เข้าสู่ระบบKANOMCAKE TALKS—
วันต่อมา… @มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา 09:14 | ห้องโคเวิร์กกิ้ง เมื่อคืนหลังจากที่ฉันกรี๊ดใส่หมอนจนคอแทบแตกและเส้นเสียงแทบพัง ฉันก็ได้สติขึ้นมาว่านี่ไม่ใช่เวลามานั่งกรี๊ดเล่นเหมือนคนบ้าอีกแล้ว เลยรีบคว้ากุญแจรถ Porsche สีขาวมุกสุดหรูคู่ใจ ที่ฉันตั้งชื่อไว้อย่างไฮคลาสว่า “น้องสเตลล่า” …ช่างมันก่อนเถอะ! เอาเป็นว่า ฉันขับเจ้าสเตลล่าพุ่งกลับบ้านกลางดึก เพื่อไปเอาตำราเล่มนั้นจากแม่ “จูบทุกวัน อย่าขาดนะคะลูก” ใช่ค่ะ หม่าม๊าพูดประโยคนี้ส่งท้ายด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอีกแล้ว เหมือนกำชับให้ดื่มนมอุ่นก่อนนอน ส่วนพ่อก็ยืนยิ้มอ่อนอยู่ข้าง ๆ สนับสนุนภรรยาสุดที่รักเต็มที่เหมือนเดิม โอ๊ย! ฉันอยากกรี๊ดให้รถทั้งโรงปลิวจริง ๆ พอกลับถึงคอนโด ฉันวางตำราเล่มหนาลงบนโต๊ะกลางห้องท่ามกลางความเงียบเชียบ แค่เห็นหน้าปกหนังเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยจารึกเลือนราง ฉันก็ขนลุกซู่ซ่า กลิ่นสาบกระดาษโบราณผสมฝุ่นคลุ้งกระจายออกมาจนแทบอยากจะโยนมันทิ้งออกนอกระเบียง แต่ทำไม่ได้… นี่คือตำราปลดคำสาปของตระกูลวรเมธาวงศ์เชียว! ฉันลองกลั้นใจเปิดดูหน้าแรก แล้วน้ำตาแทบไหล อ่าน! ไม่! ออก! ตัวอักษรส่วนใหญ่เป็นภาษาแปลกๆ ขยุกขยิกเหมือนไส้เดือนเต้นระบำที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด มีภาษาอังกฤษปะปนอยู่แค่หยิบมือเดียวจนนับคำได้ โชคดีที่หม่าม๊าเคยถอดความบางส่วนทิ้งไว้ ไม่งั้นคงต้องนั่งแปลยันชาติหน้า แต่ถึงอย่างนั้นข้อความก็ยังไม่ครบ ขาดวิ่นเหมือนกระดาษถูกฉีกหายไปหลายหน้า สรุปคือ…ยังไงฉันก็ต้องนั่งถอดเองเพิ่มอยู่ดี เพราะแบบนี้แหละ ถึงได้มานั่งสิงอยู่ในห้องโคเวิร์กกิ้งของมหา’ลัยตั้งแต่เก้าโมงทั้งที่มีเรียนบ่าย ม่านถูกดึงปิดแน่น ประตูก็ล็อกเรียบร้อย กันสายตาคนอื่นให้หมด “ปลุกพวกกูมาทำไรไม่ทราบ! กูกะจะตื่นเที่ยง!” เสียงจีนส์บ่นลากยาวพลางสะบัดผมที่ยังเซตไม่เข้าที่เหมือนจะสาปแช่งฉันเพิ่มไปอีกหนึ่งกรุบ “เออ แล้วยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อีก” ชาแนลเสริมพลางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวงสุดชีวิต ฉันลากเพื่อนรักเพื่อนตายทั้งสองมาด้วย เพราะอยู่กับตำราคร่ำครึนี่คนเดียว บอกเลยว่าขนลุกซู่จนแทบจะเป็นลม “จำเรื่องที่เคยเล่าได้ปะ” ถอนหายใจเฮือก ก่อนยกข้อมือขึ้นให้ดู ตอนนี้ข้อมือสวยๆ ของฉันเหลือเพียงกำไลเงินวงเปล่าๆ วาววับ ไม่มีชาร์มเจ็ดชิ้นห้อยอยู่เหมือนทุกที แต่ฉันยังใส่มันไว้เพราะความเคยชิน สองคนนั้นหันมามองหน้ากันอย่างงง ๆ เราสามคนสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย ฉันเคยเล่าเรื่องคำสาปบ้าบอนี่ให้พวกมันฟังตั้งแต่เริ่มสนิทกันใหม่ๆ เพราะพวกมันเอาแต่ถามเซ้าซี้ว่าทำไมฉันถึงใส่กำไลนี่ติดตัวตลอดเวลา แม้แต่ตอนอาบน้ำก็ไม่ยอมถอด แต่ผลที่ได้ตอนนั้นคือเสียงหัวเราะลั่นห้อง เหมือนฉันกำลังเล่าพล็อตนิยายแฟนตาซีเกรดบีให้ฟัง พวกมันคงคิดว่าฉันแต่งเรื่องขำ ๆ ขึ้นมาอำเล่น “ไอ้คำสาปตระกูลเห็นผีอะไรมึงน่ะนะ?” จีนส์เลิกคิ้ว พูดเสียงนิ่งไม่เชื่อสักนิด “แล้วพวกหินสี ๆ นั่นมันหายไปไหนหมดวะ? ในที่สุดมึงก็ยอมถอดออกไปล้างซะทีเหรอ?” “มันแตก!” เสยผมแรงอย่างหงุดหงิด แค่นึกถึงเรื่องเมื่อวานก็แทบสติแตกอยู่แล้ว “รถเหยียบเละเลยลากพวกมึงมาเนี่ย” พูดจบ ฉันก็กระแทกตำราคร่ำครึเล่มยักษ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง ตุ้บ! ฝุ่นจางๆ กระจายตัวออกมาพร้อมกลิ่นสาบโบราณที่ชวนให้น่าขนลุก “ไรวะนั่น… หลอนชิบหายเลย” ชาแนลเบิกตากว้างทันทีที่เห็นสภาพปกหนังเก่าคร่ำคร่า รอยไหม้เกรียมตรงขอบกับคราบน้ำตาเทียนที่เกาะแน่นเหมือนเพิ่งผ่านพิธีกรรมบางอย่างมา ทำให้พวกมันเริ่มหุบปากที่กำลังจะขำลงทันที ฉันถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง ก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง... ทั้งเรื่องราวที่ลานจอดรถตอนกำไลแตกสลายไปต่อหน้า ทั้งเรื่องที่ฉันต้องออกตามหาแร่ทั้งเจ็ดชนิดมาทำชาร์มใหม่เพื่อปิดตาตัวเอง และแม้แต่กฎบ้า ๆ เรื่องการ “จูบ” พอเล่าจบ— “มึงจูบใครนะ!!!” เสียงจีนส์กับชาแนลประสานกันดังลั่นห้องจนฉันสะดุ้งสุดตัว พวกมันไม่สนใจรายละเอียดเรื่องแร่ศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณอาฆาตที่ฉันพยายามเล่าสักนิด! กลับจับใจความได้อยู่เรื่องเดียว... เรื่องที่ฉันตั้งใจจะพูดรวบยอดให้ผ่านไปไวที่สุดนั่นแหละ! “ช่วยกูแปลตำราก่อนเถอะ!” คนจะตายอยู่แล้ว เขวี้ยงตำราใส่หัวคนละทีซะดีมั้ง! มือเล็กของฉันผลักตำราคร่ำครึไปกลางโต๊ะอย่างหงุดหงิด ก่อนจะค่อยๆ พลิกเปิดหน้ากระดาษที่กรอบบางอย่างระมัดระวังที่สุด ทั้งที่ในใจอยากจะกระชากมันแรงๆ ให้ขาดเป็นชิ้นๆ ด้วยซ้ำ …ใจเย็น ขนมเค้ก… คนสวยต้องใจเย็น! “ตกลงมึงซีเรียสหรอวะ อำพวกกูอยู่ปะ” จีนส์ถามเสียงจริงจัง “…” ฉันไม่ได้ตอบ เพราะกำลังออกแรงดึงหน้ากระดาษอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าตำรากลับเปิดได้แค่สามหน้าแรกเท่านั้น