เข้าสู่ระบบซูชิงโม่บรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีผีผาจบลงอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ท่วงท่าและทำนองเพลงพลิ้วไหวไปตามสายลมในช่วงฤดูกาลที่อากาศกำลังเย็นสบาย
ตามมาด้วยฉีเฟยเฟิ่งน้องสาวต่างมารดาของฉีเหม่ยหลัน ที่บรรเลงเพลงจบลงอย่างไพเราะสะกดใจคนฟังไม่แพ้กัน
สตรีงดงามทั้งสองสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนเฉกเช่นเดียวกัน ใบหน้าของคนทั้งคู่จิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ามองไม่ต่างกัน รูปร่างผอมบางตามวัย 18 ปี มองอย่างไรก็บางเฉียบราวกับกิ่งหลิวต้องลม
เหลือเพียงฉีเหม่ยหลันที่ต้องขึ้นเวทีแสดงเป็นลำดับสุดท้าย วันนี้นางสวมอาภรณ์สีม่วงสลับเฉดสีอ่อนเข้มอย่างลงตัว
ช่วงบนของอาภรณ์เปิดโล่งเกาะเกี่ยวแนบชิดกับเรือนกายยั่วเย้างดงามเป็นหนึ่ง ส่วนอิ่มเอิบโผล่พ้นออกมาประชันโฉมให้ผู้คนประจักษ์แจ้ง ช่วงไหล่ห่อหุ้มคลุมทับด้วยเสื้อคลุมเนื้อบาง แต่ยังคงให้ความอบอุ่นเหมาะสมกับฤดูกาล
นางงดงามอวบอิ่มมากถึงเพียงนี้ หากถูกตัดสินให้พ่ายแพ้ต่อสตรีอื่น เกรงว่าคนตัดสินจะลำเอียงเสียมากกว่า!
ขณะกำลังทดสอบเสียงของเครื่องดนตรีแสนหวงแหนด้วยความตั้งใจ ฉีเหม่ยหลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ถึงแม้จะถูกซ่อมแซมตบตาไว้ดังเดิมก็ตาม
ทันใดนั้นร่างอรชรอวบอิ่มในอาภรณ์สีม่วงก็ลุกจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว แล้วตรงเข้าไประบายโทสะกับศัตรูตามนิสัยเลือดร้อน
เพี้ยะ!!!!!
เสียงฝ่ามือเรียวทรงพลังกระทบกับแก้มเนียนใส จนเกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วลานประกวดยอดพธูแห่งเมืองหลวง
ใบหน้าซีกขวาของซูชิงโม่แดงเถือกไปทั้งซีก ความรู้สึกเจ็บจนชาทำให้เจ้าตัวเงยหน้าแล้วนิ่งค้างไว้ทั้งอย่างนั้น
ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กลับอยู่ในแผนการของคนเจ็บ นางไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด แต่ความเจ็บที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย
“กรี๊ด!”
คราแรกตั้งใจจะค่อย ๆ บีบน้ำตาให้ผู้คนสงสาร แต่ด้วยแรงจากฝ่ามือเล็ก ๆ นั่น ทำให้น้ำตาไหลโดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเลยแม้แต่น้อย ฟันไม่หลุดออกมาด้วยก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว!
เสนาบดีหนุ่มที่กำลังร่วมรับชมการแข่งขันในรอบสุดท้าย รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ประจำตำแหน่ง แล้วเร่งฝีเท้ามายังจุดเกิดเหตุทันที เมื่อเหตุการณ์คุ้นเคยกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับหนักข้อและมีผู้คนร่วมเป็นพยานหลายร้อยชีวิต
“ซูชิงโม่! กล้าดีอย่างไรจึงกล้าแตะต้องผีผาของข้า”
เมื่อเห็นสหายรักถูกทำร้ายลับหลัง เจ้าของผีผาโบราณแสนวิจิตรงดงามจึงตะโกนเสียงดังท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ ซึ่งกำลังรอคอยฟังการบรรเลงเพลงของผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้าย
“ฉีเหม่ยหลันนังแพศยาหยำฉ่ำ อย่าคิดว่าตนเป็นบุตรีของท่านเสนาบดีกรมคลัง แล้วจะลงมือกับผู้อื่นอย่างไรก็ได้”
สตรีที่ถูกตบจนแสบแก้มกัดฟันพูดเสียงเบา เพื่อไม่ให้ผู้ใดได้ยินคำกล่าวเย้ยหยันโต้กลับ
แผนการในใจต้องเร่งรีบจัดการให้ทันท่วงที โอกาสดี ๆ เช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้ง
หากอยากตีงูให้ตายอย่างเจ็บช้ำน้ำใจ ต้องตีต่อหน้าเจ้าของมัน!
