ANMELDENทางด้านคุกใต้ดินในจวนเหว่ยอ๋องตอนนี้ก็เค้นและสอบปากคำอย่างหนัก นักฆ่าถูกจับมัดเอาไว้บนเสา จากนั้นคนสอบสวนก็นำน้ำเกลือมาราดตัวพวกเขาที่เต็มไปด้วยบาดแผล เสียงร้องออกมาอยากเจ็บปวดและทรมานดังไม่หยุด
“หากเจ้าบอกว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า แต่หากว่าเจ้าคิดว่ายอมตายเสียดีกว่าพูดความจริง ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้เลยว่าเจ้าคิดผิด เพราะคนที่สั่งเจ้าไปสังหารเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ ที่จริงเหว่ยอ๋องก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร คนแรกเสนาบดีกู้ สองคุณชายกู้เว่ยหยาง สามหยวนอ๋อง” จางไห่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นต่อก่อนจะมองนักฆ่าด้วยสายตาเย้ยหยัน “คุณหนูใหญ่สั่งข้ามาบอกพวกเจ้าว่า หากไม่สารภาพผิดก็ให้ฆ่าทิ้งได้ทันทีเพราะอย่างไร เหว่ยอ๋องก็เตรียมจะจับเสนาบดีกู้และคนที่ร่วมมืออยู่แล้ว” สองนักฆ่าเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีดเผือด ท่านอ๋องรู้แล้วว่าท่านเสนากู้เป็นคนบงการ ถ้าเช่นนั้นปกป้องไปก็ไร้ประโยชน์ “หากข้าสารภาพท่านจะไว้ชีวิตข้าหรือไม่?” “แน่นอนว่าต้องไว้ชีวิต แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์ออกจากคุกเพราะโทษฐานทำร้ายเชื้อพระวงศ์โทษคือประหารชีวิตเจ้าเข้าใจหรือไม่?” พวกเขาพยักหน้าอย่างปลงตก ก่อนจะตัดสินใจสารภาพความจริงออกมา “เป็นท่านเสนากู้และบุตรชายขอรับ” จางไห่ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะยกดาบมาฟัดฉับไปที่ลำคอของพวกเขาจนขาดกระเด็นทั้งสองคน จางไห่แสยะยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปเตะหัวของนักฆ่ากระเด็นไปกระแทกฝาผนังดังพลัก! เจ้าพวกชั่ว! ข่าวการตายของคุณหนูตระกูลลู่ดังไปทั่วเมือง ผู้คนตกใจและใจหายที่ได้รับรู้ข่าวนี้ จู่ ๆ คุณหนูรองและคุณหนูสี่ว่าที่พระชายาก็นอนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอหลวงมาตรวจไม่พบสิ่งใดผิดปกติเรื่องนี้แปลกเกินไปแล้ว ผู้คนต่างพูดคุยกันไม่หยุด คนที่รู้จักก็ต่างมาคารวะศพที่จวนด้วยความไว้อาลัยและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ณ ห้องทรงอักษร ยามนี้ไทเฮาและฮองเฮารับฟังเรื่องราวจากองค์รัชทายาทด้วยสีหน้าตกใจ เป็นท่านหญิงกับน้องสาวของนางที่วางยาพิษคุณหนูลู่ ฮองเฮาเลือดในกายเย็นเยียบ นางเกือบจะได้สตรีผู้โหดเหี้ยมมาเป็นลูกสะใภ้เสียแล้ว โชคดีที่คุณหนูใหญ่ไหวตัวและรู้เรื่องนี้เสียก่อน คุณหนูรองและคุณหนูสี่ถึงไม่เป็นอะไร “ทางตระกูลลู่จะทำอย่างไรต่อไป?” ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะมีจิตใจเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ “ตอนนี้เสด็จพี่เดินทางไปชายแดนพร้อมคุณหนูใหญ่ ส่วนทางนี้เป็นคุณหนูสี่ คุณหนูรองและกุนซือเจียวลู่ช่วยจัดการพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้รับฟังก็ถอนใจออกมา นึกเห็นใจตระกูลลู่เป็นอย่างมากที่ต้องมาพบเจอปัญหามากมาย เป็นเพราะมายุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์เลยต้องเป็นเช่นนี้ “แล้วแผนแกล้งตายนี่คืออย่างไร?” “เป็นเพราะยาพิษนิทราไม่สามารถตรวจพบได้ คุณหนูสี่เลยต้องใช้แผนนี้เพื่อให้พวกนางสารภาพออกมาเองพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างนอกจากเรื่องนี้แล้ว คุณหนูสี่อยากรู้ว่าตระกูลฟู่ยังมีอะไรซุกซ่อนอยู่อีก อย่างเช่นการวางเพลิงโรงเตี๊ยมพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้รับฟังก่อนจะถอนใจออกมาอีกครั้ง เขาคงต้องกวาดล้างเหล่าขุนนางชั่วครั้งใหญ่เสียที ไม่รู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด ทางด้านเหว่ยอ๋องและลู่เสียนเมื่อมาถึงหมู่บ้านแถบชายแดน ลู่เสียนก็ยกผ้าม่านหน้าต่างขึ้นดู ก็เห็นทหารทำกระโจมหลายหลังเพื่อเป็นจุดรักษาคนป่วย นางจึงหลับตาลงแล้วตรงไปที่ร้านขายยาในมิติ “ข้ามาเอายาเจ้าค่ะ” ลู่เสียนเอ่ยบอกเหล่าชายชราบรรพบุรุษ ที่พากันนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ บางคนนั่งวางหมาก บางคนอ่านหนังสือ ลู่เสียนหยิบผ้าปิดจมูก ที่วัดไข้ ยาฆ่าเชื้อ ยาลดไข้ ยาแก้ปวด สบู่สำหรับล้างมือและเจลฆ่าเชื้อ พอนางลืมตาของมากมายก็มากองอยู่บนตักของนาง เหว่ยอ๋องรีบลุกมาช่วยถือ เขาไม่เอ่ยถามว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไรเพราะเดี๋ยวนางก็คงบอกเอง เมื่อนางเเละเหว่ยอ๋องลงจากรถม้าก็หอบของพะรุงพะรัง ตงหานและผิงอันเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาช่วยเหลือ ก่อนองครักษ์อีกคนจะวิ่งไปหาตะกร้ามาใส่ พอเข้ามายังกระโจมก็เห็นหมอหลวงกำลังช่วยเหลือคนไข้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นเหว่ยอ๋องก้าวเข้ามาก็ต่างรีบทำความเคารพ “ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” “ต่อไปทำความเคารพนางด้วย ถึงข้ายังไม่เข้าพิธีกับนาง อย่างไรนางก็คือชายาของข้าอยู่ดี” หมอหลวงหันไปมองหน้ากันก่อนจะรีบทำความเคารพ “ถวายบังคมพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่ต้องมากพิธี อาการคนป่วยเป็นอย่างไรบ้าง?” ลู่เสียนรีบเอ่ยถามอาการคนป่วยทันทีเพราะรู้สึกเป็นห่วง “ดูเหมือนจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดตามเนื้อตามตัว ปวดศีรษะและเจ็บคอพ่ะย่ะค่ะ” อาการคล้ายป่วยเป็นโรคโควิคเลยแต่ว่าไข้หวัดใหญ่ก็มีอาการคล้ายกัน ยุคนี้ไม่น่าจะมีโควิคน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ลู่เสียนครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าทุกคนน่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ท่านหมอทุกคนฟังข้า สิ่งที่อยู่ในมือข้านี้เรียกว่าสบู่ รบกวนท่านหมอทุกคนนำสิ่งนี้ไปล้างมือให้สะอาด จากนั้นมากดสิ่งนี้ลงบนฝ่ามือ แล้วทาให้ทั่วมือเรียกว่าการฆ่าเชื้อ จากนั้นมารับสิ่งนี้ที่เรียกว่าผ้าปิดจมูก” ลู่เสียนทำตัวอย่างให้ทุกคนดูอย่างคล่องแคล่ว “ท่านอ๋องท่านก็ไปล้างมือและทำแบบหม่อมฉันเลยเพคะ พี่ตงหาน พี่ผิงอัน องครักษ์และทหารทุกคนก็ทำเช่นกันเพราะไข้หวัดติดต่อกันผ่านการหายใจและการสัมผัสจากคนที่ป่วย” ทุกคนได้ฟังก็ทำตามอย่างไม่รีรอ “ท่านหมอเราต้องตรวจวัดคนไข้ว่าป่วยอยู่ระดับใด ข้ามีสิ่งนี้ช่วยวัดเรียกว่าที่วัดไข้ท่านแกะออกมาแบบนี้ แล้วนำไปหนีบตรงรักแร้คนป่วย ทิ้งไว้สักพักแล้วทำออกมาดู ข้าจะเขียนใส่กระดาษให้ท่านไว้ดู อุณหภูมิร่างกายคนเราปกติอยู่ที่36ถึง37 หากที่วัดไข้บอกหมายเลขเกิน37ขึ้นไป หมายถึงมีไข้ 38-39-40 เริ่มมีไข้สูงตามลำดับ” ลู่เสียนหยิบกระดาษออกมาเขียนแล้วทำตัวอย่างให้พวกเขาดู จนพวกเขาเริ่มเข้าใจ จากนั้นนางจึงหยิบยาพาราเซตามอลออกมา และบอกสรรพคุณและวิธีใช้ จากนั้นก็บอกให้เปิดกระโจมเพื่อให้มีอากาศถ่ายเท จากนั้นนางก็สอนการเช็ดตัวอย่างถูกวิธี พอหมอหลวงเข้าใจดีแล้ว นางก็ออกมาที่กระโจมต้มยา นางบอกทุกคนให้ออกไปเหลือไว้เพียงคนสนิท จากนั้นนางก็ทำการต้มยาโดยนางหยดเลือดของนางลงไปด้วย ไม่นานรองแม่ทัพฉือก็พาทหารหนึ่งร้อยนายมาสมทบ เหว่ยอ๋องจึงให้ตงหานและผิงอัน นำผ้าปิดจมูกไปแจกทุกคน จากนั้นก็ให้พวกเขาสอนวิธีล้างมือและทาเจลฆ่าเชื้อ เมื่อทหารทำเสร็จหมดทุกคน นางก็ให้มายกหม้อต้มยาไปให้คนป่วยได้ดื่มกัน นางยืนมองอย่างโล่งอก หากพวกเขาได้ดื่มยาต้มที่มีเลือดนางผสมอยู่อาการก็คงจะดีขึ้นในเร็ววันยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







