Masukตอนที่ 9 ความลับของไป๋ฟางหรง
จ้าวหย่งคังหัวเสียนัก ญาติผู้น้องคนนี้ฝีปากไม่เบา อ้าปากก็คิดจะช่วงชิงภรรยาของเขา ช่างน่าขบขันตนเองนัก มีสตรีที่ดีพร้อมอยู่ในมือ กลับกลายเป็นเขาเองที่ปล่อยนางไป เขายิ้มเยาะหยันตนเองนัก มองญาติผู้น้องด้วยความไม่พอใจ
“คิดผิดแล้วน้องชาย ข้ายังไม่ได้ลงนามในหนังสือหย่า เช่นนั้นแล้วเจ้าคิดให้ดี ๆ” แววตาเหี้ยมกล่าวออกไป “ข้าจะไม่ออกตามหานางแล้ว ถึงอย่างไรนางก็ต้องกลับมาแน่นอน” เขามั่นใจนัก
ในเมื่อนางประกาศขอหย่า แต่เขายังไม่ได้ลงนาม เช่นนั้นแล้ว เขารอโอกาสที่จะให้นางเดินมาและเขาจะทำให้นางติดกับ คราวนี้จะเป็นกับดักหลุมพรางรัก
“อย่าด่วนมั่นใจนักเล่า หากผิดหวังครั้งนี้เกรงว่าท่านกับนางจะไม่ได้พบหน้ากันอีกตลอดกาล” คำพูดของเขานั้นเชือดเฉือนญาติผู้พี่แทนพี่สะใภ้ เขาเอาอะไรมามั่นใจนักหนาว่าพี่สะใภ้กับหลาน ๆ จะใจดียอมเดินเข้ามาติดกับ
นางอยู่แค่จวนข้าง ๆ เพียงแค่เส้นผมบังภูเขาเท่านั้น ญาติผู้พี่ก็ยังโง่งมเป็นบ้าสติฟั่นเฟือน อะไรจะสาแก่ใจเขา ไม่เท่ากับได้เห็นน้ำตาของพยัคฆ์ร้าย ฟูมฟายจนแทบจะทำให้ผู้คนขบขัน นี่และหนาที่เขาว่า
ขึ้นอย่างเสือลงอย่างหมา
ก็เห็นแต่จะมีญาติผู้พี่เขานี่แหละ
“แล้วจะไม่ออกตามหาแล้วรึ” เขาเพิ่งนึกได้ เห็นญาติผู้พี่หยุดและครุ่นคิดอยู่นั่น คงไม่ใช่ว่าเขาเผยบางอย่างให้อีกฝ่ายรู้แล้วนะ ทบทวนความคิดของตนก็หาได้เปิดโปงนี่นา
“ข้าเพิ่งนึกได้ อีกไม่กี่วันคณะราชทูตจะเดินทางมาถึง” เขาก็ต้องออกไปต้อนรับด้วยเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะมาไม้ไหนกันแน่ แว่วมาว่ามีองค์รัชทายาทมาด้วยองค์เอง
“พวกแคว้นฉู่ล้วนป่าเถื่อนนัก” เขายังไม่รู้ว่าเจ้าฝาแฝดสองพี่น้องจะร่วมลงแข่งขันด้วย หากรู้เขามีหวังพวกเขาคงนั่งไม่ติดเป็นแน่
“ป่าเถื่อนไร้อารยธรรมข้าหาได้หวาดกลัวไม่” จ้าวหย่งคังควบม้าเดินทางกลับจวน เขาคิดได้เพียงแค่ว่าอีกไม่นานจะต้องพบนางเป็นแน่ ลางสังหรณ์นี้ค่อนข้างจะแม่นยำนัก
“มีเหล่าสำนักศึกษาหลวงส่งเด็ก ๆ ร่วมแข่งขันด้วยนะสิ” หลิวมู่ฉวนขมวดคิ้วเข้าหากัน
“แล้วอย่างไร” เขาไม่เคยรู้อันใดสักอย่าง เกี่ยวกับภรรยาและลูก ๆ ทั้งสอง เพราะเขาไม่เคยเหลียวแลภรรยามาหกปี
