เข้าสู่ระบบ57 2-2
ตอนที่ 113 หวังหลิวถูกจับกุม!
ภายหลังเซ็นสัญญาได้ธุรกิจมาครอบครองแล้ว อู๋ซิ่วเหลียนก็รีบตรงดิ่งกลับบ้าน และได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลินเสวี่ยฟัง และเมื่อหลินเสวี่ยได้รู้ว่า การขายชานมไข่มุกสามารถทำกำไรได้มหาศาลเพียงใด เธอก็ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนทันที ไม่ขอเรียนซ้ำชั้นเพื่อไปสอบมหาวิทยาลัยอะไรนั่นให้เสียเวลาอีกต่อไป และออกมาช่วยผู้เป็นแม่ขายชานมไข่มุกด้วยกัน
อู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยสองแม่ลูกช่วยกันตั้งร้านขายชานมไข่มุกอย่างขยันขันแข็ง เนื่องด้วยกระแสความนิยมของชานมรสชาติใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ส่งผลให้พวกเธอทำเงินไปกว่าหลายร้อยหยวนต่อวัน
ทางด้านหวังหลิวที่เห็นผลประกอบการของร้านอู๋ซิ่วเหลียนพุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่ เขาก็เกิดความอิจฉาตาร้อนขึ้นทันที มีหลายต่อหลายครั้งที่เขากับภรรยาพยายามเดินไปตีสนิทสร้างมิตรไมตรีด้วย แต่กลับถูกไล่ตะเพิดคว้าน้ำเหลวออกมาทุกครั้งไป
วินาทีนั้นเอง หวังหลิวเพิ่งจะรู้สึกตัวคิดได้ว่า ตนเลือกใช้คนผิดอย่างมหันต์ มาถึงตอนนี้ก็ได้แต่เสียใจกับการตัดสินใจเข้าหาพวกตั๊กแตนสูบเลือดสูบเนื้ออย่างคนตระกูลหลิน พวกมันเอาทุกทางชนิดที่ว่าไม่เปิดช่องโอกาสให้คนอื่นทำมาหากินได้เลย!
ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด หวังหลิวไม่มีทางเลือกอื่นอีก นอกจากต้องยอมลดราคาสินค้าเพื่อประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม
จากราคาเดิมหวังหลิวกัดฟันลดลงเหลือเพียงแค่ 80เจียวต่อแก้ว แม้ส่วนต่างกำไรจะลดลงจนแทบเข้าเนื้อ แต่แน่นอนว่าผลที่ตามมาก็คือยอดขายที่พุ่งทะยานสูงขึ้นทันตาเห็น
อู๋ซิ่วเหลียนเป็นพวกไม่มีหัวด้านธุรกิจ แค่เห็นอีกฝ่ายขายถูกกว่า เธอจะยอมได้อย่างไรกัน? เธอจึงลดราคาชานมของตัวเองลงในทันที เหลือเพียงแก้วละ70เจียวเท่านั้น!
หวังหลิวกัดฟันกรอดไม่ขอยอมทน ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่หลินจิงซูหวาดกลัวและปฏิเสธมาโดยตลอดก็คือ การลงแข่งขันในศึกสงครามราคากับเขา ส่งผลให้วัฏจักรการค้าขายเครื่องดื่มประเภทนี้ถูกยืดชีวิตให้ยาวออกไป แต่ทว่าอู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยนั้นแตกต่างกัน พวกเธอไร้ซึ่งความรอบคอบอย่างสิ้นเชิง คิดแต่จะหากำไรตรงหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่เคยมองถึงผลลัพธ์ในระยะยาวแม้แต่น้อย
และในศึกครั้งนี้ เป็นฝ่ายหวังหลิวที่ต้องพ่ายแพ้ก่อน
หวังหลิวตระหนักได้ว่า หากยังฝืนลดราคาสินค้าไปมากกว่านี้ สุดท้ายเขาจะไม่เหลือกำไรอะไรเลย เขาเริ่มเสาะหาวิธีการอื่นเพื่อขยายส่วนต่างเป็นกำไร และวิธีที่เขาทำก็คือการลดต้นทุนในการผลิตต่อวัน โดยการใส่สารกันบูดลงไปในชานมและยืดอายุให้ได้นานที่สุด ทว่าสิ่งที่ตามมากลับเป็นฝันร้ายครั้งใหญ่ของเขา เพราะเริ่มมีลูกค้าบางคนท้องเสียและอาเจียนอย่างหนักหลังจากที่ได้ดื่มชานมจากร้านเขา
หวังหลิวก็ถูกตำรวจจับกุมตัวไปสอบสวนทันทีในวันรุ่งขึ้น
ภายหลังที่ได้รับการปล่อยตัวและกลับมาที่ร้าน ก็มีคนบ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งกำลังทุบตีรถเข็นของเขาจนมีสภาพบุบยับ
ชายวัยกลางคนที่เป็นแกนนำกลุ่ม หันไม้หน้าสามชี้เข้าใส่หลีหลี่ที่กำลังนั่งสั่นอยู่บนพื้นด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับสบถด่าสาปแช่งด้วยความเคียดแค้นว่า
“ลูกสาวของฉันซื้อชานมไข่มุกจากร้านไร้จรรยาบรรณของแก จนตอนนี้ท้องเสียอย่างหนักต้องเข้าโรงพยาบาล! พี่น้องทั้งหลาย ช่วยกันทุบร้านของมันให้พังไม่เหลือซากเลยดีกว่า!”
