เข้าสู่ระบบ37 2-2
ตอนที่ 73 ค่าชดเชยสำหรับการหย่า (2)
ได้ยินเช่นนั้นอู๋ซิ่วเหลียนก็เป็นอันเข้าใจ ปรากฏว่าติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูกำลังฝันหวานวางแผนแบบนี้อยู่นั่นเอง
เธอจึงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของสองแม่ลูกคู่นี้ต่อไปอย่างเงียบๆ
เมื่อได้ยินแบบนั้น ย่าอู๋ก็เริ่มโวยวายขึ้นอีกครั้ง
“ค่าชดเชยสำหรับการหย่าร้าง?” ร้องอุทานทวนคำพูดประโยคนี้ เธอก็ยิ่งเดือดดาลสุดขีด ตะโกนด่าสาปแช่งเสียงดังลั่นว่า
“นังชาติชั่ว! พวกแกสองตัวอย่าคิดแม้แต่จะแตะต้องเงินตระกูลหลินของฉันเลย! หลังจากที่หย่าเสร็จก็ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ! ที่นี่เป็นทรัพย์สินของตระกูลหลิน พวกแกไม่เกี่ยวข้องอะไรตระกูลหลินอีกต่อไป!!”
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายล้วนมาถึงทางตัน หลินชิงอี้ก็รีบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว
เขาเพิ่งเสร็จจากการพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกับป้าผางและคนอื่นๆ เห็นว่าทุกอย่างล้วนไปได้สวย และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดั่งที่ใจคิด เขาก็รู้สึกโล่งอกและเตรียมจะไปเจรจากับหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยต่อเป็นลำดับถัดมา แต่ใครจะไปคาดคิดว่า นังผู้หญิงโง่ไร้สมองอย่างอู๋ซิ่วเหลียนจะบุกมาก่อปัญหาที่นี่ มิหนำซ้ำยังชักชวนย่าอู๋ให้มาสร้างเรื่องตีฟองให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก!
หลินชิงอี้หน้าถอดสีไม่ต่างจากแผ่นกระดาษขาว รีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามขวางกั้นระหว่างกลางไว้ทันที และหันไปพูดกับย่าอู๋ว่า
“แม่พอได้แล้ว! ทั้งแม่ทั้งซิ่วเหลียนกลับบ้านไปก่อนไป เดี๋ยวผมจะอยู่จัดการต่อตรงนี้เอง!”
แน่นอน ย่าอู๋ย่อมไม่เต็มใจจากไปโดยง่าย ยืนชี้หน้าติงเสวี่ยเหม่ยพร้อมหันไปฟ้องลูกชายว่า
“ชิงอี้ แกรู้ไหมว่านังติงเสวี่ยเหม่ยมันพูดอะไรเมื่อกี้? มันบอกว่าต้องการเงินค่าชดเชยสำหรับการหย่า! คนที่ต้องการหย่าร้างอย่างมันมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องค่าชดเชย? นังโง่! อย่ามั่นอกมั่นใจให้มันมากนัก!!”
หลินชิงอี้พูดไม่ออก เขารู้เกี่ยวกับแผนการที่หลินจิงซูกับติงเสวี่ยเหม่ยวางเอาไว้อยู่แล้ว และก็รู้ด้วยว่า ช่วงเวลานี้ตนเองกำลังจะถูกแผนการดังกล่าวเล่นงาน
บัดซบสิ้นดี! เขาเคยคิดมาเสมอว่า ติงเสวี่ยเหม่ยนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเขามาโดยตลอด แต่ที่ไหนได้ กลับเป็นเขาเองที่ตกหลุมพรางของสองแม่ลูกคู่นี้ตั้งแต่แรก!
หลินชิงอี้บอกกับย่าอู๋ว่า
“เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้เอง แม่กลับบ้านไปพักพร้อมกับซิ่วเหลียนเถอะ”
เห็นว่าสีหน้าท่าทางของลูกชายค่อนข้างจริงจังกับเรื่องนี้พอควร ย่าอู๋จึงได้พยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วกลืนความคิดและคำด่าทั้งหมดลงลำคอลงไป
ในเมื่อสถานการณ์พัฒนามาในทิศทางนี้ อู๋ซิ่วเหลียนเองก็ตระหนักเช่นกันว่า หากปล่อยให้ย่าอู๋อยู่ตรงนี้ต่อไป ก็สักแต่จะสร้างความวุ่นวาย เรื่องการหย่าร้างอาจตกลงกันไม่ได้เสียที คิดได้เช่นนั้นเธอจึงรีบพาหญิงชราออกจากที่เกิดเหตุไป
สองคนจากไป ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่คนสามคนภายในบ้าน
หลินชิงอี้เหลือบมองไปทางติงเสวี่ยเหม่ย ก่อนจะตัดสลับมายังหลินจิงซูและพูดกับเธอว่า
“จิงซู ฉันเป็นพ่อของแกนะ ทำไมต้องสร้างปัญหาให้มันวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ด้วย? ในอนาคตเกิดแม่ของแกหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นจริงๆจะทำยังไง? คิดว่าแกจะมีชีวิตดีๆอย่างที่เป็นอยู่เหมือนในตอนนี้เหรอ? ไม่อยากมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเพื่อนๆงั้นเหรอ?”
ภายในใจของหลินจิงซูแอบรู้สึกเหลือเชื่อกับความหน้าด้านไร้ยางอายของหลินชิงอี้ กระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังกล้าพยายามพูดจาโน้มน้าวจิตใจกันอยู่ได้? นี่มันโง่รึเปล่า?