หลังจากนั้นไม่ว่าฉันจะใช้แรงมากแค่ไหน หรือพยายามแงะจากมุมไหน มันก็ไม่ยอมขยับเลยสักนิด! มันแปลกตรงที่กระดาษก็ดูบางกรอบจนน่าจะขาดคามือ แต่ตอนนี้มันกลับหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาหินก้อนยักษ์มาทับเอาไว้ หรือไม่ก็... เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังกดมันไว้ไม่ให้ฉันอ่านต่อ “ทำอะไรของมึงเนี่ย! รีบเปิดดิ!” ชาแนลที่เห็นฉันดึงจนตัวโยกไปมาเริ่มทนไม่ไหว “เปิดไม่ได้ว่ะ” “ห๊ะ?!” จีนส์อุทานพลางเอื้อมมือมาลองช่วยดึงอีกแรง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ตำรานิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้แต่น้อย เล่นเอาเหงื่อซึมกันทั้งคู่ท่ามกลางแอร์ที่หนาวจัด ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ... พวกเราสามคนนั่งจ้องหน้ากัน สีหน้าซีดลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “อีเค้ก... นี่เรื่องจริง?” เสียงของชาแนลเบาลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “เออสิ! กูจะโกหกพวกมึงเพื่อ?” ฉันตอบกลับเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลอนว่ะ กระดาษมันก็ปลิวตามลมนะ แต่ทำไมเปิดไม่ออก” จีนส์กอดอก พึมพำเหมือนคุยกับตัวเอง “งั้นก็แปลว่า… วันนี้มึงต้องไปจูบโซนอีกดิ? เมื่อวานมึงจูบตอนไหนนะ?” สองเพื่อนซี้ดูจะเริ่มเชื่อสนิทใจแล้วจริงๆ เพราะตำราดันเล่นของให้เห็นต่อหน้าต่อตาแบบนี้... แล้ววันนี้…ฉันจะกล้าแบกมันกลับคอนโดมั้ยเนี่ย ว่าแต่— “กรี๊ดดดดดดด!!!” ฉันร้องลั่นจนเพื่อนทั้งสองสะดุ้งสุดตัว “ลืมไปเลย! ทำยังไงดีวะ! จะให้ไปขอจูบตรง ๆ มันต้องนึกว่ากูโดนผีสิงแน่ ๆ!” “โอ๊ย อีบ้า!” ชาแนลแหวกลับพลางเอามืออุดหู “กูก็คิดว่ามึงถูกผีสิงแล้ว หูเกือบแตก!” “อะ…ตอนนี้กูเริ่มเชื่อละ” จีนส์ถอนหายใจแรง น้ำเสียงจริงจัง “เรื่องจูบเอาไว้ก่อน ยังพอมีเวลาอยู่ ตอนนี้มาช่วยกันแปลไอ้ตำรานี่ก่อนดีกว่า ว่าสามหน้าที่มันยอมให้เปิดมันเขียนอะไร มึงจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ” สุดท้ายพวกเราสามคนเลยต้องนั่งขยับเก้าอี้เข้ามาสุมหัวกันเงียบๆ สายตาจดจ้องไล่ไปทีละบรรทัด... สลับกับเช็คข้อมูลในมือถือจนตาแทบหลุด จนพบว่ามันเป็นภาษาไทยโบราณปะปนสันสกฤต เกือบสามชั่วโมงผ่านไป… สามหน้าที่เปิดได้ ก็ถอดความออกมาได้ความประมาณนี้ เมื่อสตรีผู้สืบเชื้อสาย ก้าวสู่วัยแห่งโลหิต ดวงตาจักถูกเปิดออก มองเห็นโลกวิญญาณทั้งปวง หากปรารถนาจะปิดดวงตา มิให้ผีสางปรากฏ จงจุมพิตผู้ถือชะตา