของเธอเข้าสู่มรสุมลูกใหม่ ที่ซึ่งมีความเจ็บปวด มิตรภาพอันร้อนแรง ความฝันที่คาดไม่ถึง... และ 'ใครบางคน' ที่จะเข้ามาหมุนโลกทั้งใบของเธอให้เปลี่ยนไปตลอดกาลเสียงเครื่องมือกระทบกันดังเป็นจังหวะสะท้อนไปทั่วห้องปฏิบัติการ การเรียนภาคปฏิบัติของวันนี้กำลังดำเนินไปอย่างวุ่นวาย นักศึกษาทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย เช่นเดียวกับเจนจิราที่กำลังตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเองอย่างละเอียด หลังจากช่วงที่ผ่านมาเธอพยายามฝึกฝนอย่างหนักจนเริ่มใช้งานมันได้คล่องมือมากขึ้น"หมดเวลา!"เสียงครูผู้สอนปรบมือเรียกระกาศความสนใจ "เก็บเครื่องมือให้ครบ แล้วตรวจสอบความเรียบร้อยบนโต๊ะของตัวเองด้วย"บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงเก็บของและชักลากเก้าอี้ ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา"ครูครับ! เครื่องมือชุดนี้หายไปครับ" นักศึกษาชายคนหนึ่งยกมือขึ้นโวยวายครูผู้สอนหันขวับทันที "อะไรนะ?" เขาเดินตรงไปตรวจตู้เก็บอุปกรณ์ด้วยตัวเอง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นด้วยความเครียด "ใครเอาออกไป"ไม่มีใครตอบ... บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมกดต่ำและเงียบกริบลงทันตา ครูปาดสายตามองทุกคนทีละคนอย่างพิจารณา"ถ้าใครหยิบไปแล้วไม่เอามาคืน ให้เอามาวางไว้ที่โต๊ะครูตอนนี้"ยังคงไม่มีใครขยับ ทุกคนต่างยืนเงียบ ครูถอนหายใจยาว "งั้นตรวจของทุกคน"เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที นัก
เสียงสัญญาณพักกลางวันดังขึ้นทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้อง เหล่านักศึกษาชายก็พากันแยกย้าย บางกลุ่มกุลีกุจอลงสนามฟุตบอล บางกลุ่มมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกงานของแผนก ส่วนคนที่เหลือก็ตรงไปโรงอาหารเจนจิราหยิบแผนที่วิทยาลัยที่ได้รับแจกมาตอนวันปฐมนิเทศขึ้นมาดู เธอตั้งใจจะไปซื้ออุปกรณ์เรียนที่ร้านสหกรณ์ แต่เพราะพื้นที่กว้างใหญ่เกินกว่าที่คิด เพียงแค่เลี้ยวผิดไม่กี่เลี้ยว รู้ตัวอีกทีเธอก็หลงทางเสียแล้ว"เอ... อาคารเรียนไปทางไหนนะ"เจนพึมพำกับตัวเองพลางมองป้ายบอกทางตรงหน้าอย่างสับสน ทว่ายิ่งเดินก็ยิ่งไกลออกไป... จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าอาคารช่างยนต์เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์จากห้องปฏิบัติการดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ลอยคลุ้งจมูก พอรู้ตัวว่ามาผิดที่ เธอจึงเตรียมจะหมุนตัวกลับ แต่แล้วเสียงทักของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น"น้อง"เจนหันไปตามเสียง เห็นรุ่นพี่ผู้หญิงในชุดช็อปสีเข้มเดินตรงเข้ามาหา สายตาและสีหน้าเรียบตึงดูจริงจัง"ตึกนี้เป็นพื้นที่ฝึกงานของช่างยนต์ น้องมาผิดที่แล้วล่ะ""ขอโทษค่ะ! พอดีหนูหลงทาง..." เจนรีบยกมือไหว้ลนลาน "หนูกำลังจะรีบ""น้องเขาหลงทางครับ"เสียงทุ้มอบอุ่
