Partager

บทที่ 2

Auteur: yourcaffeine
last update Date de publication: 2025-06-23 22:14:14

มืดจัง

มันไม่ใช่ความมืดใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท หรือความมืดในห้องที่ไร้แสงเทียน มันคือความมืดอันเป็นนิรันดร์ เป็นสุญญากาศที่ไร้ขอบเขต ไร้กาลเวลา และไร้ตัวตน

ความรู้สึกสุดท้ายของ ‘น้ำหวาน’ หรือ แพทย์หญิงจุฬา ศิริวัฒนกุล คือความร้อนระอุที่แผดเผาผิวหนัง เสียงแก้วแตกละเอียดดุจเสียงอสุนีบาตฟาดผ่านกลางห้องปฏิบัติการ กลิ่นสารเคมีที่คุ้นเคยแปรเปลี่ยนเป็นไอพิษมรณะ และภาพสุดท้ายคือเปลวไฟสีส้มแดงที่ลามเลียเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความว่างเปล่าอันสมบูรณ์

นางควรจะตายแล้วแน่ ใช่ นางมั่นใจว่าตนเองตายแล้ว การระเบิดในห้องแล็บนิติวิทยาศาสตร์ระดับนั้นไม่เหลือโอกาสให้ใครรอดชีวิต

แต่ในความมืดมิดอันเป็นอนันต์นี้ กลับมีบางสิ่งเคลื่อนไหว

มันไม่ใช่ภาพ ไม่ใช่เสียง แต่เป็น ‘ความรู้สึก’ ที่ไหลบ่าเข้ามาในมโนสำนึกที่ไร้รูปร่างของนาง ความรู้สึกเย็นเยียบของการถูกทอดทิ้ง ความขมขื่นของหยดน้ำตาที่ไม่มีใครเห็น เสียงกระซิบเยาะเย้ยที่ก้องอยู่ในหัวราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำลึก ความอบอุ่นจางๆ ของอ้อมกอดหนึ่งที่เลือนรางจนแทบจับต้องไม่ได้ และรสขมปร่าของยาพิษที่แผดเผาตั้งแต่ปลายลิ้นจรดช่องท้อง

ข้อมูลมหาศาลที่ไม่ใช่ของนางถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ มันคือชีวิตทั้งชีวิตของใครคนหนึ่ง เด็กสาวที่ชื่อ ‘จ้าวลี่อิง’ ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสิ้นหวัง และความปรารถนาที่จะหลุดพ้น ทั้งหมดนี้หลอมรวมเข้ากับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของนาง กลายเป็นกระแสธารที่หมุนวนอยู่ในความมืด

ฉับพลัน ความเจ็บปวดก็บังเกิด

มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากเปลวไฟ แต่เป็นความเจ็บปวดที่บิดมวนและแผดเผาจากภายใน ราวกับมีถ่านไฟร้อนๆ ถูกสาดลงไปในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ความทรมานทางกายภาพที่รุนแรงนี้กระชากจิตของหมอฟ้าออกจากภวังค์อันเป็นนามธรรม บังคับให้นางกลับคืนสู่ ‘ร่างกาย’ ที่ไม่ใช่ของนาง

ความรู้สึกแรกที่กลับมาอย่างเต็มรูปแบบคือ ‘สัมผัส’ พื้นไม้เย็นเฉียบและหยาบกระด้างกดทับอยู่บนแผ่นหลังและแก้ม ความชื้นจากอากาศที่หนาวเย็นแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนรู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก

ตามมาด้วย ‘การได้ยิน’ เสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคายังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง เป็นเสียงเดียวที่เชื่อมต่อโลกภายนอกกับความทรมานภายในร่างกายนี้

และ ‘การได้กลิ่น’ กลิ่นอับชื้นของไม้เก่า กลิ่นฝุ่นที่คลุ้งอยู่ในอากาศ และกลิ่นขมเหม็นเขียวจางๆ ที่ติดอยู่ริมฝีปาก... กลิ่นของยาพิษ

ในฐานะแพทย์นิติเวชผู้ชันสูตรศพมานับไม่ถ้วนและเชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา สัญชาตญาณของเธอทำงานก่อนความสับสนส่วนตัวจะก่อตัวขึ้นเสียอีก จิตใต้สำนึกเริ่มวิเคราะห์อาการของร่างกายที่สิงสู่อยู่โดยอัตโนมัติ

‘...ความรู้สึกแสบร้อนรุนแรงในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร... บ่งชี้ถึงสารพิษที่มีฤทธิ์กัดกร่อน...’

‘...หัวใจเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ สัญญาณของสารพิษที่มีผลต่อหัวใจโดยตรง’

‘...กล้ามเนื้อสั่นกระตุก... การหายใจตื้นและถี่... เริ่มมีภาวะตัวเขียวที่ปลายเล็บ ร่างกายกำลังขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง...’

สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับคอมพิวเตอร์ รายชื่อของสารพิษพรั่งพรูขึ้นมาในหัว ‘...อาจเป็นพิษจากยางน่องหรือกลุ่มดิจิทาลิสจากต้นถุงมือจิ้งจอก หรือไม่ก็อาจเป็นพิษกลุ่มอัลคาลอยด์ที่สกัดจากพืชหลายชนิดผสมกัน... เป็นสูตรยาพิษที่ออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อให้ดูเหมือนอาการของโรคหัวใจกำเริบ...’

แล้วเธอก็ตระหนักถึงความจริงอันน่าหวาดหวั่น ร่างกายนี้กำลังจะตาย อาการร่อแร่เต็มที มันอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของภาวะพิษเฉียบพลัน และจิตเดิมของเจ้าของร่างก็ได้ยอมจำนนต่อความตายไปแล้วโดยสมบูรณ์

แต่เธอยังไม่ยอมหรอก!

สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและจรรยาบรรณแพทย์ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของนางกรีดร้องขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง นางเป็นหมอ หน้าที่ของนางคือการต่อสู้กับความตาย ไม่ใช่การยอมจำนนต่อมัน

“ไม่... ยัง... ยังไม่ตาย...” เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงลมลอดผ่านซี่หน้าต่าง มันไม่ใช่เสียงของเธอ แต่เป็นเสียงของเด็กสาวที่ชื่อจ้าวลี่อิง

ต้องรีบขับพิษออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด วิธีพื้นฐานคือการทำให้อาเจียน

เด็กสาวพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี พลิกร่างที่หนักอึ้งราวกับก้อนหินให้คว่ำลง กล้ามเนื้อทุกมัดกรีดร้องอย่างประท้วง เธอใช้ข้อศอกยันพื้นเพื่อยกช่วงบนขึ้น ความเจ็บปวดในช่องท้องทวีความรุนแรงขึ้นราวกับถูกแทงด้วยมีดที่ร้อนแดง เธอกัดฟันแน่นจนกรามสั่น พยายามใช้นิ้วมือที่ผอมซีดและสั่นเทาของร่างใหม่ล้วงเข้าไปในลำคอ

อึก!

มันเป็นความพยายามที่น่าสมเพชในครั้งแรก ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ไม่ยอมแพ้ เธอทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้พลังใจทั้งหมดบังคับร่างกายที่กำลังจะสิ้นลมให้ต่อสู้ ในที่สุด กล้ามเนื้อกระเพาะก็เกิดการบีบตัวอย่างรุนแรง

“อ้วก!”

ของเหลวสีคล้ำขมปี๋พุ่งทะลักออกมาจากปากเปรอะเปื้อนพื้นไม้เบื้องหน้า พร้อมกับเศษอาหารเล็กน้อย กลิ่นของมันยิ่งยืนยันการวินิจฉัยเมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน เธออาเจียนซ้ำอีกสองสามครั้งจนไม่มีอะไรออกมานอกจากน้ำดีสีเหลือง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อกาฬแตกซึมทั่วทั้งตัวจนเสื้อผ้าเปียกชื้น

เธอนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น ร่างกายเปลี้ยไปหมด แต่สมองยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ขับพิษส่วนที่ยังไม่ดูดซึมออกไปแล้ว... แต่พิษที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วยังคงทำลายระบบต่างๆ ในร่างกาย... ต้องการสารลดความเป็นกรด หรือตัวดูดซับพิษ เช่น ถ่านกัมมันต์

แน่นอนว่าในห้องที่ดูโบราณและรกร้างนี้ไม่มีของเหล่านั้นแน่

อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้นางต้องดื่มน้ำเข้าไปมากๆ เพื่อเจือจางพิษที่เหลืออยู่ และป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน

น้ำ... นางต้องการน้ำ...

กวาดสายตาที่พร่ามัวไปรอบห้อง แสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษพอจะทำให้นางมองเห็นเค้าโครงของเฟอร์นิเจอร์ไม้ได้ บนโต๊ะเตี้ยๆ ไม่ไกลจากจุดที่นางนอนอยู่ มีถาดอาหารวางอยู่ และที่สำคัญกว่านั้น... มีกาน้ำชาและถ้วยชาวางอยู่ด้วย!

เป้าหมายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร แต่มันกลับดูไกลราวกับสุดขอบฟ้าสำหรับร่างกายที่ใกล้จะแตกสลายนี้

แต่ไส้ในเธอคือผู้หญิงที่เคยทำงานติดต่อกัน 48 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก คือคนที่เคยเผชิญหน้ากับความตายของคนไข้มานับครั้งไม่ถ้วน ความมุ่งมั่นของนางแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า

นางเริ่มคลาน...