ในทุกสุริยวาร แล้วเจ้าจักได้ความสงบ เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน หากละเลยแม้เพียงหนึ่งสุริยวาร วิญญาณไร้ที่ไปจักห้อมล้อม พลังชีวิตจักถูกสูบไปทีละน้อย จนสิ้นสูญ…มิอาจกอบกู้ได้อีก หากหวังจะสิ้นคำสาปโดยแท้ จงอย่าละเลยราตรีเสาร์แห่งจันทรา เพราะแก่นแร่ทั้งเจ็ดจักเผยตัว เพียงในคืนวันนั้น เมื่อจันทราแตะขอบฟ้า ผู้ถือกำไลจึงมีสิทธิ์ไขปริศนา หากพ้นราตรีไปแล้ว จงรอเจ็ดวันถัดไป หาไม่…สิ่งที่ซ่อนจักมิดชั่วนิรันดร์ จำไว้นักเถิด แก่นแรกนามว่า กริโซรา จักบังเกิด ณ บึงเงาจันทรา ยามจันทร์เงินทอดแสงเต็มรอบ ผู้ถือกำไลจงดำดิ่งสู่ก้นบึง จึงจักได้แก่นนั้นมา แต่จงระวังเถิด… เสียงหัวร่อต้องห้ามจักกึกก้องใต้สายน้ำ อย่าปล่อยให้มันดึงเจ้าไป หาไม่…เจ้าจะเป็นหนึ่งในวิญญาณนั้น ตราบชั่วกาลนาน… “แปลตรงนี้ด้วยดิ... ไอ้ตัวเล็กๆ ที่เบียดกันอยู่ตรงมุมเนี่ย” ฉันชี้นิ้วไปที่มุมหน้ากระดาษ ซึ่งมีอักษรหยักขยุกขยิกสีแดงคล้ำเหมือนเลือดแห้งกรังเบียดกันแน่นจนแทบจะทับกัน “อะไรของมึงวะ? มุมไหน?” จีนส์เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตางงๆ พลางกวาดสายตาไปตามที่ฉันชี้ “นี่ไง! ตัวเล็กๆ เต็มไปหมดเลย!” ฉันกดนิ้วลงบนกระดาษแรงขึ้นอย่างร้อนรน ย้ำให้พวกมันดูชัดๆ ว่ามันอยู่ตรงนี้ ชาแนลหรี่ตาจนแทบปิด พยายามจ้องตามปลายนิ้วฉันก่อนจะพึมพำออกมา “...ไม่เห็นมีอะไรเลยมึง เห็นแต่นิ้วมึงเนี่ย” “พวกมึงไม่เห็นเหรอ?” เงยหน้ามองเพื่อนทั้งสองสลับไปมา ใจเริ่มสั่น หรือมันเล็กเกินไป…หรือฉันมีตาวิเศษ…หรือว่า— “เห็นอะไรของมึงวะ” คราวนี้จีนส์ถามจริงจัง สีหน้ามันไม่ใช่เล่นแน่ ฉันกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ก่อนจะคว้าปากกามาขีดเขียนข้อความที่เห็นลงบนกระดาษเปล่าตามรอยหยักที่เห็นสายตา เสร็จแล้วก็ผลักกระดาษแผ่นนั้นไปตรงหน้าพวกมันด้วยมือที่สั่นงันงก “นี่ไง... พวกมึงไม่เห็นจริงๆ เหรอ? มันเขียนอยู่ชัดๆ เลยนะ!” ชาแนลเผลอถอยหลังกรูดจนหลังชนพนักเก้าอี้พลางกลืนน้ำลายดังอึก “อีเค้ก หลอนชิบหายเลย มึงเห็นอยู่คนเดียวค่ะ” จีนส์รีบก้มลงไปเทียบแปลตัวหนังสือที่ฉันเพิ่งเขียนออกมา “…กูเชื่อละ” มันพึมพำเสียงหนัก “แค่เห็นว่ามึงเขียนไทยโบราณแบบนี้ได้ กูก็เชื่อแล้ว” ฉันกอดอกแน่น ขนลุกซู่ทั้งตัว โอเค…ไม่กล้าแบกตำรากลับคอนโดแล้วจริง ๆ ข้อความลับที่ฉันเพิ่งส่งให้เพื่อนดู ถอดออกมาได้ใจความว่า เมื่อยังไร้แก่นแร่ที่ผ่านมา หน้าถัดไปจักไม่เผย มรรคาจักถูกปิด จงตามลำดับแห่งชะตา แล้วความจริงทั้งปวง…จักบังเกิด “อะ ถอดครบละ แต่กูก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี” ชาแนลเท้าคาง ทำหน้างงเหมือนเพิ่งเจอโจทย์เลขยกกำลังกลางห้องสอบ “เออ งั้นเดี๋ยวกูให้เพื่อนที่อยู่อักษรแปลเป็นภาษาคนให้” จีนส์ส่ายหน้าเสียงเหนื่อย “แต่ตอนนี้ไปแดกข้าวก่อนเหอะ หิวก็หิว ฉี่ก็ปวด” ไม่พูดเปล่า ยังคว้ากระดาษจากมือฉันไป ยกมือถือขึ้นถ่ายแชะ ๆ ก่อนจะกดจอยิก ๆ แล้วเดินนำออกไป “เร็ว ๆ อีเค้ก ลุกค่ะ!” ชาแนลดึงแขนฉันที่ยังขมวดคิ้วไม่หายให้ลุกออกจากห้อง สุดท้ายฉันก็ต้องยัดตำราคร่ำครึนั่นกลับลงกระเป๋า ทั้งที่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว กลัวก็กลัว…แต่ทิ้งไว้ได้ที่ไหนล่ะ!“อีชาแนล! มึงถือไฟฉายนิ่ง ๆ หน่อยดิวะ กูตาลายไปหมดแล้ว!”ทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถ เสียงโวยวายของเพื่อนยัยตัวแสบก็ดังลอยมาตามลมแรงๆ ทำเอาผมชะงักไปนิด บรรยากาศรอบตัวตอนนี้แม่งโคตรวังเวง มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังแข่งกับเสียงแหลมๆ นั่น“ก็กูกลัวอะ!” เจ้าของชื่อตอบเสียงแหลมปรี๊ดกลับไป“ในตำรามันบอกให้จุดเทียนใต้เจดีย์… คือวางรอบ ๆ หรือกองรวมไว้ที่เดียววะ?” ตามมาด้วยเสียงคุ้นหูของยัยตัวแสบว่าแต่… เทียน?ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีขณะค่อยๆ ย่องก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมดันจอดรถแอบไว้ไกลไปหน่อย เพราะกลัวแสงสะท้อนหรือเสียงปิดประตูจะสะกิดให้พวกเธอรู้ตัว ผลคือตอนนี้ผมเลยต้องสวมบทนินจาจำเป็น ย่องผ่านพงหญ้ารกๆ และกิ่งไม้หนามที่คอยจะเกี่ยวเสื้ออยู่ตลอดเวลาเชี่ยเอ๊ย… อย่างกับพวกถ้ำมอง!คนหล่อเท่ระดับ โซน คีรินทร์ ต้องมาตกต่ำถึงขั้นมายืนย่อตัวหลบหลังต้นตะเคียนกลางป่าแบบนี้เลยเหรอวะ!?“ในกระทู้บอกให้จุดรอบ ๆ มึงปักเทียนก่อนฝั่งนั้น เดี๋ยวฝั่งนี้กูช่วยปัก แล้วค่อยไล่จุดทีเดียว”“เออๆ ชาแนล มึงส่องไฟต่ำลงหน่อยดิ๊!”“อีเค้ก หลอนกว่าบึงอีก!!”แม่ง… ทำอะไรกันวะ!?ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ก
วันเสาร์…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา09:44 | ตึกคณะนิเทศฯเมื่อวันเสาร์มาเยือน…แน่นอนว่าขนมเค้กก็ต้องสะเทือนอีกตามเคยตอนนี้ฉันกำลังก้าวฉับๆ ไปที่ห้องสตูฯ 004 ตามนัดประชุมของเพิร์ธ ในชุดเซ็ตสีเขียวมะกอกโทนพิสตาชิโอที่แค่สวมอยู่บนตัวก็เหมือนมีป้ายของแพงลอยอยู่เหนือหัวกระดุมทองเรียงกลางตัวสะท้อนแสงบ่ายจากกระจกอาคาร ส่วนชายเสื้อครอปที่ปลิวตามลมเบา ๆ ก็ช่วยเผยเอวบอบบางแค่นิด ๆ พอกรุบกริบผมยาวสลวยที่ดูแลมาอย่างดีถูกปล่อยลงถึงเอว กับรองเท้าส้นตึกที่ช่วยเสริมลุคให้ดูสูงโปร่งขึ้นอีกนิดเรียกได้ว่าสวย เริ่ด ไฮแฟชึ่น สมกับเป็นขนมเค้กเวอร์ชันพร้อมลุยงาน!