Mag-log inนับดาวหญิงสาวผู้ชื่นชอบการปลูกผักออร์แกนิกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างไม่คาดฝันและเมื่อฟื้นขึ้นมาเธอกลับอยู่ในร่างภรรยาของบัณฑิตตกอับในยุคจีนโบราณที่อดยาก และที่สำคัญครอบครัวของสามีเกลียดเธอเข้าไส้!
view moreตอนที่ 1 ทะลุมิติ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านแผ่นพลาสติกกรองแสงลงมาต้องยอดผักคะน้าที่กำลังชูใบอวบอิ่ม ผักสลัดหลากสี ทั้งเรดโอ๊คสีแดงก่ำ กรีนโอ๊คสีเขียวสดใส และบัตเตอร์เฮดใบกลมมน ตั้งเรียงรายอยู่ในรางปลูกอย่างเป็นระเบียบ ระบบน้ำวนที่หล่อเลี้ยงรากผักอยู่ตลอดเวลาทำงานเงียบ ๆ นับดาวที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ผูกผมหางม้า กำลังยกตะกร้าพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีผักสดหลากหลายชนิดใส่ท้ายรถกระบะคู่ใจ “เรียบร้อย!” เธอปัดมือเบา ๆ แล้วขึ้นประจำที่คนขับ วันนี้เธอมีนัดส่งผักให้ร้านอาหารประจำที่สั่งไว้ล่วงหน้า รถกระบะเคลื่อนไปตามถนนลาดยางสองเลนเล็ก ๆ ที่ทอดยาวผ่านป่าและเนินเขา นับดาวฮัมเพลงตามอย่างอารมณ์ดี เธอกำลังคิดถึงแผนการขยายโรงเรือนในเดือนหน้า และลิสต์รายชื่อผักหายากที่ลูกค้าอยากให้ลองปลูกเพิ่ม ทันใดนั้นเสียงแตรที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น นับดาวมองกระจกข้างโดยอัตโนมัติ ภาพที่ปรากฏทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังกำลังขับส่ายไปมาด้วยความเร็วสูง “ไม่นะ!” นับดาวตะโกนลั่น แล้วรีบหักพวงมาลัยหลบลงข้างทางอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้! โครม!!! แต่ก็ไม่ทัน! เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก! รถบรรทุกพุ่งชนท้ายรถกระบะของนับดาวอย่างแรง จนร่างของเธอถูกอัดกระแทกเหวี่ยงไปมาอยู่ในรถ ชิ้นส่วนด้านหน้ารถกระจัดกระจาย เศษกระจกแตกละเอียด ความเจ็บปวดรุนแรงราวกับมีใครเอาค้อนยักษ์มาทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้าวรานไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบจะขาดใจ ภาพทุกอย่างพร่าเลือนจนมองไม่เห็นอะไร เสียงทุกอย่างดับสนิทเหลือเพียงเสียงหวีดหวิวในโสตประสาท ก่อนที่สติของหญิงสาวจะดับวูบลงไปพร้อมกับความมืดมิดที่เข้าครอบงำ ความรู้สึกแรกที่กลับคืนมาคือความเจ็บปวดที่ยังคงฝังลึก... และความสับสน นับดาวลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงสลัว ๆ ที่ส่องเข้ามาในห้องทำให้เธอต้องหรี่ตาลง เธออยู่ที่ไหน? นี่ไม่ใช่รถของเธอ ไม่ใช่แม้แต่ห้องพักในโรงพยาบาล! ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นับดาวตกตะลึง ห้องที่เธออยู่ทำจากไม้ แต่กลับดูหยาบและเก่า เตียงที่เธอนอนอยู่เป็นเพียงไม้กระดานหยาบ ๆ บนเตียงมีผ้าห่มผืนบางคลุมร่างของเธอไว้ นับดาวมองไปรอบ ๆ ตัวเองอย่างงุนงง ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกันแน่? “เจ้าฟื้นแล้วหรือ?” เสียงเย็นชาของชายคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง นับดาวหันไปมอง เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ใบหน้าซีดเซียวแต่คมคาย ดวงตาเรียวเล็กทอประกายความเย็นชาและเจ็บปวดอยู่ในนั้น ชุดผ้าฝ้ายที่เขาสวมใส่แม้จะสีซีดจางมากแล้วแต่ยังสะอาด เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง นับดาวรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาคู่นั้นอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วความทรงจำมากมายก็ทะลักเข้ามาในหัวของนับดาว ภาพชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเกียจคร้าน เอาแต่ใจตัวเอง และยังใจร้ายถึงขนาดทำให้สามีต้องตัดขาดจากครอบครัวเพื่อแยกออกมาใช้ชีวิตกับนางสองคน... ‘หนิงเยียน’ คือชื่อของร่างนี้! นับดาวรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งตัว เมื่อความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหยุดลง นางเงยหน้ามองเหอหยวนอีกครั้ง ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง ใบหน้าซีดเซียวบ่งบอกถึงการขาดสารอาหาร แต่โครงหน้าของเขากลับคมคายราวกับถูกสลักเสลา และดวงตาเรียวเล็กบ่งบอกว่าเป็นคนฉลาดรอบคอบและรักสันโดษ “นี่วิญญาณฉัน…มาอยู่ในร่างผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้จริง ๆ เหรอเนี่ย?” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาไหวระริกเต็มไปด้วยความงุนงง เหอหยวนยังคงยืนอยู่ที่ประตู เขาเพียงแค่เหลือบตามองนางหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม ไม่นานนัก เขากลับเข้ามาพร้อมถ้วยดินเผาเก่า ๆ ในนั้นมีเพียงข้าวต้มจืดสีขุ่นคล้ายจะไม่มีอะไรผสมอยู่เลย เหอหยวนวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้เตี้ย ๆ ที่อยู่ข้างเตียง เสียงกระทบเบา ๆ ทำให้หนิงเยียนสะดุ้งเล็กน้อย นางเบนสายตามองถ้วยนั้น สลับกับมองชายหนุ่มผอมสูงที่ยืนนิ่ง ๆ ข้างเตียง “รีบกินซะ! จะได้มีแรงไปด่ากับนินทาคน” เสียงเขาเย็นเฉียบเหมือนก่อนหน้า แต่คำพูดนั้นกลับทำเอาหนิงเยียนถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง นี่เขาแดกดันเธออยู่รึเปล่า? นางยกถ้วยขึ้นมาดูใกล้ ๆ กลิ่นข้าวต้มจาง ๆ ลอยแตะจมูก นับดาวถึงกับต้องกะพริบตาปริบ ๆ อยู่หลายครั้งกว่าจะเอ่ยออกมา “นี่มัน…ข้าวต้มหรือน้ำข้าวต้มกันแน่เนี่ย” ถึงจะเป็นอย่างนั้นท้องของนางกลับร้องเสียงดังขึ้นมาแทนคำตอบ ทำเอาแก้มร้อนผ่าวทันที หนิงเยียนในอดีตอาจจะปฏิเสธหรือปัดถ้วยน้ำข้าวต้มนี่ทิ้งด้วยซ้ำ แต่นับดาวในร่างนี้กลับทำได้แค่หัวเราะแห้ง ๆ คล้ายว่านางเสียสติไปแล้ว ก่อนจะยกถ้วยน้ำข้าวต้มซดเข้าปาก รสชาติจืด…จืดสนิท...