มันคือภาพที่น่าเวทนาอย่างที่สุด เด็กสาวในชุดผ้าเนื้อบางที่เปรอะเปื้อน ค่อยๆ ลากร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงไปข้างหน้าทีละคืบ เสี้ยนไม้บนพื้นครูดไปกับฝ่ามือและหัวเข่า แต่ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานที่อยู่ภายใน ทุกครั้งที่ขยับตัว กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวอย่างเจ็บปวดจนจุกแน่นหน้าอก แต่ในใจของนางมีเพียงความคิดเดียว... ไปให้ถึงกาน้ำชา

ในที่สุด ปลายนิ้วที่สั่นเทาก็สัมผัสกับขอบโต๊ะไม้ที่เย็นชืด นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายยันตัวขึ้น คว้ากาน้ำชาดินเผาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มือของนางสั่นมากจนแทบจะทำมันหล่น แต่ก็สามารถรินชาที่เย็นชืดสนิทแล้วลงในถ้วยได้สำเร็จ

นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างไม่คิดชีวิต ของเหลวเย็นๆ ไหลผ่านลำคอที่แสบร้อนลงไป ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เพียงเล็กน้อย แต่มันคือ ‘ชีวิต’ มันคือสิ่งที่ร่างกายนี้ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ นางดื่มจนหมดถ้วย แล้วรินดื่มอีก... อีก... จนกระทั่งชาในกาหมดเกลี้ยง

เมื่อความต้องการทางกายภาพที่เร่งด่วนที่สุดได้รับการตอบสนอง หมอฟ้าจึงทิ้งตัวลงนอนพิงขาโต๊ะอย่างหมดแรง นางหลับตาลง พยายามควบคุมจังหวะการหายใจของตนเองให้ช้าและลึกขึ้นตามหลักการแพทย์ เพื่อให้หัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองสงครามค่อยๆ สงบลง

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ในที่สุดความเจ็บปวดที่ทุรนทุรายก็ค่อยๆ บรรเทาลงสู่ระดับที่พอจะทนไหว แม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียราวกับร่างกายจะสลายไปกับสายลมได้ทุกเมื่อ แต่อย่างน้อยที่สุด... นางก็รอดแล้ว

และเมื่อนั้นเอง... ความสับสนอย่างแท้จริงก็ถาโถมเข้ามา

น้ำหวานลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สติของนางแจ่มชัดขึ้นมากพอที่จะสำรวจสภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียด ห้องนี้ทำจากไม้ทั้งหมด ผนังเป็นแผ่นไม้เก่าๆ หน้าต่างกรุด้วยกระดาษที่บางจนเห็นเงาไม้ไหวนอกหน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีรูปแบบที่นางเคยเห็นแต่ในพิพิธภัณฑ์หรือภาพยนตร์ย้อนยุคเท่านั้น

นี่มันไม่ใช่โรงพยาบาล... ไม่ใช่บ้านของนาง... และไม่ใช่สถานที่ใดๆ ในประเทศไทยศตวรรษที่ 21 ที่นางรู้จัก

นางก้มลงมองมือของตนเอง... มือคู่หนึ่งที่ขาวซีดและเรียวเล็กราวกับลำเทียน ไม่มีร่องรอยแผลเป็นหรือผิวหนังที่หยาบกร้านจากการทำงานในห้องแล็บ ไม่มีนาฬิกาข้อมือเรือนโปรด... นี่ไม่ใช่มือของนาง

หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับมาเต้นแรงอีกครั้งด้วยความตื่นตระหนก นางกวาดสายตาไปทั่วห้องอย่างลนลาน และหยุดลงที่วัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่มุมห้อง... คันฉ่องทองเหลืองที่ขัดเงาจนสะท้อนภาพได้แม้จะมัวไปบ้าง

นางใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดพยุงตัวเองลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบคันฉ่องขึ้นมาถือไว้เบื้องหน้า

ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้นางแทบหยุดหายใจ

ในคันฉ่องนั้นคือใบหน้าของเด็กสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง... เด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปี แม้จะซีดเซียวซูบผอมจนแก้มตอบ ริมฝีปากแห้งแตก และรอบดวงตามีรอยคล้ำ แต่ก็ไม่อาจปิดบังเค้าโครงความงามที่ซ่อนอยู่ได้ ดวงตากลมโตคู่สวยที่บัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ขนตางอนยาว จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากบางเป็นกระจับ...

นางคือ... จ้าวลี่อิง

‘...เป็นไปไม่ได้...’ ความคิดแรกคือการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ‘...ภาพหลอน... เราต้องอยู่ในอาการโคม่าจากการระเบิดแน่ๆ สมองขาดออกซิเจนจนสร้างภาพหลอนที่ซับซ้อนขึ้นมา...’

นางหลับตาลงแน่น แล้วลืมตาขึ้นใหม่ ภาพในคันฉ่องยังคงเป็นเช่นเดิม

‘...หรือว่า...’ ความคิดที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่สุดผุดขึ้นมาในหัว ‘...การทะลุมิติ... เหมือนในนิยายที่เคยอ่านฆ่าเวลา...’