แต่หัวใจดวงน้อยดันลอยไปอยู่ที่…เจดีย์เลือดบ้า ๆ นั่นแทน!อุตส่าห์เลือกชุดสีเขียว เพราะไม่อยากคิดถึงอะไรแดง ๆ แล้วเชียว งานวิจัยยังบอกเลยนะ ว่าสีเขียวช่วยให้ใจสงบ…แต่ไม่ช่วยเลย!!ในหัวมีแต่คำว่า เลือด! เลือด! เลือด! เต็มไปหมด!!เมื่อคืนก็ไม่ต้องพูดถึง…ฉันนอนพลิกไปพลิกมาแทบทั้งคืนตามสเต็ปประจำวันเสาร์แต่คราวนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องช็อปของอลังการเหมือนตอนลงบึง ของที่เตรียมมีแค่ เทียนไข ไฟแช็ก สำลีหนึ่งห่อ แอลกอฮอล์ล้างแผล แล้วก็…มีดกันคิ้วตอนแรกฉัน
ผมโน้มเข้าใกล้ช้า ๆ ปลายนิ้วแตะท้ายทอยเธอเบา ๆ รั้งให้หันกลับมา“ทำอะไรของนาย!” เสียงหวานหลุดออกมาทันทีที่ถูกดึงเข้าใกล้ น้ำเสียงหงุดหงิดปนตกใจ แต่ตานี่…เขียวปั๊ดเลย“…” ผมไม่ตอบ แค่ปล่อยให้สายตาไล่ตามริมฝีปากที่ขยับพูดนั่น“อย่ามาจับ!”แม่ง… เหวี่ยงชิบ!“…อยากจูบ”“อะ…อะไรของนาย! วันนี้ก็จูบไปแล้วไง!”เธอรีบเบือนหน้าหนีทันที แต่ยังไม่ทันจะได้พ้นระยะ มือหนาของผมก็รั้งท้ายทอยเธอไว้แน่นกว่าเดิม ดวงตากลมโตนั่นเบิกกว้างขึ้นเมื่อผมโน้มตัวเข้าใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซน“ไม่ใช่จูบแบบนั้น…” ผมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เสียงต่ำลงช้า ๆ“หมายถึง… จูบแบบ จูบจริง ๆ”“ก็ไปจูบกับคนอื่นสิ! ฉันไม่ถือ!” ยัยนี่ยกมือกอดอก พูดหน้าตาเฉยทั้งที่ยังโดนผมจับท้ายทอยไว้อยู่“ในดีลก็ไม่ได้ห้ามให้นายไปจ้ำจี้หรือจูบกับใครสักหน่อยนี่!”“จ้ำจี้?” ผมทวนคำนั้นพลางเลิกคิ้ว ถ้าหลุดมาจากปากผู้หญิงคนอื่นคงเฉยๆ แต่พอออกจากปากยัยนี่ที่เชิดหน้าพูด บอกเลย… โคตรพิลึก“ก็ใช่น่ะสิ! จะไปทำกับใครก็เชิญเลย!”“ฉันไม่เคยจูบใคร” ผมพูดเรียบ ๆ แต่แววตายังจับอยู่ที่ริมฝีปากชมพูนั่นไม่ละ“เธอมาขโมยจูบก่อน… ก็ต้องรับผิดชอบสิ”“โอ๊ย! ใ
ฉันยังใจสั่นไม่หายตั้งแต่ฟังเรื่องสยองนั่น บอกตัวเองว่า ‘ไม่กลัว ๆ’ ไปเป็นร้อยล้านรอบ แต่ในหัวเจ้ากรรมกลับดันจินตนาการภาพผู้หญิงอมเทียนนั่งขดตัวหัวโขกผนังไห น้ำตาไหลเป็นเลือดไม่หยุดไม่หย่อนขึ้นมาซะอย่างนั้น!สุดท้ายเลยแย่งบทโชเฟอร์ แล้วเหยียบคันเร่งพาน้องสเตลล่าพุ่งกลับมหา’ลัยแทบจะล้อไม่ติดพื้นไม่ดงไม่ดูมันแล้ว! เจดีย์บ้าอะไรนั่น!! เอาเวลาไปมาส์กหน้ายังดีซะกว่า!!