“พรุ่งนี้ก็เป็นวันชิวอิกแล้ว จวนก็วุ่นวายพอสมควร ข้าคิดว่าจะกลับไปหาท่านพ่อสักวันสองวัน” มู่ฉวนเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทันใด นั่นก็เพราะอดสมเพชญาติผู้พี่ไม่ได้ เขาไม่รู้หรือว่าแกล้งโง่กันแน่ เด็กฝาแฝดนั่นเก่งกาจนัก ทำให้ท่านอาจารย์ใหญ่ออกปากชมเชยไม่ใช่เรื่องง่าย
เขาละอ่อนอกอ่อนใจพี่ชายคนนี้เสียเหลือเกิน เวลาเปลี่ยนคนย่อมเปลี่ยน แต่พี่ชายคนนี้ดูเหมือนกำลังถอยหลังลงไปอยู่ในคลองที่เต็มไปด้วยน้ำเน่าอย่างแม่นางถังม่านชิงนั่น
“ข้านึกไม่ถึงว่า ที่จริงแล้วหรงเอ๋อร์ทำงานหนักมาตลอด เป็นข้าเองที่ไม่เคยดูแลนาง ยังทำตัวต่ำทรามอีก” เขาเริ่มพูดความผิดของตนเอง
“สายไปแล้วละนะ ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเพราะท่าน พี่สะใภ้ข้าคงเจ็บปวดมาก ท่านเพิ่งจะผิดหวังเสียใจแค่วันเดียวเท่านั้น แต่นางเล่า หกปีมาแล้ว หรือมากกว่านั้น ท่านทำอะไรกัน เหลียวแลนางบ้างหรือไม่” มู่ฉวนอยากตบกบาลญาติผู้พี่เสียเหลือเกิน
“วันนี้พวกเราแวะดื่มสุรากันดีหรือไม่ พรุ่งนี้จะได้มีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต” มู่ฉวนเปรี้ยวปาก นั่นเพราะห่างหายสตรีมาหลายปีแล้ว อยากปลดปล่อยเจ้าลูกชายให้เป็นอิสระนัก
“เชิญเจ้าตามสบายเถอะ ข้าไม่มีกระจิดกะใจ อยากร่ำสุรากับสตรี” จ้าวหย่งคังกระทุ้งท้องม้าเบา ๆ พลางจากนั้นก็ควบอาชากลับมายังจวนของตนเองอีกครั้ง
หลิวมู่ฉวนอมยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ ในที่สุดเขาก็ทำให้หน้าที่ท่านอาให้หลาน ๆ ได้บ้าง หลานสาวของเขาน่ารักถึงเพียงนั้น หากมีบิดาบุญธรรมแล้วเป็นคนจิตใจหยาบช้าเล่าจะทำอย่างไร
หลานชายของเขาก็เก่งกาจฉลาดเฉลียวช่างพูดจา ยโสโอหังอีกด้วยเขาชอบใจนัก หลานชายต้องเป็นเช่นนี้ อนาคตย่อมเจริญรอยตามบิดาเป็นแน่ แต่ก็คงไม่โง่งม หลงสตรีเหมือนบิดากระมัง ดูจะฉลาดเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ
ผู้ที่ถูกกล่าวถึงคือสองคนพี่น้อง ตอนนี้กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้าง ๆ มารดา ฟางหรงมองเห็นว่าลูกทั้งสองได้หลับแล้ว เพราะลมหายใจเข้าออกดูสม่ำเสมอนัก นางค่อย ๆ ลงจากเตียงนอน มายังอีกห้องหนึ่ง ในห้องนั้นจะมีตำราที่นางเคยฝึกฝนตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ
มารดาของฟางหรงล้างมือในอ่างทองคำมานานแล้ว แต่กระนั้นมิใช่ว่านางจะไม่ได้สอนสั่งบุตรีให้ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ และยังมอบความรู้นั่นโดยสอนให้กับฟางหลินผู้เป็นหลานสาวอีกด้วย
เมื่อก่อนมารดาของฟางหรง เคยอาศัยอยู่ในหุบเขา พื้นที่แห่งนั้นมีแต่สัตว์ป่าที่ดุร้าย ผู้คนจึงหวาดกลัวนัก จนกระทั่งทำให้ท่านแม่ของนาง ได้พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง เกิดเป็นรักแรกพบขึ้นมา ภูมิหลังพื้นเพใด ๆ ล้วนมิเคยกล่าวถึง
สำนักพยัคฆ์ขาว มีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างใดกับราชสำนัก ผู้คนภายนอกล้วนไม่เคยรู้จัก ทุกสิ่งทุกอย่างเก็บเป็นความลับอยู่ในหุบเขาไป๋หรง
ฟางหรงหยิบตำราที่มีแต่ฝุ่นเกาะ นางยกขึ้นมาพลางเป่าเบา ๆ เพียงแค่นั้นก็เป็นอันว่าใช้ได้ อาชุนยังคงไม่นอน นางดูแลเจ้านายอยู่ในห้อง จากนั้นสาวใช้จึงได้จุดตะเกียงน้ำมันและโคมไฟ เพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอ
“อีกไม่กี่วันจะมีงานต้อนรับคณะราชทูต หากคุณหนูร่วมแข่งขันด้วยจะดีหรือเจ้าคะ” อาชุนกล่าวถาม พลางรินน้ำชาให้นายสาวของตนเอง
“ลูก ๆ ของข้าพวกเขาอยากเห็นข้ายืนอยู่บนเวทีประลอง” ไป๋ฟางหรงไม่อาจทำให้ลูก ๆ ผิดหวัง นางจะต้องรื้อฟื้นวิชาต่าง ๆ ในเวลาระยะสั้น ๆ ก็พอจะทำได้อยู่ แม้จะไม่ได้ฝึกฝนมาหลายปีแล้วก็ตาม มันคงไม่เกินความสามารถของนางกระมัง
“ถ้าสมมุติว่าเจอท่านแม่ทัพจะทำอย่างไร” อาชุนถามขึ้นอีกครั้ง เกรงว่าจะเกิดความบาดหมางจนกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาท ด้วยเพราะแม่ทัพจ้าวช่างเป็นชายหนุ่มฝีปากจัดจ้าน อีกทั้งยังเลี้ยงสุนัขเอาไว้ในปากหลายตัวทีเดียว
“เจอก็ไม่เป็นอันใด ในเมื่อข้ากับเขาตัดขาดกันแล้ว” ฟางหรงระบายยิ้มอ่อน จิบน้ำชาแล้วเปิดตำราหน้าแรก ก็ค่อย ๆ เริ่มฝึกฝนตั้งแต่พื้นฐานขั้นแรกเสียด้วยซ้ำไป
“และหากท่านแม่ทัพเป็นคู่ประลองกับคุณหนูเล่าเจ้าคะ” นางก็คิดไปใหญ่ มีหวังท่านแม่ทัพทำร้ายคุณหนูเพราะความแค้นส่วนตัวจะทำเช่นไร
ฟางหรงยิ้มเหี้ยมขึ้นมา แววตาเป็นประกายวาววับ มุมปากกดยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย น้ำเสียงแน่วแน่หาได้เหมือนฟางหรงที่อ่อนแอขี้โรคคนนั้นไม่ ตอนนี้นางเปลี่ยนไปแล้ว
“ก็ถือว่าข้าจะได้แก้แค้นให้สาสม ข้ากลัวเสียที่ไหนกันเก่งจริงก็ลองดูสิ! ข้าจะถลกหนังมาทำพรมเช็ดเท้า!”