มันเป็นความคิดที่ไร้สาระและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่นางเคยร่ำเรียนมา แต่ยิ่งนางพยายามปฏิเสธมันมากเท่าไหร่ ความทรงจำและความรู้สึกของจ้าวลี่อิงที่หลั่งไหลเข้ามาในตอนแรกก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นราวกับเป็นเรื่องราวของตัวเอง

ชื่อของบิดา... จ้าวหยวนซาน... เสนาบดีฝ่ายขวาผู้เย็นชา ชื่อของแม่เลี้ยง... จ้าวฮูหยิน... สตรีผู้ซ่อนมีดไว้หลังรอยยิ้ม ชื่อของพี่สาว... จ้าวลี่เฟิ่ง... หงส์เพลิงผู้หยิ่งทระนง และชื่อของ... ฉินอ๋อง... บุรุษที่ถูกขนานนามว่าเป็นปีศาจ... คู่หมั้นของร่างนี้

ทุกอย่างปะติดปะต่อกันเป็นภาพที่สมบูรณ์และน่าขนลุก

ตัวตนของน้ำหวานได้ตายไปแล้วจริงๆ ในเปลวเพลิงที่ห้องแล็บ และด้วยเหตุผลกลใดที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายได้ จิตวิญญาณของนางได้เดินทางข้ามผ่านกาลเวลา มาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวจีนยุคโบราณที่เพิ่งจะสิ้นใจจากการดื่มยาพิษ

คันฉ่องทองเหลืองร่วงหล่นจากมือที่ไร้เรี่ยวแรง กระทบพื้นไม้เสียงดังแกร๊ง!

นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพิงโต๊ะเครื่องแป้ง ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาจนแทบจะรับไม่ไหว ความเสียใจต่อการตายของตัวเอง... ความคิดถึงครอบครัวในโลกเก่า... ความสับสนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน... ความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่รู้จัก... และความสงสารอย่างจับใจต่อเด็กสาวที่ชื่อจ้าวลี่อิง เจ้าของร่างคนเดิมที่ต้องจบชีวิตลงด้วยความสิ้นหวัง

นางนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ปล่อยให้ความคิดและความรู้สึกที่ปั่นป่วนค่อยๆ ตกตะกอนลง สมองของนักวิทยาศาสตร์ในตัวนางเริ่มทำงานอีกครั้ง พยายามจัดระเบียบข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล

‘ข้อเท็จจริงที่หนึ่ง: เราตายแล้วในโลกเดิม’ ‘ข้อเท็จจริงที่สอง: เรามาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนหนึ่งในยุคที่น่าจะเป็นจีนโบราณ’ ‘ข้อเท็จจริงที่สาม: เด็กสาวคนนี้ถูกวางยาพิษอย่างช้าๆ มาเป็นเวลานาน และเพิ่งจะฆ่าตัวตายด้วยยาพิษที่แรงขึ้นเมื่อครู่นี้’ ‘ข้อเท็จจริงที่สี่: เรา... ในร่างนี้... กำลังจะถูกส่งไปแต่งงานกับบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายและพิการ’

‘สรุป: สถานการณ์อยู่ในขั้นเลวร้ายที่สุด’

แต่ในความเลวร้ายนั้น... ก็ยังมีประกายไฟแห่งความหวังอยู่หนึ่งดวง

นางรอดชีวิตมาได้

ไม่ว่าจะด้วยปาฏิหาริย์หรือความบังเอิญก็ตาม แต่นางสามารถเอาชนะยาพิษและยื้อชีวิตของร่างนี้กลับมาได้ นั่นหมายความว่านางยังมีโอกาส... โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงอีกครั้ง

“กรี๊ดดดด!”

เสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังขึ้นจากสาวใช้สองคนที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตู พวกนางคือเสี่ยวหลิงและเสี่ยวชุ่ยที่กลับมาเพื่อจะเก็บถาดอาหารและ... ตรวจสอบผลงาน

ภาพที่พวกนางเห็นคือคุณหนูสามที่ควรจะนอนตายอย่างสงบอยู่บนเตียง บัดนี้กลับนั่งพิงโต๊ะเครื่องแป้งอยู่บนพื้น แม้จะดูอ่อนแอและซีดเซียวราวกับภูตผี แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปิดอยู่และมองตรงมาที่พวกนาง บนพื้นมีร่องรอยของอาเจียนและถ้วยยาที่ว่างเปล่าตกอยู่

“ผะ... ผี! ผีหลอก!” เสี่ยวชุ่ยร้องเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

“หุบปาก!” เสี่ยวหลิงตวาดแฝดน้อง แม้น้ำเสียงของนางจะสั่นเครือไม่แพ้กัน “นาง... นางยังไม่ตาย!” ดวงตาของเสี่ยวหลิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา นางมองไปยังถ้วยยาที่ว่างเปล่า แล้วกลับมามองที่ใบหน้าของจ้าวลี่อิงอีกครั้ง

เป็นไปได้อย่างไร? ยาถ้วยนั้น... ฮูหยินรับประกันเองว่ามันแรงพอที่จะล้มวัวได้! เหตุใดคุณหนูสามที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วถึงยังรอดชีวิตมาได้?