แต่ฮืออ… ยังไงวันเสาร์ก็ต้องไปอยู่ดีนี่สิครั้งที่แล้วเกือบถูกดึงลงบึง ครั้งนี้ถ้าโดนดึงลงไหจะหนียังไงล่ะ ขนมเค้กก็กลัวเป็นนะ!ฉันจอดเจ้าสเตลล่าไว้ตรงที่ประจำในลานจอดใต้ตึกคณะ สองเพื่อนเลิฟแยกย้ายกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ฉันคนเดียวที่ต้องนั่งแกร่วอยู่ในรถเพื่อรอชายหนุ่มผู้มีหน้าที่… จุมพิตโว้ย! อย่างกับเป็นสโนว์ไวท์ ถ้าไม่โดนจูบก็ต้องตาย!ต่างกันแค่อย่างเดียวที่ฉันไม่มีเจ้าชายสุดเพอร์เฟ็กต์! มีแต่ไอ้คนกวนประสาทหลงตัวเองนั่นแหละ! น่าหงุดหงิดที่สุดเลย!ยังไม่ทันขาดคำ ร่างสูงที่ฉันกำลังบ่นถึงก็เดินออกมาจากตึกคณะพอดีเขายกมือเสยผมเหมือนทุกที แต่วันนี้กลับดูอึน ๆ แปลกไปนิด ไม่ได้ยักคิ้วหรือทำหน้าชื่นมื่นอย่างเคย แค่เดินมาห
KANOMCAKE TALK—14:12 | วันพฤหัสฯหลังวันประชุมโปรเจกต์ที่แสนจะประสาทเสียวันนั้น ทุกอย่างก็ยังนิ่งสนิทเหมือนน้ำในบึงลูนา ไม่มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเลยนอกจากไลน์กลุ่มที่เพิร์ธสร้างไว้ ชื่อโคตรจะเรียบว่า Valen tourมีอยู่แค่ข้อความเดียวที่เขาพิมพ์หลังประชุมว่า ‘ขอเคลียร์โปรเจกต์เก่าก่อนนะครับ นัดประชุมอีกทีวันเสาร์ สิบโมง ที่ห้องสตูฯ004’ ก็ห้องเดียวกับที่ฉันเคยไปหาโซนนั่นแหละจากนั้นทั้งทีมก็หมกตัวอยู่ในนั้นกันหมด ทำให้จากที่ปกติฉันต้องเป็นฝ่ายขึ้นไปจูบเขาถึงถิ่น คราวนี้เลยต้องเปลี่ยนมานั่งรอให้หมอนั่นลงมาเสิร์ฟจูบเหมือนบ๋อยเสิร์ฟอาหาร อยู่ในน้องสเตลล่ารถหรูสุดที่รักของฉันที่ลานจอดคณะทุกเย็นแทนซึ่งขอบอกเลยว่า… โคตรทุเรศ!แต่ก็เริ่มทำใจได้แล้ว…ซะที่ไหนกันล่ะ! หงุดหงิดกับคำสาปบ้านี่จะตายชักอยู่แล้วนะ!!ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ฉันกับสองเพื่อนสุดเลิฟกำลังมุ่งหน้าไปเจดีย์เลือดฝังตามพิกัดที่จีนส์ปักไว้ใน GPS โดยมีมันเองนั่นแหละรับบทเป็นโชเฟอร์ของวันนี้แต่เจ้าตัวดันเลี้ยวผิดทางไปหกเจ็ดรอบเต็ม ๆ กว่าจะขับเข้ามาถูก ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะทางมันอย่างกับเขาวงกตพอเริ่มขับลึกเข้ามา ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเ
KANOMCAKE TALKS—วันถัดมา…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา12:48 | ห้องประชุมหลังเรียนคลาสเช้าเสร็จ ฉันก็แยกกับชาแนลและจีนส์เพื่อมาประชุมกับทีมงานโปรเจกต์ Valentira Campus Tour ตามที่อาจารย์นัดไว้มือเล็กผลักประตูห้องเข้าไปเบา ๆ แกร๊ก—แล้วก็เท่านั้นแหละ… ขาเจ้ากรรมถึงกับชะงักคาที่โต๊ะประชุมยาวกลางห้องมีอาจารย์สองคนกับนักศึกษาชายสี่คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว และใช่ค่ะ… หนึ่งในนั้นคือ หมอนั่น!