INICIAR SESIÓNเมื่ออุบัติเหตุในคืนฝนตกหนักนำพาให้เธอและเงือกสาวอีกม่านมิติได้สลับร่างกัน เป็นบ่อเกิดของเรื่องราวอันแสนวุ่นวายที่ยากจะจบสิ้น... เงือกสาวอย่างมนตรามัจฉาไม่รู้เลยว่าเพราะอะไรเธอถึงได้มาอยู่ในร่างของมนุษย์สาวที่เป็นถึงครูสอนศิลปะ และไม่ใช่ศิลปะธรรมดา แต่เป็นศิลปะการต่อสู้ เธอไม่คุ้นชินกับการเป็นอยู่หรือการพูดคุยเช่นมนุษย์ปกติแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมารู้ว่าตัวเองมีสามีแล้ว ทว่าก็ยังดีที่ได้มีเพื่อนคู่คิดที่เป็นนางไม้ และ เจ้าที่ในบ้านของเธอ จึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในโลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนัก เธอต้องเร่งสร้างบุญกุศล เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เธอมีโอกาสได้กลับไปอยู่ในที่นี่ตนเองจากมา หลังจากเหตุการณ์รถเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุกับเธอและสามี ชมชีวันก็ตื่นขึ้นมาอยู่ในร่าวของเงือกสาวที่น่าจะอยู่กันคนละมิติกับโลกที่เธอเคยใช้ชีวิต เธอต้องทำใจเรียนรู้การมีชีวิต ณ แห่งนี้ไม่พอ ยังต้องถูกส่งตัวไปแต่งงานกับโอรสของครุฑ อุปสรรคที่เธอจะต้องเจอไม่เพียงแค่ต้องดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองไม่ต้องตกไปเป็นเมียของครุฑแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตหลายตนที่ตั้งแง่กับความแปลกประหลาดของเธออีก
Ver más“พวกท่านจักรักข้าเหมือนลูกแท้ๆ จริงฤา”“เหตุใดจักมิจริงกันเล่า” เพลิงพันจักรรวบตัวพสุนทราขึ้นมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมอก“ใช่แล้ว ข้านั้นก็เติบโตมากับท่านพ่อท่านแม่บุญธรรม แลพวกท่านนั้นรักแลหวังดีกับข้ามิได้ต่างจากพ่อแม่แท้ๆ แลเหตุใดพวกข้าจักรักเจ้าจริงๆ มิได้เล่า”“เจ้าอยู่ที่นี่เถิดหนาอย่าหนีไปไหน ย่าเจ้า ตัวข้า แลแม่เจ้านั้นจักดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”“ข้า ข้าจักอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่...ข้ามีท่านแม่เพียงตนเดียว” พสุนทราเอ่ยจบก็ก้มหน้างุดซุกไปที่อกกว้างของผู้เป็นพ่ออัญญาภานารีหน้าเจื่อนเช่นเดียวกับเพลิงพันจักรเมื่อได้ยินพญานาคตัวน้อยเอ่ยออกมาแบบนั้น“ข้าเข้าใจเจ้าหนาพสุนทรา เจ้ายังมิต้องยอมรับข้าตอนนี้ก็ได้ แต่ข้าก็จักดูแลเจ้าให้ดีที่สุด ข้าสัญญา”เพลิงพันจักรอมยิ้มให้กับอัญญาภานารี คราแรกคิดว่าชายาตนนั้นจะเสียใจกับคำพูดของพสุนทราเสียอีก โล่งใจที่ชายาตนนั้นมีเมตตาต่อพสุนทราที่กำลังไร้เดียงสา“จักมิหนีไปอีกใช่ฤาไม่เจ้าคะ” อัญญาภานารีเอ่ยถามเพลิงพันจักรหลังจากส่งพสุนทราให้สิงหลพาไปนอนแล้ว“ข้าคิดว่ามิหนีไปแล้วล่ะ แลเจ้าจักทำอย่างไรให้พสุนทรายอมรับเจ้าให้เป็นแม่”“ข้ามิคิดจักแทนที่แม่ของพสุนทราดอกเ