น้ำหวาน... หรือจ้าวลี่อิงในตอนนี้... มองปฏิกิริยาของสาวใช้ทั้งสองด้วยสายตาที่เยือกเย็นและเฉียบคมผิดกับจ้าวลี่อิงคนเดิมโดยสิ้นเชิง นางไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เพียงแค่มองพวกนางนิ่งๆ และวิเคราะห์

‘...ปฏิกิริยาแรกคือความตกใจและหวาดกลัว ไม่ใช่ความดีใจหรือโล่งอก... ยืนยันว่าพวกนางรู้เห็นเรื่องยาพิษ...’

‘...แววตาของคนพี่ (เสี่ยวหลิง) เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความตื่นตระหนกที่ซับซ้อนกว่า... นางไม่ได้กลัวผี แต่นางกลัวผลที่จะตามมา... แสดงว่านางอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าแค่การเป็นคนส่งยา...’

‘...ส่วนคนน้อง (เสี่ยวชุ่ย) ดูหวาดกลัวอย่างแท้จริง... อาจจะเป็นเพียงผู้สมรู้ร่วมคิดที่ขี้ขลาด...’

นี่คือการประเมินสถานการณ์คร่าว ๆ  การสังเกตพฤติกรรมของพยานหรือผู้ต้องสงสัย

ความเงียบของนางยิ่งทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดและน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้นสำหรับสาวใช้ทั้งสอง จ้าวลี่อิงคนเดิมนั้นขี้อายและไม่สู้คน แต่นี่... ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบและลึกล้ำเกินกว่าที่พวกนางจะเข้าใจได้ มันราวกับว่าพวกนางกำลังถูกจ้องมองโดยสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่ใช่ลูกแกะที่ป่วยใกล้ตายอีกต่อไป

ในที่สุด น้ำหวานก็ตัดสินใจที่จะทำลายความเงียบ นางรู้ว่าการเปิดเผยตัวตนหรือแสดงความฉลาดหลักแหลมออกไปในตอนนี้คือการฆ่าตัวตายชัดๆ วิธีที่ดีที่สุดคือการเล่นไปตามน้ำ... แสร้งทำเป็นอ่อนแอและสับสนต่อไป

นางค่อยๆ เปิดริมฝีปากที่แห้งผากของตนเองออก เปล่งเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือออกมาคำหนึ่ง...

“...น้ำ...”

เพียงคำเดียวสั้นๆ แต่มันกลับมีพลังราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของสาวใช้ทั้งสอง มันเป็นการยืนยันว่านางยังมีชีวิตอยู่จริงๆ และยังมีความต้องการ

“ขะ... ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่!” เสี่ยวหลิงได้สติเป็นคนแรก นางรีบค้อมตัวลงอย่างลนลาน "บ่าว... บ่าวจะรีบไปนำน้ำมาให้เดี๋ยวนี้!"

พูดจบนางก็รีบคว้าแขนของเสี่ยวชุ่ยที่ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่แล้วลากออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีไฟไหม้ ทิ้งให้จ้าวลี่อิงอยู่ตามลำพังกับความเงียบอีกครั้ง

นางรู้ดีว่าพวกนางไม่ได้จะไปเอาน้ำมาให้จริงๆ แต่จะรีบไปรายงานเรื่องนี้ให้ ‘ผู้บงการ’ ที่อยู่เบื้องหลังได้ทราบ... รายงานว่า ‘ปัญหา’ ที่ควรจะถูกกำจัดไปแล้ว กลับยังคงมีชีวิตอยู่

หมอฟ้าค่อยๆ พยุงตัวเองกลับไปที่เตียงอย่างยากลำบาก นางทิ้งตัวลงบนที่นอนที่แข็งกระด้างและเย็นชืด ร่างกายอ่อนล้าเกินกว่าจะขยับได้อีก แต่ในใจของนางกลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังเหมือนเจ้าของร่างคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ตรงกันข้าม... มันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

นางมองไปรอบๆ ห้องที่ซอมซ่อ... มองไปยังชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ที่วางพับอยู่... มองไปยังคันฉ่องที่ตกอยู่บนพื้น... นี่คือโลกใหม่ของนาง คือชีวิตใหม่ ชีวิตที่แย่งชิงกลับมาจากเงื้อมมือของความตาย

สายฝนด้านนอกเริ่มซาลงแล้ว แสงแดดอ่อนๆ เริ่มสาดส่องผ่านรอยขาดของกระดาษหน้าต่างเข้ามาเป็นลำแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ

มันเป็นเพียงแสงสว่างเพียงน้อยนิด... แต่สำหรับคนที่เพิ่งจะผ่านความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์มา... มันก็สว่างจ้าเพียงพอแล้ว

‘จ้าวลี่อิง...’ นางเอ่ยชื่อนั้นในใจอย่างเงียบงัน ‘...ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเธอ... แต่ในเมื่อฉันได้รับชีวิตของเธอมาแล้ว ฉันขอให้คำสัตย์...’

