เข้าสู่ระบบ“เหม่ยหลันเจ้าคิดสิ่งใดอยู่”
“คิดว่าท่านไม่ควรบอกผู้อื่นเรื่องของเรา ข้าไม่อยากให้คนอื่นรู้”
ดวงหน้าเรียวก้มหน้าลงในความมืดมิด แต่คนมองยังมองเห็นชัดเจน
“ตกลง ข้าจะไม่บังคับเจ้า”
ยิ่งได้ยินน้ำเสียงแผ่วเบาเขายิ่งรู้สึกโกรธตนเอง ที่ผ่านมาเขาทำร้ายหัวใจดวงน้อยนี้มากแค่ไหน นางจึงหวาดกลัวการเริ่มต้นใหม่ถึงเพียงนี้
“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ ป่านนี้ท่านพ่อคงเป็นห่วงแย่แล้ว ที่ฐานเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ มีคนรู้เรื่องที่ข้าถูกปองร้ายหรือไม่”
แววตาสั่นไหวระริกอย่างเป็นกังวล นางเป็นสตรีย่อมห่วงเรื่องชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย
“ข้าให้ผู้คุ้มกันปิดเป็นความลับ มีแค่บิดาเจ้าที่รู้เรื่อง อาฟงถูกวางยานอนหลับชนิดขว้างปาใส่หน้า เลยตามมาช่วยเจ้าไม่ได้”
“ขอบคุณที่ท่านตามมาช่วยเหลือข้า แต่ข้ากลับ…”
“ข้าเต็มใจและไม่ได้ทำเพียงเพราะอยากช่วยชีวิต”
สายตาคมกริบจ้องมองประสานสายตาในความมืดมิด ต่อให้ต้องใช้เวลาพิสูจน์คำพูดเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมถอยห่างอย่างเด็ดขาด
“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อไม่คาดหวังนางย่อมไม่ผิดหวัง หลายปีที่ผ่านมาใช่ว่าจะลืมเลือนโดยง่าย
เมื่อก่อนนางอาจจะเป็นสตรีขี้ลืม แล้วพยายามเริ่มนับหนึ่งใหม่มาโดยตลอด แต่เมื่อทุกเรื่องราวหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำ จิตใจดวงเดิมก็จริงแต่คงไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิมอีกต่อไป
ทั้งสองเดินออกจากถ้ำในยามเซิน (15.00-17.00) ท้องฟ้าด้านนอกยังเต็มไปด้วยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ คนที่อยู่ในถ้ำไร้แสงตั้งแต่เที่ยงวัน รีบหยีตาลงเพื่อปรับแสง
แต่จู่ ๆ เสื้อคลุมตัวหนาก็ถูกสวมคลุมทับร่างอวบอิ่ม เจ้าของเสื้อคลุมยังใจดีดึงหมวกทางด้านหลัง ขึ้นปกคลุมศีรษะเล็กเพื่อบดบังแสงแดด
“สวมไว้ตาเจ้ายังสู้แสงไม่ไหว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลังจากยืนรอให้ผู้คุ้มกันเดินเข้ามาหา ทั้งหมดจึงเคลื่อนขบวนเดินกลับกระโจมที่พัก โดยใช้เส้นทางที่ไม่ได้ตัดผ่านโรงครัว
“อ๊ะ!”
เสียงร้องเบา ๆ เพราะเจ็บเสียดในบางจุด ทว่าเวลาต่อมาร่างอวบอิ่มก็ลอยขึ้นกลางอากาศ ด้วยฝีมือของคนหน้านิ่ง
“บอกว่าเจ็บขาคงไม่มีใครสงสัย เจ็บขนาดนั้นจะเดินไหวได้อย่างไร”
มุมปากหยักกดลึกอย่างไม่ปิดบัง คนที่มองอยู่แทบอยากใช้เล็บตะกุยหน้าหล่อเหลาให้ขึ้นรอยยิ่งนัก ผู้ใดกันเล่าที่ทำนางเจ็บมากกว่าเดิม
เดินไม่นานก็กลับมาถึงกระโจมที่พัก ฉีเหม่ยหลันได้เข้าพักในกระโจมหลังใหญ่ของเสนาบดีฝ่ายขวา
เจ้าของกระโจมอ้างว่าการเข้าพักลักษณะนี้ เหมาะสมสำหรับให้ท่านหมอมาตรวจรักษาขาคนป่วย ทั้ง ๆ ที่นางไม่ได้เจ็บขาเลยสักนิด
“ศิษย์พี่ให้เหม่ยหลันพักที่นี่เถิดขอรับ หากจำเป็นต้องให้หมอมาตรวจรักษากลางดึกจะได้สะดวก คืนนี้ข้าจะอยู่เฝ้าเวรยามด้านหน้ากระโจมเอง”
กระโจมที่มีสตรีนอนพักผ่อนอยู่หลายคน ย่อมไม่เหมาะต่อการให้บุรุษเดินเข้าออก
อีกทั้งยังต้องเฝ้าเวรยามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผู้ร้ายตัวจริงยังจับกุมไม่ได้ ฉีเหม่ยหลันเลยจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของคนที่ร่วมชะตากรรมกันมาตั้งแต่แรก