“หากข้ามิหนีมาเรื่องเช่นนี้คงมิเกิด หากข้ารอฟังตอนที่ท่านฟื้น ท่านพี่แลอิรวดีคงมิต้องจากไป” อัญญาภานารียังคงร้องห่มร้องให้อยู่ในอ้อมอกของเพลิงพันจักร แม้นจะออกจากท้องพระโรงมาพักที่ตำหนักของตน ทว่าความรู้สึกตกใจและภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ยังติดตาของเธอไม่หายที่เสียใจไปกว่านั้นก็เพราะรับรู้ว่าอย่างไรบูรพกันต์ก็ต้องถูกประหาร เพราะคิดจะฆ่าเธอและเขาก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของอิรวดี“เจ้าอย่าโทษตนเองเลยหนา เป็นข้าเองที่มิบอกเรื่องของอิรวดีแลพสุนทรากับเจ้า แลหากมิใช่แผนร้ายของบูรพกันต์ฤา เจ้าจึงได้เสียใจจนหนีไป”“ข้าเสียใจเหลือเกิน ข้าเสียใจเหลือเกินเจ้าค่ะ” เสียใจไปกับการสูญเสียแค่นั้นไม่พอ ตอนนี้สิ่งที่ห่วงที่สุดคือพสุนทรา พญานาคตัวน้อยจะรู้สึกเช่นไรหากได้รู้ว่าเสียผู้เป็นแม่แล้ว ไม่ว่าเพลิงพันจักรจะเอ่ยถึงสาเหตุของเรื่องว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่อย่างไรเธอก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายขึ้น“ข้ามิคิดว่าเรื่องการกลั่นแกล้งใส่ความกันจักเป็นบ่อเกิดของเรื่องร้ายแรงเพียงนี้เลยขอรับ” รณจักรปักษาคิดว่าจะไม่พูดเรื่องราวเลวร้ายขึ้นมาอีกแล้ว ทว่าความหดหู่หัวใจก็มีมากเกินเสีนจนอดระบายออก
“ท่านเพลิงพันจักร” ปักษิณสิงขรรีบดึงให้เพลิงพันจักรนั่งลง หากปล่อยให้มีเรื่องมีราวกันการไต่สวนอาจจะไม่จบ และเขาก็เชื่อไม่มีผู้ใดเชื่อคำของบูรพกันต์อยู่แล้ว ดีเสียอีกที่ครุฑหนุ่มนั่นเผยสันดานที่แท้จริงออกมา ผู้อื่นจะได้เลิกเคารพเสียที“มิจริงหนาท่านแม่ ข้ามิเคยถูกท่านพี่ล่วงเกิน” อัญญาภานารีคิดว่าจะนั่งฟังอยู่เงียบๆ ทว่าเธอก็อดส่งเสียงท้วงไม่ได้ ถึงจะถูกบูรพกันต์จับไปขังอยู่หลายเพลา ทว่าเขาก็ไม่ได้ทำล่วงเกินอันใดกับเธออย่างที่กล่าวออกมา“หากอยากจักเอาชนะข้าด้วยวิธีอื่นข้ามิว่า แต่อย่าหยามเกียรติชายาของข้าโดยการพูดพล่อยๆ” เพลิงพันจักรรู้ทันบูรพกันต์ หรือแม้แต่เรื่องที่ครุฑหนุ่มพูดจะเป็นความจริงเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว“ทำไม เจ้ายอมรับความจริงมิได้ฤา” บูรพกันต์ยังคงตีสีหน้ายียวนขณะหันไปพูดกับเพลิงพันจักรเพียะ ศีตกาลที่ทนเห็นพฤติกรรมไม่สะทกสะท้านของหลานชายไม่ได้ เธอจึงต้องเดินเข้าไปสั่งสอนบูรพกันต์ให้ได้สติโดยการยกมือฟาดไปที่แก้มสากจนบูรพกันต์หน้าหัน“ทำไมเป็นเช่นนี้หนาหลานข้า หากเจ้าพูดสิ่งใดข้าย่อมเอนเอียงไปทางเจ้าเสียหมดหนาบูรพกันต์ แต่เรื่องที่เจ้าเอ่ยว่าหยามเกียรติของอัญญาภานารีข้าว่ามั