ตอนพิเศษ ท่านอ๋องและมู่หลันอู๋เมิ่งซาน ท่านอ๋องรูปงาม นามก็เพราะวันนี้เป็นวันมงคล ดังนั้นในพระตำหนักจึงได้ครึกครื้นนัก ปกติแล้ว ท่านอ๋องมิชอบความครื้นเครงเช่นนี้ หากแต่ว่าวันนี้กำลังจะมีภรรยาเสียที เมื่อเช้าขบวนรับเจ้าสาว มีสินสมรสมอบให้นางยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตารถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่า งดงามและหรูหราอย่างไม่เคยมีมาก่อน เรื่องสมรสครั้งนี้เล่าลือว่า เดิมทีนั้นเป็นคุณหนูหลิวเดินหน้าไปขอหมั้นหมาย หากแต่วันแต่งงานกลับเป็นท่านอ๋องส่งขบวนสินสมรสมากมาย เหล่าชาวบ้านพากันยืนดูสองข้างทาง มองตั้งนานก็ยังไม่เห็นปลายขบวนเสียทีสตรีนางหนึ่งเห็นขบวนยาวเหยียดเช่นนี้ นึกอิจฉายิ่งนัก สตรีนางหนึ่งก็หน้าตาบูดบึ้ง เกิดมาก็เพิ่งจะรู้ว่า ท่านอ๋องเป็นคนแสนดีเช่นนี้ เหล่าหญิงสาวพากันเสียดายนักหนา บางคนก็อยากจะเป็นสตรีผู้โชคดี แต่ทว่าท่านอ๋องประกาศกร้าวก่อนแต่งงาน ตำหนักของเขาจะไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากหลิวมู่หลันเท่านั้นพิธีในช่วงเช้าเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็เหลือเพียงแค่พิธีเข้าหอของเขาเท่านั้น ตัวของท่านอ๋องปกติมักเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย ไม่เคยแย้มยิ้มพูดคุยกับผู้ใดมากความ หากแต่วันนี้เป็นวันมงคลทำให้อู๋เมิ่งซานแย้ม
ตอนพิเศษ ห้องนอนของแม่ทัพจ้าวแสงเทียนสว่างไสววูบวาบอยู่ไม่น้อยนัก หน้าต่างถูกเปิดเอาไว้เพื่อรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา บรรยากาศในห้องนอน ช่างดูอบอวลไปด้วยความรัก เมื่อแม่ทัพจ้าว ค่อย ๆ บรรจงจุมพิตภรรยาที่หน้าผากมน ก่อนจะเลื่อนมาจุมพิตเป็นดวงตาทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นก็ทาบทับลงริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางฝ่ามือหนาคลึงเคล้าซาลาเปานุ่มมือ ช่างทำให้ฟางหรงเริ่มไม่เป็นตัวของตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อถูกปลายลิ้นอุ่นร้อนหยอกเย้านางเข้าให้ นางรู้สึกราวกับจะขาดใจ เมื่อปลายลิ้นร้ายกาจหยอกเย้า กระหวัดรัดรึงร้อนแรงสลับกับอ่อนโยนหวานหอมฝ่ามือหนายังคงหยอกเย้าเต้างาม ก่อนจะค่อย ๆ แบะสาบเสื้อของนางออก เผยให้เห็นเนินอวบอิ่ม เสียงหวานของภรรยาเริ่มร้องครางแว่วหวานออกมาเบา ๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นสามีเร่งปรนเปรอดึดดูดลิ้นร้อนเล็ก ๆ ของนางอื้อ เสียงหวานร้องอื้ออ้าไม่เป็นภาษา ฝ่ามือเรียวของนางสวมกอดเข้าที่ต้นคอของสามี ยอดถันงดงามเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขาปลดสายคาดเอวและเสื้อของนางออกทีละชิ้น ทีละชิ้น จนเรือนร่างเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตาของเขาฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาของนาง สัมผัสตรงไ