“หึ! ไอ้พวกพ่อค้าแม่ค้าประเภทนี้นี่มันขยะสังคมจริงๆ! ขอแค่ให้ได้เงิน พวกมันถึงกับยอมใช้วิธีสกปรกทุกอย่าง!”
“ไอ้เวรเอ๊ย! ทำลายให้หมด! อย่าให้พวกมันได้ผุดได้เกิดในสังคมเราอีกเลย!!”
หลังจบประโยคนั้น กลุ่มคนคลั่งก็เริ่มพากันทุบข้าวของต่างๆที่ใช้ทำมาหากินของหวังหลิวกันอย่างดุเดือด หลีหลี่ที่พยายามแทรกตัวเข้าห้ามปราม แต่กลับถูกลูกหลงโดนฟาดจนล้มหัวคะมำกลิ้งไปกับพื้น
เธอร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจ ตะโกนลั่นร้องขอทั้งน้ำตาว่า
“ฮือออ…ฉันไหว้ล่ะจ้ะ! หยุดทุบเถอะนะ! อย่าทำแบบนี้กันเลยขอร้อง! นั่นเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่เราสองผัวเมียเหลืออยู่! พวกเราขายต้องทุกอย่างแม้กระทั่งบ้านที่ใช้ซุกหัวนอน เพื่อนำเงินมาลงทุนกับธุรกิจเล็กๆนี่! ฮือออ…อย่าทำลายชีวิตกันเลยนะ! พวกฉันหมดตัวไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ฮืออ…ฮือออ…ฉันไหว้ล่ะนะ! หยุดซะทีเถอะ!!”
หลีหลี่คุกเข่าพนมมือไหว้และก้มศีรษะจรดติดพื้นดิน กราบกรานขอความเมตตา หวังให้คนเหล่านี้หยุดเสียที แต่ไม่ว่าอย่างไร กลับไม่มีใครสักคนที่รู้สึกเห็นใจหรือสงสารเธอเลยแม้แต่น้อย และยังคงหวดกระหน่ำใส่เครื่องมือทำมาหากินของสองสามีภรรยาต่อไป หนึ่งในนั้นหันมาพูดกับเธอที่กำลังคุกเข่ากราบเท้าว่า
“ทุบให้หมด! ทุบอย่าให้เหลือ! คิดว่าตัวเองฉิบหายอยู่คนเดียวรึไง! คนอื่นเขาต้องมาซวยเพราะพ่อค้าแม่ค้าไร้จรรยาบรรณอย่างพวกแก! ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเสียโอกาสที่ต้องหยุดพักงาน! มีแต่เสียกับเสีย! พวกเราเองก็หมดตัวไม่ต่างจากแกนั่นแหละ!”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น หลีหลี่ก็ถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือด แทบเป็นลมสิ้นสติอยู่ตรงนั้น
มันจบแล้ว! ทุกอย่างมันจบแล้ว!!
ฝั่งครอบครัวของหวังหลิวถือได้ว่าดวงซวยล้มละลายหมดตัวแตกต่างจากพวกคนตระกูลหลินที่มีแต่เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน! นับตั้งแต่ที่ไร้คู่แข่งตัวฉกาจอย่างหวังหลิวไป แผงร้านค้าของอู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยก็กลายมาเป็นเพียงแห่งเดียวที่เปิดขายชานมไข่มุกบนถนนสายนี้ ความมั่งคั่งร่ำรวยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมของพวกเธอแล้ว!