นางหลับตาลง ภาพใบหน้าอันเจ็บปวดและสิ้นหวังของเจ้าของร่างคนเดิมปรากฏขึ้นมาในความคิด

‘ฉันจะใช้ชีวิตนี้ต่อไป... ชีวิตที่เธอถูกพรากไป... และในฐานะหมอ... ในฐานะพยานเพียงคนเดียวที่รู้ความจริง... ฉันขอสาบานด้วยจิตวิญญาณของฉัน... ฉันจะสืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของเธอให้ได้...’

ดวงตาที่เคยเหม่อลอยและว่างเปล่า บัดนี้ทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

‘คดีนี้... ฉันจะเป็นคนปิดมันเอง’

ในจวนเสนาบดีที่ยิ่งใหญ่... ในเรือนซิงอวิ๋นที่ถูกลืมเลือน... เถ้าธุลีที่เคยดับสูญได้ถูกจุดขึ้นเป็นประกายไฟดวงใหม่อีกครั้ง มันเป็นเพียงประกายไฟเล็กๆ ที่ริบหรี่... แต่ก็พร้อมที่จะแผดเผาทุกความอยุติธรรมที่ขวางหน้าให้มอดไหม้เป็นจุล

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 9

    ราตรีนั้นในเรือนหนังสือของฉินอ๋องเจิ้งหยาง ยาวนานและเงียบงันกว่าทุกคืนที่ผ่านมา เขามิได้อ่านตำราพิชัยสงครามต่อ แต่กลับนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น ปล่อยให้เปลวเทียนสะท้อนประกายวูบไหวอยู่ในนัยเนตรอันลึกล้ำดุจห้วงเหวไร้ที่สิ้นสุด บรรยากาศรอบกายเขาเยียบเย็นลงจนน่าอึดอัด ประหนึ่งพญามังกรที่กำลังขดตัวนิ่งสงบ ทว่าแท้จริงแล้วภายในกำลังครุ่นคิดถึงพายุที่จะก่อตัวขึ้นคำถามนั้น... ‘เหตุใดคนที่ตกบ่อน้ำจึงไม่มีน้ำอยู่ในปอดเล่าเจ้าคะ’... ยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกของเขามันไม่ใช่คำถามธรรมดา มันคือความรู้ คือกุญแจ คือคำใบ้ที่ถูกส่งมาอย่างจงใจในรูปแบบที่วิปลาสที่สุด มันคือเสียงกระซิบจากปัญญาอันคมกริบที่ซ่อนกายอยู่ภายใต้หน้ากากของความโง่เขลาอันสมบูรณ์แบบจ้าวลี่อิง... พระชายาที่เขาได้รับมาดุจสินค้ามีตำหนิ สตรีที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นเพียงหมากทางการเมืองและเป็นที่ดูแคลนของคนทั้งใต้หล้า บัดนี้นางได้เผยตัวตนอีกด้านหนึ่งออกมาอย่างแยบยล...ด้านที่น่าพรั่นพรึงและน่าสนใจในเวลาเดียวกันเขาไม่เชื่อในเรื่องบังเอิญ และไม่เคยเชื่อว่าความตายในจวนของเขาจะเป็นเพียงอุบัติเหตุ จวนฉินอ๋องคืออาณาจักรของเขา ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสา

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 8

    ราตรีนั้นในเรือนจื่อเวยยาวนานกว่าทุกคืนที่ผ่านมา จ้าวลี่อิงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้สลักลายอันวิจิตร ดวงตาของนางเปิดกว้างอยู่ในความมืดมิด ภาพของสาวใช้ผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกดึงขึ้นมาจากบ่อน้ำยังคงฉายชัดอยู่ในมโนสำนึกของนางราวกับถูกตีตราไว้ด้วยเหล็กร้อน...รอยช้ำที่ข้อมือ, รอยแดงที่ลำคอ, และมือที่กำแน่น...ความเงียบของจวนฉินอ๋องที่เคยทำให้นางรู้สึกถึงการถูกคุกคาม บัดนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป มันคือความเงียบแห่งการสมรู้ร่วมคิด คือความสงบอันน่าสะพรึงกลัวที่ใช้กลบฝังเสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์ในฐานะแพทย์ผู้เคยให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะปกป้องชีวิต จิตวิญญาณของนางร่ำร้องโหยหวนต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ในฐานะจ้าวลี่อิงผู้ต้องเอาชีวิตรอดในรังอสรพิษแห่งนี้ สัญชาตญาณกลับกรีดร้องให้นางนิ่งเงียบเข้าไว้ การยื่นมือเข้าไปสอดส่องเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเหวด้วยตนเอง นางเป็นเพียงพระชายาที่ถูกทอดทิ้ง ถูกตราหน้าว่าโง่เขลา ไร้ซึ่งอำนาจและเส้นสายใดๆ ในจวนแห่งนี้ การเปิดโปงฆาตกรคือการท้าทายอำนาจมืดที่หยั่งรากลึกอยู่ ณ ที่แห่งนี้โดยตรง และผลลัพธ์ก็อาจหมายถึงความตายสถานเดียวนางหลับตา