ตอนที่ 55 สำนึกผิดองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมตั้งแต่กำเนิด องค์ชายรองผู้นี้ทำทุกอย่างลงไปก็เพราะเรียกร้องให้บิดา หรือฮ่องเต้แคว้นเฉิงสนพระทัยเขาบ้าง นั่นเพราะกำเนิดจากพระสนมขั้นผิน ชีวิตในวังล้วนแล้วแต่ต้องแย่งชิงอำนาจมีท่านอาชินอ๋องเป็นที่พึ่ง คล้ายกับว่าเป็นบิดาอีกคน ความคิดอันตื้นเขินจึงทำให้องค์ชายรอง ทำเรื่องชั่วช้าไม่อาจให้อภัย เมื่อถูกจ้าวฟางหลินสอนสั่ง ใบหน้านั้นมีบาดแผล แต่แววตาของเขากำลังสำนึกผิดหาได้แค้นเคืองนางไม่เขาเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง เห็นเด็กชายคนที่ถูกพิษเล่นงานฟื้นขึ้นมา พลันใบหน้าที่ห่อเหี่ยว แต่ทว่าหล่อเหลาแย้มยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ทำให้เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในห้อง ต่างหันมองเป็นตาเดียวกัน“คุณชายจ้าว ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว ข้าเฉิงจิ่งเจี้ยน ทำผิดคิดร้าย หวังลอบสังหารท่านแม่ทัพจ้าว ชาตินี้มีความผิดติดตัว ขอคำนับคุณชายจ้าวเป็นการขอโทษ”“สายเลือดมังกรสูงส่งถึงขั้นโขกหัวให้หลานชายข้า น่าหัวเราะสิ้นดี” เจียงจินจู นั่งจิบชาอย่างสบายใจ เหยียดยิ้มอีกฝ่ายเข้าให้ “โชคดีที่หลานข้าไม่ถึงแก่ชีวิต หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตเจ้าย่อมส
ตอนที่ 54 ถอนพิษในที่สุดจ้าวหย่งเล่อก็ได้รับยาถอนพิษ แต่ก็ต้องแลกกับตัวประกัน นั่นก็คือองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ทว่าผู้ที่นำยารักษามาให้นั้นเป็นท่านอาของเขา เป็นท่านอ๋องแคว้นเฉิง รูปงามไม่เบา อายุเพิ่งจะยี่สิบแปดใบหน้าของเขาดูหล่อเหลานัก และยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาอีกด้วย ผิดกับองค์ชายรองอย่างลิบลับท่านอ๋องผู้นี้มิได้รู้มาก่อนว่าหลานชายของเขาได้แอบขโมยยาพิษมา แต่ทว่าเพื่อรักษาอาการต้องพิษร้ายแรงนี้ เขาจึงได้เดินทางมาด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ถูกพิษของแมงมุมดำเป็นเพียงแค่เด็กน้อยใบหน้าน่ารักคนหนึ่งท่านอ๋องถึงกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ “รู้หรือไม่ที่เจ้าทำมันหมายถึงอันใด มันจะกลายเป็นสงครามระหว่างแคว้น ช่างไม่มีหัวคิด คอยดูกลับไปข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดเอง” ท่านอ๋องผู้นี้ค่อนข้างรักความสงบ แต่ทว่าเขาชื่นชอบการรักษาและยังเป็นผู้คิดค้นพิษร้ายแรงเอาไว้อีกด้วยนั่นก็เพราะเกรงว่าสักวันหนึ่ง ฮ่องเต้ซึ่งเป็นพี่ชายอาจจะได้รับพิษร้าย และไม่มีหนทางการรักษา ด้วยเพราะแคว้นเฉิงไม่ค่อยสงบ คลื่นลมในราชสำนักก่อตัวขึ้นไม่เว้นวัน คาดว่าองค์ชายรองที่มาสร้างเรื่องที่แคว้นอู๋จะต้องมีขุนนางบางคนหนุนหลังเป็
ตอนที่ 53 ฟางหลินปากหวานองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ยกมือกอบกุมลำคอที่ร้อนผ่าว ราวกับถูกเพลิงแผดเผาเข้าให้ ดวงตาของเขาเถลือกถลนและท่าทางลนลานนัก เขานั่งลงบนพื้น เกาะปลายเท้าของหญิงสูงวัย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับมีโลหิตอยู่ในกระบอกตาทั้งสองข้าง“ข้าบอกแล้ว บอกแล้ว” น้ำเสียงกล่าวขึ้นปนความหวาดกลัวจับใจ ใบหน้าขององค์รองช่างดูตื่นตระหนกกับเรื่องที่ตนเองประสบพบเจอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำร้ายเขาเช่นนี้มาก่อน “ข้าขโมยมาจากท่านอาของข้า”“ยาถอนพิษอยู่ไหน อยู่กับใคร” เจียงจินจูตวาดเสียงดังกล่าวถาม นางยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งสองข้าง คล้ายดั่งแจกันหยกมีหู สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไม่พอใจมากโข พร้อมจะลงมือสังหารองค์ชายรองคนนี้ให้สิ้นชีวิตภายในพริบตา หากเขาเล่นตุกติก นางไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปแน่“อยู่กับท่านอา ข้าไม่ได้เอามาด้วย ข้าก็แค่ขโมยมาเท่านั้น ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้” จิ่งเจี้ยนรีบร้อนกล่าวขึ้นมา ใบหน้าปูดบวมแดงช้ำอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อครู่ยังถูกสตรีผู้นี้นำยาพิษให้เขากินอีกด้วย “ข้าไม่ได้โกหกแน่นอน” เขากล่าวหนักแน่น แววตาอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง“ถอนพิษให้ข้าก่อน ข้ายังไม่อยากตาย”