มีเพียงความร้อนอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ เลื่อนผ่านลำคอลงไปสู่กระเพาะที่ไม่ได้กินอะไรเกือบสองวัน ทำเอาเธอคิดถึงผักสด ๆ จากโรงเรือนที่เธอปลูก และคิดถึงอาหารในโลกปัจจุบันที่เธอเพิ่งจากมา… “ไม่อร่อยก็กินไปเถิด อย่างน้อยยังดีกว่าหิวตาย” เหอหยวนพูดเสียงเรียบเหมือนจะอ่านความคิดนางออก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทิ้งให้นางอยู่เพียงลำพังตอนที่ 63 เถ้าแก่เนี้ยผู้มั่งคั่งสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนิงเยียนในตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงหญิงสาวชาวนาธรรมดาอีกต่อไป นางกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ย ชื่อเสียงของนางไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้เท่านั้น หากแต่ขจรขจายไปไกลถึงเมืองหูหนานและเมืองอื่น ๆ ที่ร้านบะหมี่ของนางไปตั้งอยู่ แม้จะร่ำรวยมหาศาลแล้ว แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่เคยลืมกำพืดของตนเอง ชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีที่สวมใส่ยังคงเป็นสีสุภาพ ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าเฉกเช่นภรรยาพ่อค้าเศรษฐีในเมืองหลวง กิจการของนางเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ร้านบะหมี่หลี่ฟู่ ได้ขยายสาขาไปแล้วถึงสิบแห่ง โดยมีเถ้าแก่จินหลงเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญในการบุกเบิกตลาดเมืองใหญ่ และเถ้าแก่หลี่ฟู่ดูแลสาขาแรก ๆ ด้วยความซื่อสัตย์และทุ่มเท ร้านบะหมี่แต่ละแห่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับนางอย่างต่อเนื่อง กิจการไร่นาก็เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กัน หนิงเยียนและเหอหยวนได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีที่นาครอบครองเกือบห้าร้อยกว่าหมู่แล้ว การทำเกษตรแบบหมุนเวียนและสูตรปุ๋ยหมักของหนิงเยียนทำให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพสูงเกินกว่าที่ชาวนาคนอื่น ๆ จะ
ตอนที่ 62 ฉลองวันสิ้นปีเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ทุ่งนาและไร่ต่าง ๆ ในหมู่บ้านชิงสุ่ยก็เข้าสู่ช่วงเวลาพักตัว พื้นดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งและบางครั้งก็มีหิมะโปรยปรายลงมาเบา ๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้เวลาในช่วงนี้อยู่กับบ้านพักผ่อนและดูแลครอบครัว แต่ร้านบะหมี่หลี่ฟู่และร้านที่เมืองหูหนานยังคงเปิดทำการอย่างต่อเนื่อง และความหนาวเย็นทำให้ผู้คนนิยมรับประทานบะหมี่ร้อน ๆ มากขึ้น รายได้จากร้านบะหมี่ในช่วงฤดูหนาวจึงสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเหอหยวนยังคงต้องเดินทางเข้าเมืองทุกเจ็ดวันเพื่อเก็บเงินจากร้านบะหมี่และซื้อของใช้จำเป็นให้กับครอบครัว แม้จะต้องเผชิญกับความหนาวเย็นและหิมะแต่เขาก็ไม่เคยปริปากบ่นเมื่อเทศกาลปีใหม่กำลังจะมาถึง หนิงเยียนกับเหอหยวนตัดสินใจว่าจะไปฉลองวันสิ้นปีที่บ้านใหญ่ในวันสิ้นปีแสงอาทิตย์ยามเช้าทอประกายบนพื้นหิมะ เหอหยวนนำเกวียนลาเทียมคู่ใจมาจอดเทียบหน้าบ้าน เจ้าลาน้อยถูกคลุมด้วยผ้าห่มหนาอย่างดีเพื่อป้องกันความหนาวหนิงเยียนอยู่ในชุดกันหนาวที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม ส่วนเทียนซือถูกห่อหุ้มในชุดกันหนาวสีแดงสดที่หนิงเยียนตั้งใจตัดเย็บให้เป็นพิเศษ เขา