เช้าวันถัดมาห้องปฏิบัติการงานช่างยนต์กลับมาคึกคักอีกครั้ง เต็มไปด้วยเสียงเครื่องมือเหล็กกระทบกันคละเคล้าไปกับเสียงพูดคุยเฮฮาของเหล่านักศึกษาชาย ครูผู้สอนสั่งทำการเลื่อนเครื่องยนต์ฝึกหัดขนาดกะทัดรัดมาวางไว้ประจำจุด ก่อนจะป่าวประกาศเสียงดังลั่น"เอาล่ะทุกคน! วันนี้โจทย์แรกคือให้ทุกคู่ช่วยกันยกเครื่องยนต์ขึ้นไปติดตั้งบนโต๊ะปฏิบัติงานของตัวเอง ระวังกันด้วยล่ะ เครื่องนี้มันหนักเกือบสามสิบกิโลกรัมเลยนะ!"สิ้นเสียงคำสั่งของครู นักศึกษาแต่ละโต๊ะก็เริ่มขยับกายจับคู่ช่วยกันออกแรงยกเครื่องยนต์เหล็กกล้าขึ้นโต๊ะ เสียงหัวเราะและเสียงบ่นโอดครวญดังขึ้นเป็นระยะ บางคนแกล้งทำเป็นหลังหัก บางกลุ่มตะโกนท้าทายแข่งกันว่าคู่ไหนจะยกเสร็จก่อนทว่า... เจนจิรากลับทำได้เพียงยืนมองก้อนเหล็กมหึมาตรงหน้าด้วยสีหน้าลังเลและเต็มไปด้วยความกังวล เนื่องจากโต๊ะของเธอไม่มีคู่เหมือนคนอื่น นั่นหมายความว่าเธอจำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักเกือบสามสิบกิโลกรัมนี้ด้วยตัวคนเดียวเธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี "เอาวะ... เป็นไงเป็นกัน"มือบางยื่นออกไปจับขอบฐานเหล็กแน่น ก่อนจะออกแรงขยับยกขึ้นสุดกำลัง แรงฮึดทำให
เช้าวันถัดมา เวลา 06:30 น.ท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกและแสงทออ่อนยามเช้า บานประตูรั้วเหล็กของวิทยาลัยเพิ่งจะถูกเลื่อนเปิดออกได้ไม่นาน ภารโรงวัยกลางคนที่กำลังจับไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดลานหน้าอาคารช่างกลถึงกับชะงักกึก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในชุดเสื้อช็อปยืนกอดอกรออยู่หน้าประตูห้องปฏิบัติการที่ยังปิดสนิท"อ้าว... มาทำไมแต่เช้าเลยล่ะหนู? ประตูห้องแล็บยังไม่เปิดเลย"เจนจิรารีบหันไปยกมือไหว้พลางส่งรอยยิ้มเกรงใจ "สวัสดียามเช้าค่ะลุง... คือ หนูอยากจะขออนุญาตเข้าไปฝึกใช้เครื่องมือช่างก่อนเริ่มคาบเรียนสักหน่อยได้ไหมคะ? หนูสัญญาว่าจะระวังและรักษาความสะอาดทุกอย่างเป็นอย่างดีเลยค่ะ"ภารโรงมองใบหน้าเนียนที่พราวไปด้วยความมุ่งมั่นสลับกับกุญแจในมือ ก่อนจะใจอ่อนยอมพยักหน้ารับ "อ่ะ... ได้สิ แต่อย่าฝืนตัวเองเกินไปล่ะ""ขอบคุณมากค่ะลุง!"แก๊ง... เคร้ง...เสียงโลหะหนัก ๆ กระทบกันเบา ๆ ดังก้องสะท้อนอยู่ในห้องปฏิบัติการที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน เจนจิราหยิบประแจเลื่อนขึ้นมา ลองปรับขนาด ทลองวางมุมจับใหม่ กดน้ำหนักลงไป ทันทีที่พลาดทำหลุดมือ เธอก็แค่ก้มลงเก็บมันขึ้นมาแล้วเริ่มต