“หากเป็นเช่นนั้น ถ้าเราไปถามก็คงจักมิบอก ทางเดียวที่ข้าคิดได้ตอนนี้ก็คือการติดตามบูรพกันต์อยู่ห่างๆ” ปักษิณสิงขรเห็นว่ามันน่าจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ได้เจอกับอัญญาภานารีได้เร็วที่สุด“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แลทำอย่างไรพวกเราจึงจักอยู่ที่นี่ได้ต่อ หากเป็นเรื่องตามหาอัญญาภานารีก็มิเจอนางแล้ว”“หากบูรพกันต์รู้ว่าอัญญาภานารีอยู่ที่ใดคงมิปล่อยให้ห่างแน่ ป่านนี้ต้องกระวนกระวายเพราะถูกขังอยู่ในตำหนัก มิแน่คืนนี้เขาอาจจักกำลังหาทางออกไปจากตำหนักอีกก็เป็นได้”“เช่นนั้นเราต้องทำให้บูรพกันต์ได้ถูกปล่อยตัวในคืนนี้ ข้าเห็นว่าเป็นหน้าที่ของท่าน”“อย่างไรฤา” ปักษิณสิงขรยังไม่ค่อยเข้าใจที่เพลิงพันจักรพูดเท่าไรนักวิเวก องครักษ์ผู้ที่สนิทกับบูรพกันต์รีบเดินเข้ามาขวางหน้าเมื่อเห็นปักษิณสิงขรและรณจักรปักษากำลังตรงเข้ามายังตำหนักของบูรพกันต์“ท่านปักษิณสิงขรมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดขอรับ”“ข้าอยากคุยกับท่านบูรพกันต์”“ตอนนี้ท่านทศยันต์สั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปหาท่านบูรพกันต์ขอรับ”“ข้าเป็นผู้ใดเจ้าลืมไปแล้วฤา หากข้ามิขออนุญาตท่านพ่อของข้าแลข้าจักมาที่นี่ได้ฤา ถอยออกไปหากมิอยากถูกขังลืม”“ข้าให้เข้าไปมิได้ขอรับ”“
“ข้าว่าหากพวกของเรากำลังบาดเจ็บแล้วต้องเดินทางในขณะที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีมิเป็นการดีแน่ ทางผ่านที่จักไปถึงเมืองยักษ์มีหุบเขาปีศาจ หากเกิดอันใดขึ้น มีพวกมากเข้าไว้จักอุ่นใจ เจ้าว่าข้าควรส่งสารไปยังเมืองพยัคฆาฤาไม่” พันพิภพนั่งหารือเรื่องสำคัญกับองครักษ์ตนยามกลางดึก“ข้าคิดเช่นนั้นขอรับ หากได้ท่าน
ฟื้นขึ้นได้ปักษิณสิงขรก็รีบถ่อมายังตำหนักของตัวเองอย่างร้อนใจเมื่อรู้ว่าตอนนี้มนตรามัจฉากลับมามีไข้ ทั้งยังไม่ฟื้นขึ้นมาง่ายๆ“ชายาข้าดีขึ้นแล้วฤาไม่” ปักษิณสิงขรนั่งบนแท่นบรรทม เขาประคองใบหน้าอันซีดเผือดของชายาเบามือ ทั้งมองใบหน้านั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลปนห่วงใยเป็นที่สุด“เพลานี้ยังมีไ
ณ เผ่าสิงห์สุระยังคงมีเรื่องร้อนเป็นไฟไม่หมดไปง่ายๆ ถึงแม้นตอนนี้ปักษิณสิงขรและรณจักรปักษารวมถึงอสูรนิลดำจะพากันไปช่วยสุมารีเทวีและสังหารอสูรเปรตงูได้ ทว่าทุกผู้ก็สะบักสะบอมกันแทบเอาชีวิตไม่รอด โดยเฉพาะอสูรนิลดำที่เอาตัวทำลายกำแพงแก้วเพื่อช่วยสุมารีเทวี ทำให้หินแก้วแท่งใหญ่ปักเข้าไปยังกลางหลัง จน
“ลูกข้า” พันพิภพรู้เรื่องบุตรีของตนถูกอสูรเปรตงูจับตัวไปก็ถึงกับลมจับ ดีที่เวราฬประคองเอาไว่ได้“ท่านพาท่านพันพิภพไปพักก่อนเถิด ทางนี้มิต้องห่วง ข้าจักหาวิธีช่วยสุมารีเทวีให้เร็วที่สุด”“ขอรับ”ปักษิณสิงขรยืนถอนหายใจเงียบๆ เขารู้ว่าพันพิภพเหนื่อยเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับกับบ้านเมืองตนนานแล้ว ยิ่งต้