“อย่างนั้นก็ได้ ข้าฝากหลันเอ๋อร์ด้วย ส่วนเรื่องผู้บงการว่าอย่างไรบ้าง”
“ข้าสงสัย…”
เสนาบดีทั้งสองกระซิบพูดคุยกันเสียงเบา เรื่องราวยังไม่สรุปพวกเขาจึงจำเป็นต้องระวังให้มาก
กลางดึกของคืนนั้นฉีเหม่ยหลันก็ไข้ขึ้นสูงอย่างที่ซ่งจือหานเป็นกังวล หมอวัยกลางคนต้องรีบมาตรวจดูอาการกลางดึก
“หืม อาการเหมือน”
“นางหกล้มขาเลยเจ็บขอรับ ด้วยสาเหตุนี้เลยทำให้ไข้ขึ้น” ผู้คุ้มกันหน้านิ่งเอ่ยย้ำให้ท่านหมอเข้าใจตรงกัน
“อ้อ ใช่ ๆ ดื่มยาต้มเหล่านี้ให้หมดก็หายเป็นปกติ ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
หมอวัยกลางคนรีบวินิจฉัยโรคของคุณหนูตระกูลฉี ให้ถูกใจบุรุษหน้านิ่งผู้มากด้วยอำนาจ
“เชิญขอรับ”
คล้อยหลังท่านหมอเดินจากไปแล้ว เจ้าของกระโจมก็เดินเข้าไปเช็ดตัวลดไข้ให้คนป่วย เสียงครางเบาหวิวเพราะหนาวดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนที่อาสาเช็ดตัวมือไม้สั่นไปหมด
“ไม่ร้องเสียงเช่นนี้ได้หรือไม่เล่า หากมันตื่นขึ้นเจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร”
“อือ อื้อ”
“เด็กดื้อบอกว่าอย่าร้อง”
“อ๊ะ หนาว”
“คงต้องเปิดเช็ดทั้งตัวไข้ถึงจะลด”
อาภรณ์ช่วงบนถูกเปิดออกกว้าง สองมือคนเช็ดสั่นเทาคล้ายจับไข้
ยิ่งเช็ดคนเฝ้าไข้กลับมีอาการคล้ายไข้ขึ้นเสียอย่างนั้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำลามไปถึงลำคอ เพราะเปลวเทียนเล่มเล็ก ๆ ในกระโจมที่พักเปิดเผยให้เห็นภาพบางอย่างชัดเจน
อึก!
เสียงกลืนน้ำลายลงคอ ยิ่งเคยสัมผัสมาก่อนความโหยหายิ่งมากล้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว แต่เขาต้องอดทนให้ได้นางทั้งเจ็บไข้ทั้งอยากถอยห่าง หากหักหาญน้ำใจกันคงยิ่งไปกันใหญ่
“หายป่วยก่อนเถิด เด็กดื้อ”
นิ้วเรียวเกลี่ยจมูกโด่งไปมา เมื่ออดใจไม่ไหวมาก ๆ จึงก้มลงห้อมแก้มเนียนใสเพื่อสูดดมกลิ่นกายให้ผ่อนคลาย
“แก้มหอมเหมือนเด็ก”
“อื้อ อย่าซน”
คนป่วยปัดเคราสาก ๆ ให้ถอยห่างออกไปทันที
นางฝันว่าผีเสื้อในสวนมาตอมแก้ม อีกทั้งผีเสื้อยังมีหนามที่ขาอีกด้วย เล็บซึ่งตัดสั้นสะอาดสะอ้านจึงยกขึ้นเกาแก้มเบา ๆ ตามความฝัน
“หึ หึ”
สามวันต่อมาฉีเหม่ยหลันก็หายป่วย และได้กลับไปพักที่กระโจมร่วมกับน้องสาวตามเดิม สองพี่น้องพูดคุยซักถามกันอย่างเปิดใจ เพราะฉีเฟยเฟิ่งไม่เชื่อเรื่องที่บิดาแต่งขึ้น
ฉีเหม่ยหลันบอกกล่าวไปตามจริง ยกเว้นเรื่องที่นางแก้พิษกับเสนาบดีฝ่ายขวาของแคว้น
“ข้ามั่นใจว่าเป็นมันนะพี่ใหญ่ ข้าเห็นด้วยกับการกระทำของใต้เท้าซ่ง วันนั้นหากข้ากับเสี่ยวหนิงรู้คงเก็บอาการไม่อยู่ นางงูพิษผู้นั้นคงได้ป่าวประกาศให้ผู้คนรับรู้เป็นแน่”
“ยังหาหลักฐานไม่เจอ โจรพวกนั้นบอกว่านางมีภาพวาดของข้า”
“คงต้องพึ่งใต้เท้าซ่งแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อก็ไม่ได้สืบสวนเก่งกาจอันใด ขนาดผู้คุ้มกันยังฝีมือคนละชั้นกับคนจวนนู้น”
“อือ คงต้องเป็นเช่นนั้น”
สองพี่น้องนั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ ค่อยแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
ฉีเหม่ยหลันยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปช่วยงานในโรงครัว นางจึงเดินเล่นอยู่บริเวณหน้ากระโจมที่พัก ซึ่งมีผู้คุ้มกันมองตามอยู่ตลอดเวลา
ทว่าหากถึงคราต้องตัดสินชะตากรรมแล้วนั้น เรื่องไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