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 7

    เมื่อบานประตูไม้หนักอึ้งปิดลง เสียงของมันสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันราวกับเสียงปิดฝาโลงศพ ตัดขาดโลกของห้องหออันโอ่อ่าออกจากทุกสิ่งภายนอกโดยสมบูรณ์ บัดนี้ เหลือเพียงจ้าวลี่อิงและเสี่ยวชุ่ยผู้กำลังตัวสั่นเทาอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยสีแดงมงคลอันเยียบเย็น"คุณหนู... ฮือ... ที่นี่... ที่นี่ช่างน่ากลัวเหลือเกิน" เสี่ยวชุ่ยสะอื้นไห้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดผวา "บ่าวได้ยินพวกเขาพูดกันว่า... พระชายาองค์ก่อนก็สิ้นใจในเรือนหลังนี้ ท่านอ๋องก็ไม่เคยเสด็จมาที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว"จ้าวลี่อิงหันไปมองสาวใช้ผู้ภักดีของนาง นางมิได้เอ่ยวาจาปลอบโยน แต่ยื่นมือไปบีบแขนของเสี่ยวชุ่ยเบาๆ เป็นการส่งผ่านความมั่นคงที่ไร้คำพูด จากนั้นนางจึงหันกลับมาสำรวจสภาพแวดล้อมแห่งใหม่ของนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่ห้องหอสำหรับนาง แต่คือที่เกิดเหตุ คือห้องขัง และอาจเป็น...สุสานของนางในอนาคต หากนางประมาทแม้เพียงนิดเดียวนางค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนขอบเตียง ยกมือขึ้นถอดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะอย่างช้าๆ แล้ววางมันลงบนโต๊ะข้างเตียง ความเงียบในห้องหอแห่งนี้ดังกว่าเสียงโห่ร้องใดๆ ที่นางเคยได้ยินมาทั้งชีวิต

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 6

    กาลเวลาในจวนเสนาบดีดูจะบิดเบี้ยวและเชื่องช้าลงนับตั้งแต่วันที่จ้าวลี่อิงได้สนทนากับบิดาในเรือนหนังสือของเขา แต่ในที่สุด วันแห่งพิธีสมรสพระราชทานก็คืบคลานมาถึงราวกับพญามัจจุราชในอาภรณ์สีมงคลจ้าวลี่อิงถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น ท้องฟ้ายังคงเป็นสีน้ำหมึก เหล่านางกำนัลและบ่าวรับใช้ที่ฮูหยินรองส่งมาต่างกรูกันเข้ามาในห้องของนาง ประหนึ่งฝูงผึ้งที่กำลังรุมล้อมดอกไม้ที่ใกล้จะร่วงโรย พวกนางอาบน้ำขัดผิวให้นางด้วยเครื่องประทินผิวชั้นเลิศ อบร่ำร่างกายด้วยเครื่องหอมกำยานราคาแพง แล้วบรรจงสวมทับอาภรณ์สีแดงสดอันเป็นมงคลให้ทีละชั้นๆชุดวิวาห์นั้นงดงามและหนักอึ้งอย่างเหลือเชื่อ ผ้าไหมปักดิ้นทองเป็นลายหงส์คู่มังกรสยายปีก แขนเสื้อยาวลากพื้น ชายกระโปรงซ้อนทับกันถึงเก้าชั้น ทุกฝีเข็มเต็มไปด้วยความประณีต ทว่าสำหรับจ้าวลี่อิงแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนอันงดงามที่กำลังพันธนาการนางให้แน่นหนายิ่งขึ้น ศีรษะของนางถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทำจากทองคำและไข่มุกจนหนักอึ้ง ใบหน้าถูกแต่งแต้มจนขาวผ่อง ริมฝีปากถูกแต้มด้วยชาดสีแดงสดดุจโลหิตเมื่อการแต่งกายเสร็จสิ้น นางถูกพยุงให้นั่งนิ่งๆ อยู่กลางห้อง รอคอยฤกษ์ยามมงคลเพื่อ