สายตาคมกริบคู่นั้นเหลือบมามองฉันช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก เขาดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดที่เห็นฉันโผล่มา แถมสีหน้ายังชื่นมื่นเหมือนคนเพิ่งถูกหวยตรงกับทะเบียนรถตัวเองเมื่อเช้าอีกต่างหากมานั่งทำบ้าอะไรที่นี่วะ!?“อ๊ะ มาพอดีเลย คุณขนมเค้ก”เสียงอาจารย์ผู้หญิงดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบหันกลับไป ยกมือไหว้อาจารย์ทั้งสองแทบไม่ทัน“เชิญนั่งก่อนค่ะ อันนี้ทีมโปรดักชัน จะได้ทำความรู้จักกันไว้”ทีมโปรดักชัน…!?ฉันเหลือบตาไปมองอีกที พอเห็นหน้าหมอนั่นก็ถึงกับต้องกัดปากแน่นยังมีหน้ามายักคิ้วให้ฉันหนึ่งทีอีก! ดูจากท่าทางก็รู้เลยว่ารู้อยู่แล้วแน่ ๆ! นี่มันตั้งใจกวนประสาทกันสุดชีวิต!โอ๊ย… แค่เจอทุกเย็นก็จะเป็นบ้า! แบบนี้ต้องเจอบ่
วันเสาร์ที่บอกว่ายอมลงบึงสิบรอบยังดีซะกว่า…ฉันขอถอนคำพูดนั้นคืนทั้งหมด!เมื่อคืนทั้งคืนฉันแทบไม่ได้ข่มตาหลับเลยสักวินาทีเดียว ภาพบึงลูนาบ้า ๆ นั่นมันวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อนแค่พยายามจะหลับตา ภาพน้ำสีเขียวขุ่นข้นสภาพเหมือนแกงจืดบูดค้างปีที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นใสแจ๋วก็ผุดขึ้นมาซ้ำๆ พร้อม
16:22 | ตึกคณะนิเทศศาสตร์ได้ฟังเรื่องของยายจำปีมา ถึงจะน่ากลัวจนขนลุกก็เถอะ…แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็หมดข้อสงสัยไปหนึ่งเรื่อง ว่าทำไมตำรานั่นถึง “โชว์ของ” ให้ดูไม่หยุดทั้งการล็อกหน้าที่เหลือไม่ให้เปิดล่วงหน้า ทั้งข้อความที่มีแค่ฉันที่เห็น หรือข้อมูลสถานที่ที่เปลี่ยนไปมาได้เองเฉยๆ ...ถ้างั้นก็แปลว่าท
วันต่อมา…15:35 | ห้าง SOLENE Mallหลังจากเมื่อวานไปเจอบึงลูนาสุดสะพรึงมาเต็มตา ฉันยังตัดสินไม่ได้เลยว่า ผี กับ แบคทีเรียในน้ำ อะไรน่ากลัวกว่ากันแค่คิดถึงกลิ่นโคลนสาบๆ กับน้ำสีเขียวขุ่นเข้มเหมือนแกงบูดนั่น ก็อยากกลืนแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อนลงบึงแล้วด้วยซ้ำ!แต่ทำไม่ได้…เพราะงั้นหลังเรียนคลาสเช้าเสร็
กราบสวัสดีคุณรี้ดที่น่ารักทุกท่านค่าา! 🙏🏻ได้ฤกษ์เปิดผลงานของ ‘ซอเบรี่’ แล้ว 💕เรื่องนี้เป็นแนว เหนือธรรมชาติ × คอมเมดี้ × โรแมนติกฟีลกู๊ด (จะพยายามกู๊ด แฮร่)พระเอกสายแบดบอย × นางเอกตัวท็อปมหา’ ลัยสองคนที่มั่นหน้าใส่กันระดับล้าน! โบ๊ะบ๊ะกันจนแทบไม่เหลือฟอร์ม แต่รับประกันครบรสแน่นอน 👻✨🩸 แนะน