ตอนที่ 61 ฤดูหนาวเช้าวันต่อมา เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง หนิงเยียนตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเพราะอากาศที่เย็นสบาย นางดูแลลูกชายที่เพิ่งตื่นเช่นกัน เปลี่ยนผ้าอ้อมและป้อนนม แล้วส่งต่อให้เหอหยุนช่วยดูแลต่อ ก่อนจะเดินออกมาหน้าบ้าน“ท่านพี่กำลังจะออกไปไร่หรือเจ้าคะ?” หนิงเยียนถามเหอหยวนที่กำลังสวมหมวกสานเหอหยวนหันมามองภรรยาด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้วเยียนเอ๋อร์ มีอะไรจะให้ข้าทำก่อนหรือเปล่า?”“มีเจ้าค่ะ วันนี้ข้าอยากทำผักดองท่านช่วยไปหาซื้อผักจากชาวบ้านมาให้ข้าหน่อยได้ไหม”“ได้สิ! เจ้าจะเอาผักอะไรบ้าง?”“เอาผักกาดขาวมาเยอะหน่อยเจ้าค่ะ...สักห้าสิบจิน ส่วนผักกาดเขียวก็ซื้อมาสักสามสิบจิน เน้นที่ใบหนาๆ หัวใหญ่ๆ ที่ยังไม่เหี่ยว แล้วก็…ถ้าท่านเห็นว่ามีชาวบ้านขายเต้าหู้สดก็ซื้อมาด้วยนะเจ้าคะ”เหอหยวนเลิกคิ้วอย่างสงสัย “เต้าหู้สดหรือเยียนเอ๋อร์? เจ้าจะเอามาทำอะไรหรือ?”“ข้าจะเอามาทำเต้าหู้ยี้เจ้าค่ะ”“เต้าหู้ยี้?” เหอหยวนทวนคำอย่างงงงวย “มันคืออะไรหรือ?...ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”“มันเป็นวิธีถนอมอาหารอย่างหนึ่ง สามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน และรสชาติก็อร่อยมากด้วย! มันเข้ากันได้ดีกับโจ๊กหรือจ
ตอนที่ 60 เตรียมเสบียงเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งเหอเทียนซืออายุได้ห้าเดือน สายลมยามเช้าพัดพาความเย็นยะเยือกมาเตือนว่า ฤดูหนาว กำลังใกล้มาถึงแล้ว สำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว ฤดูหนาวคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่การหาอาหารยากลำบากที่สุด การเตรียมเสบียงให้เพียงพอตลอดฤดูจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกหนิงเยียนร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่แล้ว นางเริ่มกลับมาทำงานบ้านและอาหาร ส่วนเหอหยุนมีหน้าที่แค่ช่วยดูแลเทียนซือเท่านั้น“ท่านพี่” หนิงเยียนเรียกเหอหยวนที่กำลังง่วนอยู่กับการลับมีดสำหรับใช้ในไร่นา “วันนี้ท่านต้องเข้าเมืองไปซื้อของสำคัญหลายอย่างนะเจ้าคะ”“ได้สิเยียนเอ๋อร์ เจ้าสั่งมาเถิด”หนิงเยียนหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กออกมา “ใกล้ฤดูหนาวแล้วเราต้องซื้อเนื้อแห้ง และอาหารแห้ง จำนวนมากมาเก็บกักตุนไว้ ท่านไปที่โรงฆ่าสัตว์เลยนะเจ้าคะ ซื้อเนื้อหมูและเนื้อวัวที่ตากแห้งแล้วมาอย่างละห้าสิบจิน ส่วนพวกปลาแห้งก็ซื้อมาอีกยี่สิบจิน และซื้อถั่วเขียว ถั่วแดง มาเก็บไว้อีกสักหน่อย”เหอหยวนรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น “ได้งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย”หลังจากเหอหยวนเข้าเมืองไปแล้ว หนิงเยียนก็เริ่มจัดการกับเสบียงที่






Rebyu