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 5

    อรุณรุ่งของวันใหม่ทอแสงแรกจับขอบฟ้า ปลุกสรรพชีวิตในจวนเสนาบดีให้ตื่นจากนิทราอันยาวนาน ทว่าสำหรับจ้าวลี่อิงแล้ว นางไม่ได้หลับใหลเลยทั้งราตรี จิตวิญญาณของนางตื่นโพลงอยู่ในความมืด สดับฟังทุกความเคลื่อนไหว ทบทวนทุกร่องรอยแห่งความจริงที่เพิ่งค้นพบ โลกที่นางเห็นในยามนี้มิได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกรอยยิ้มที่เคยดูอบอุ่นอาจซ่อนใบมีดไว้เบื้องหลัง ทุกถ้อยคำที่แสดงความห่วงใยอาจเคลือบไว้ด้วยยาพิษเมื่อเสี่ยวชุ่ยประคองชามยาถ้วยใหม่เข้ามาในยามเช้า สีหน้าของนางยังคงเปี่ยมด้วยความห่วงใยอันบริสุทธิ์ ช่างแตกต่างจากบรรยากาศอันหลอกลวงที่อบอวลอยู่ทั่วจวนแห่งนี้ จ้าวลี่อิงมองของเหลวสีนิลในชามนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความตายอีกต่อไป แต่บัดนี้มันคือเครื่องมือ คือบททดสอบ และคือเวทีที่นางต้องร่ายรำไปตามบทบาทที่ตนเป็นผู้กำกับนางตระหนักดีว่าการแสร้งทำยาหกหรือปฏิเสธอย่างเด็กๆ นั้นไม่อาจใช้ได้ตลอดไป มันจะสร้างความสงสัยโดยไม่จำเป็น กลยุทธ์ใหม่จึงถูกร่างขึ้นในมโนสำนึกอันเงียบงันของนางอย่างรวดเร็ว มันเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงอันตราย ทว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวด นั่นคือการควบคุมปริมาณพิษที่เข้าสู่ร

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 4

    เงาแห่งราตรีทอดตัวยาวเหยียด กลืนกินทุกสรรพสิ่งไว้ในอ้อมกอดอันเยียบเย็น รัตติกาลคืบคลานเข้าสู่จวนเสนาบดีอย่างเงียบงัน ลบเลือนเส้นสายลายสลักและสีสันอันโอ่อ่าให้เหลือเพียงโครงร่างสีดำทะมึนภายใต้แสงจันทร์นวลจาง ในห้องพักของคุณหนูสาม บรรยากาศหนักอึ้งและสงบเยือกเย็น มีเพียงแสงเทียนที่วูบไหวบนเชิงเทียนทองเหลืองเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหว ประหนึ่งลมหายใจของห้องที่กำลังจะดับสูญจ้าวลี่อิงยังคงนั่งสงบอยู่บนเตียง ท่วงท่าของนางสงบนิ่งดุจผิวน้ำไร้ริ้วคลื่น แต่ภายใต้ความเรียบสนิทนั้นคือกระแสความคิดที่เชี่ยวกราก ประสาทสัมผัสทุกส่วนของนางตื่นตัวและแผ่ขยายออกไปในความมืด สดับฟังทุกความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกบานประตูกระทั่งเสียงจิ้งหรีดที่เคยกรีดร้องระงมเริ่มแผ่วเบาลง สรรพสำเนียงแห่งชีวิตในยามค่ำคืนได้จมลึกลงสู่การหลับใหลอย่างแท้จริง นางจึงขยับกายอย่างนุ่มนวล ทุกย่างก้าวที่เท้าเปล่าสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบนั้นไร้สุ้มเสียง แฝงไว้ด้วยความหมายและความมุ่งมั่นที่แตกต่างจากคุณหนูสามผู้ป่วยไข้โดยสิ้นเชิง นางไปถึงบานประตู ใช้วัตถุเล็กๆ ขัดมันไว้กับวงกบ เป็นกลไกเตือนภัยอันเรียบง่ายทว่าเปี่ยมประสิทธิภาพเมื่อแน่ใจในปราก

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 1

    สายฝนพรำลงมาไม่ขาดสาย สาดซัดม่านน้ำสีเทาหม่นคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวงต้าจิง หลังคาดินเผาสีเข้มของหมู่ตึกระฟ้าและจวนขุนนางชั้นสูงสะท้อนเงาของเมฆฝนที่ลอยต่ำ กลืนกินสีสันสดใสของวันวานจนหมดสิ้น เสียงหยาดฝนกระทบกระเบื้องมุงหลังคาดังเป็นจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ คล้ายเสียงถอนหายใจอันยาวนานของแผ่นดินที่กำลังเหนื

  • ข้ามภพมาเป็นชายาอ๋องพิการ   บทที่ 3

    กาลเวลาในเรือนซิงอวิ๋นคล้ายกับหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงหยาดฝนที่แปรเปลี่ยนจากเสียงสาดซัดรุนแรงมาเป็นเสียงพรำๆ แผ่วเบาที่ยังคงบ่งบอกว่าโลกภายนอกยังคงหมุนต่อไป น้ำหวาน—หรือตอนนี้คือจ้าวลี่อิง ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้แข็งกระด้าง ร่างกายอ่อนล้าจนแทบไม่รู้สึกถึงความแข็งของมันอีกต่อไป แต่สมองของนางกลับทำงา

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status