ตอนที่ 52 ท่านยายเล่นงานแม่ทัพจ้าวนำทหารกลุ่มหนึ่งไปล้อมที่จวนตระกูลถังเอาไว้ เขาส่งรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางม้าเร็วไปก่อนหน้านี้ก็หลายวันแล้ว คิดเสียว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากสะสางภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้นจบลง แต่เรื่องราวมิได้ง่ายปานนั้นเมื่อแม่ทัพจ้าวมาถึงจวนตระกูลถัง ก็ไม่พบชายชราคนนั้นแล้ว เห็นทีว่าเขาคงหนีไปได้ไม่ไกลนัก ยังมีอีกกลุ่มที่กำลังซุ่มโจมตีแม่ทัพจ้าวอยู่ในจวนตระกูลถัง ยังไม่ทันไร ชายชุดดำราวสักยี่สิบคนก็ทะยานลงมา ในมือพวกเขาถืออาวุธไว้ทุกคนแม่ทัพจ้าว สวมชุดดำหน้ากากสีดำอำพรางใบหน้าของตนเองเอาไว้ มีสายคาดหน้าผากเป็นสีขาว พวกพ้องของแม่ทัพจ้าว แต่งกายเช่นเดียวกัน ไม่ถึงอึดใจ จวนตระกูลถังก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตไหลเป็นทางเปรอะเปื้อนไม่น้อยนักส่วนลานกว้างกลางเมืองนั้น ผู้ที่ปลอมตัวเป็นแม่ทัพจ้าว เขาถูกปลดออกจากการพันธนาการแล้ว เขายืนเต็มความสูง บิดกายไปมาคล้ายว่ายืดเส้นยืดสายเสีย แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด กระบี่คมกริบมันวาววับ ยามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วอยู่ในมือของตนหลิวมู่ฉวนดึงหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง “ยินดีด้วย พวกเจ้าถูกหล
ตอนที่ 35 ข่มขู่แม่ทัพจ้าวออกเดินทางเสียเดี๋ยวนั้น ไป๋ฟางหรงกับลูก ๆ รวมถึงคนอื่น ๆ ร่วมด้วยแม่ยายและท่านลุงภรรยา บิดาและมารดาของแม่ทัพจ้าว ออกมาส่งเขาที่ประตู ร่ำลากันอีกครั้งด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวนัก เขาหันหลังกลับมามองหน้าภรรยา และลูก ๆ หลายครั้ง จนกว่าจะไม่เห็นพวกเขาแล้วฟางหรงจับจูงลูก ๆ ทั้งส
ตอนที่ 34 ร่ำลาท่านลุงประมุขแห่งหุบเขาไป๋หรง แอบไปสำรวจเส้นทางของการล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้ เขาจับกระต่ายป่ามาได้ด้วยมือเปล่า เห็นว่ามันน่ารักดี เหมาะกับหลานสาวของตนยิ่งนัก สีหน้าเบิกบานขึ้นมาทันใด รีบทะยานกายมาในจวนของหลานสาวอย่างว่องไว ใช้เวลาจากป่าใหญ่นั่นไม่นานก็มาถึงเขากระโดดลงมาพรึ่บเดียวเท่า
ตอนที่ 33 ฟางหลินบีบน้ำตาจ้าวหย่งคัง นำตัวคนร้ายกลับมาด้วย ส่วนท่านลุงประมุขนั้นก็กลับไปที่จวนของฟางหรง จ้าวหย่งคังจัดการธุระ และกราบทูลรายงาน จากนั้นก็ได้พบใบหน้าของถังม่านชิงอีกครั้งและคราวนี้ถังม่านชิงเปลี่ยนไปเช่นเดิม นางปรี่เข้ามาหาแม่ทัพจ้าว กอดขาร้องขอความเป็นธรรม ด้วยเพราะถูกสตรีนางหนึ่งเ
ตอนที่ 32 คู่กัดคนร้ายสวมชุดดำอำพรางใบหน้าเอาไว้ครึ่งล่าง ชิงลงมือกัดยาพิษจบชีวิตลงไปในที่สุด ด้วยเพราะแม่ทัพจ้าว ตามชายคนนี้ได้ทัน และมีท่านลุงเจ้าสำนักมาร่วมด้วยอีกคน เขาสำรวจเสื้อผ้าของชายคนนี้ และหาหลักฐานในตัวของผู้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่พบอันใดเห็นพิรุธเพียงแค่ รอยถูกนาบด้วยแผ่นเหล็ก เป็นสัญญาลักษ