อู๋ซิ่วเหลียนร้องเล่นฮัมเพลงอย่างมีความสุดทุกวันที่กลับถึงบ้าน และนับตั้งแต่ที่เริ่มเปิดแผงขายชานมไข่มุก เธอก็เริ่มขี้เกียจไม่ใส่ใจกับงานบ้านอีกต่อไป อาหารมื้อเย็นที่ต้องเตรียมไว้ให้หลินชิงอี้ทุกวัน ก็ทำบ้างไม่ทำบ้างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเธอ
หลายวันมานี้ ทุกครั้งที่กลับบ้าน หลินชิงอี้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ทานข้าวสวยร้อนๆด้วยซ้ำ ไม่เปิดจากฝาชีกินอาหารเหลือค้างจากเมื่อวาน ก็ต้องออกไปซื้อกินข้างทางแทน และในที่สุดเขาก็เหลืออด ต้องเดินไปบอกกับอู๋ซิ่วเหลียนด้วยความหงุดหงิดใจว่า
“เดี๋ยวนี้ออกไปทำอะไรตั้งแต่เช้า กลับมาก็ดึกๆดื่นๆแทบทุกวัน? แค่ข้าวเย็นยังเตรียมไว้ร้อนๆให้ไม่ได้! ฉันนี่มันซวยจริงๆ! ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่หย่ากับเสวี่ยเหม่ยตั้งแต่แรกก็ดี!”
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา อู๋ซิ่วเหลียนสามารถสร้างรายได้จากการขายชานมไข่มุกได้มากกว่าที่หลินชิงอี้ทำงานตลอดทั้งเดือน สถานการณ์ภายในบ้านหลังนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อู๋ซิ่วเหลียนในปัจจุบันย่อมไม่เห็นหัวอีกฝ่ายเป็นธรรมดา
“บ่นได้ก็บ่นไปเถอะ ถ้าคิดถึงจนทนไม่ไหวก็แค่กลับไปหามัน! ช่วงนี้ฉันเองก็ยุ่งตลอดทั้งวัน ไม่มีเวลามานั่งทำอาหารให้คนอย่างคุณหรอก! ก้มหน้าก้มตาทำงานลำบากแบบนี้ต่อไปจนตายเถอะ! เงินเดือนของคุณทั้งเดือนยังไม่เท่ากับรายของฉันหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำ! อ่อ! ฉันลืมบอกไป คุณเคยได้ยินเรื่องร้านชานมไข่มุกที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่ารึเปล่า? นั่นน่ะเป็นร้านของฉันเอง! ความจริงแล้ว…ควรจะเป็นคุณมากกว่าที่ต้องทำอาหารไว้รอรับฉันตอนเย็น!”
หน้าตาและศักดิ์ศรีของเขาถูกอู๋ซิ่วเหลียนบดขยี้ย่ำยี่จนไม่เหลือชิ้นดี หลินชิงอี้โกรธจัดจนพูดไม่ออกอยู่เป็นเวลานาน
“ตอนนี้ไม่มีใครขอให้คุณออกไปทำงานหาเงินแล้วล่ะ งั้นลองฝึกทำงานบ้านดูดีมั้ยล? เผื่อว่าจะพอมีประโยชน์ขึ้นบ้าง?”
อู๋ซิ่วเหลียนหัวเราะคิกคักไม่มีท่าทีหวั่นเกรงเหมือนในอดีตอีก
หลินชิงอี้หน้าดำทะมึนเป็นก้นหม้อไหม้ กัดฟันตอบกลับอย่างเย็นชา
“ครอบครัวของเราลำบากจนไม่มีจะกินแล้วรึไง ถึงต้องกระเสือกกระสนออกไปหาเงินเพิ่มอีกทาง?”
“จุ๊จุ๊ แค่เศษเงินไม่กี่ร้อยหยวนของคุณ มันไม่พอเช็ดเท้าด้วยซ้ำ! ถ้าขายชานมไข่มุกไปอีกสักระยะ ฉันกับลูกตั้งใจว่าจะหาซื้อบ้านเล็กๆสองชั้นในตัวเมืองสักหลัง ถึงเวลานั้นพวกเราก็คงจะย้ายออกไปจากที่นี่ เพราะไม่อยากรบกวนคนแถวนี้ที่ดีแค่ปากแต่ไร้น้ำยา!”
อู๋ซิ่วเหลียนตั้งใจไว้แล้วว่าจะย้ายจากบ้านหลังนี้ทันทีที่มีเงิน เพราะเธอเบื่อหน่ายผู้ชายอย่างหลินชิงอี้ที่ไม่เคยทำอะไรได้แบบที่พูดสักอย่าง อีกทั้งป้าผางและคนอื่นๆ ต่างก็ชอบจับกลุ่มนินทาเธอกับลูกสาวทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น ไม่เว้นกระทั่งวันหยุด!
นังพวกนี้ชอบดูถูกกันนักใช่มั้ย? ได้! สักวันฉันจะกลับมาพร้อมความร่ำรวยมั่งคั่ง ฉันจะกลับมาเพื่อเยาะเย้ยถากถางพวกแกโดยเฉพาะ!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