หรือจวบจนวินาทีสุดท้าย หลินชิงอี้ก็ยังไม่กล้าจะปักใจเชื่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด ที่แท้แล้วจะเป็นลูกสาวของตัวเองจริงๆ?
สิ่งเดียวที่หลินจิงซูมอบให้แก่ผู้เป็นพ่อในตอนนี้มีเพียงความเย็นชาและห่างเหินเท่านั้น
“เรื่องที่หนูอยากฟังมีแค่ค่าชดเชยค่ะ”
เห็นว่าสองแม่ลูกนี้โง่เขลาเกินบรรยาย หลินชิงอี้เองก็หมดความอดทนแล้วเช่นกัน สีหน้าน้ำเสียงของเขาผันเปลี่ยนกลายเป็นเย็นยะเยือกทันที
“ต้องการเท่าไหร่ล่ะ?”
“เราต้องการบ้านหลังนี้กับเงินอีกจำนวน800หยวน”
“แกพูดว่าอะไรนะ?”
หลินชิงอี้ไม่แม้แต่จะคาดคิดว่าหลินจิงซูจะกล้าเรียกร้องบ้านทั้งหลัง!! ปฏิกิริยาแรกสุดของเขาคือหันไปมองหน้าติงเสวี่ยเหม่ยอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขึ้นเสียงด้วยความโมโหว่า
“นี่เป็นความคิดของคุณใช่มั้ย?”
ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ติงเสวี่ยเหม่ยจึงได้พยักหน้ารับแทนโดยแทบไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
“ใช่”
“เสวี่ยเหม่ย ผมไม่เคยคิดเลยนะว่า สันดานที่แท้จริงของคุณจะเป็นแบบนี้! สุดท้ายที่ผมเห็นก็แค่เปลือก คุณมันรักแต่เงินรักแต่สมบัติ!!”
หลินชิงอี้ช้อนสายตามองอีกฝ่ายขึ้นลงด้วยความดูถูกดูแคลน ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงขยะแขยงว่า
“บ้านหลังนี้พ่อแม่ของผมทิ้งไว้ให้น้องชาย ก็เลยไม่นับว่าเป็นทรัพย์สินของผม คุณไม่สามารถเอามันไปได้”
วี่แววความเศร้าโศกฉายปรากฏขึ้นวูบหนึ่งในดวงตาของติงเสวี่ยเหม่ย ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เธอเคยรักและอยู่กินกับผู้ชายคนนี้มานานนับสิบปี จะให้แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงยาก
“น้องชายคุณก็เสียชีวิตไปแล้ว มิหนำซ้ำอู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยก็ไม่เคยย้ายมาอยู่ที่นี่เลยสักครั้ง จนบ้านหลังนี้มีสภาพทรุดโทรมผุพังเพราะถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน บริเวณโดยรอบก็ไม่มีผู้คนสักชีวิตเดียวอาศัยอยู่ ยิ่งถ้าฤดูหนาวมาถึง ที่นี่ก็ร้างแทบจะกลายเป็นบ้านผีสิง แค่บ้านโทรมๆหลังเดียวยังจะใจจืดใจดำให้กันไม่ได้อีกเหรอ?”
เพื่อประโยชน์ของเธอกับลูกสาว ครั้งนี้ติงเสวี่ยเหม่ยขอกัดไม่ปล่อยเช่นกัน
ขณะที่หลินชิงอี้อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ติงเสวี่ยเหม่ยก็เริ่มร้องไห้ปล่อยโฮออกมา เธอพูดทั้งน้ำตาอีกว่า
“นี่คุณยอมปล่อยให้ที่นี่เป็นบ้านร้าง มากกว่าจะให้ฉันกับจิงซูอยู่อาศัยจริงๆน่ะเหรอ? จิตใจของคุณทำด้วยอะไร? ยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่า? จิงซูเป็นลูกสาวแท้ๆของคุณนะ!!”
“แม่คะ อย่าร้องไห้ไปเลยค่ะ เดี๋ยวเราไปขออาศัยบ้านป้าจางอยู่ก่อนสักระยะก็ได้ สำหรับเรื่องนี้ป้าผางและคนอื่นๆคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่นอน คงไม่มีใครอยากเห็นพวกเราจบชีวิตลงภายใต้ความอยุติธรรมแบบนี้แน่ๆค่ะ”
หลินจิงซูโผเข้าสวมกอดติงเสวี่ยเหม่ยแนบแน่น และเริ่มบีบน้ำตาส่งเสียงร่ำไห้โหยหวนออกมาสุดเสียง สองแม่ลูกประสานเสียงร้องไห้คร่ำครวญกัน ใครได้ยินเข้าล้วนต้องสะเทือนใจไปด้วย
หลินชิงอี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขาทุบกระแทกโต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห
“พอได้แล้ว! หยุดได้แล้ว!! ฉันจะให้เงินชดเชย800หยวน แต่โฉนดที่ดินบ้านหลังนี้เป็นของแม่ฉัน และแม่ไม่มีวันเห็นด้วยอย่างแน่นอน ฉันทำได้แค่ให้อาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น! ถ้ายอมตกลงก็ตามนี้ แต่ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องเอาอะไรติดมือไปเลย!!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล






![ชีวิตนี้ฉันขอชดใช้ ด้วยลมหายใจสุดท้าย [SM] NC25++](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