“อยากชนะข้าจนตัวสั่นจึงกล้าใช้วิธีสกปรก ข้าจะบอกเจ้าให้เข้าใจถึงวันนี้เจ้าจะทำการสำเร็จ แต่ท่านอาซ่งก็ไม่ชายตาแลเจ้าหรอก!”
ฉีเหม่ยหลันแผดเสียงขึ้นอีกครั้งด้วยความโมโหสุดขีด
ถึงแม้นางจะอารมณ์ร้ายและชอบทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นอยู่เรื่อย แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่จะกระทำการลับหลังเช่นนี้ อยากสู้ก็สู้กันซึ่ง ๆ หน้า!
“ขะ…ข้าไม่ได้ทำการใดทั้งนั้น ฉีเหม่ยหลันเจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
จากที่เคยกระซิบโต้กลับด้วยวาจาเผ็ดร้อน ทว่ายามนี้ผู้ที่ถูกตบจนใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยนิ้วมือ ได้ตะโกนโต้กลับด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร ผู้คนบริเวณโดยรอบต่างก็เอนเอียงเข้าข้างผู้ที่ถูกตบตี
ฉีเหม่ยหลันยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ มีเพียงน้องสาวต่างมารดาที่แอบเงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ
เพี้ยะ!!!
เสียงมือเรียวตวัดเข้าหาแก้มอีกข้างที่ยังมีสีขาวซีด เสแสร้งดีนักต้องจัดการให้เข็ดหลาบ หากต้องถูกลงโทษข้อกล่าวหาของคนเจ็บต้องสาสมกับบาดแผลสักหน่อย
ฉีเหม่ยหลันไม่ใช่สตรีผู้ฝึกการต่อสู้เฉกเช่นทหารก็จริง แต่นางชื่นชอบการฝึกต่อสู้เล็ก ๆ เพื่อป้องกันตัวเองอยู่ทุกวัน น้ำหนักมือจึงมากเกินกว่าซูชิงโม่คาดการณ์
“เข้าใจผิดเช่นนั้นหรือ คนของข้าเห็นชัดเจนว่าสาวใช้ของเจ้า เข้ามายุ่มย่ามกับผีผาของข้าก่อนลงแข่งขัน ก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่โวยวายเพราะยังไม่มีโอกาสทดสอบ”
หากผีผาไม่ถูกจัดเก็บโดยเจ้าหน้าที่ของทางการ นางคงอาละวาดไปนานแล้ว
“ฮือ ฮือ ฉีเหม่ยหลัน ข้าไม่ได้ทำการใดจริง ๆ ข้าเจ็บได้โปรดยั้งมือสักหน่อยเถิด”
น้ำตาเม็ดเล็กหลั่งรินไปทั่วแก้มแดงก่ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มบวมเจ่ออย่างเห็นได้ชัด ตรงมุมปากมีรอยเลือดจาง ๆ ติดอยู่
ผู้พบเห็นต่างรู้สึกสงสารจับใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งบุรุษตำแหน่งใหญ่โต ซึ่งกำลังก้าวเท้าขึ้นมาบนเวทีแข่งขันยอดพธูประจำเมืองหลวง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉีเหม่ยหลัน!”
น้ำเสียงเข้มมาพร้อมกับเรือนกายสูงใหญ่ ซึ่งยามนี้ก้มลงไปประคองร่างผอมบาง ของสตรีที่ถูกรังแกจนใบหน้าบวมเป่ง
สายตาดุดันทรงอำนาจจ้องมองตัวปัญหาเขม็ง ดวงตาดำขลับคู่นั้นก็จ้องมองเขาไม่ยอมหลบสายตาเช่นกัน
“พี่ใหญ่พอเถิด เสนาบดีซ่งหน้าตาน่ากลัวมาก”
ฉีเฟยเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ความรุนแรง แล้วกระซิบกล่าวเตือนพี่สาวด้วยความหวังดีจากใจจริง นางรักพี่สาวแต่พี่สาวไม่ได้คิดแบบเดียวกันเลยสักนิด
พลั่ก!!!
“อย่ามายุ่งกับข้า”
สองมือผลักน้องสาวต่างมารดาให้ถอยห่าง ตามนิสัยเลือดร้อนเอาแต่ใจตนเอง
ฉีเฟยเฟิ่งแข็งขืนประคองตนไว้ไม่ให้เสียหลักล้มลง เพราะเคยชินกับการรับมือในสถานการณ์เช่นนี้
คนโมโหเดินตรงเข้าหาชายหญิง ซึ่งยามนี้กำลังพยุงกันให้ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีทะนุถนอมราวกับของล้ำค่า ทุกสายตาในลานการแข่งขันเฝ้ามองดูเหตุการณ์ตรงหน้า พร้อมกับกลั้นหายใจไปตาม ๆ กัน
ฉีเหม่ยหลันจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเจ็บแค้น คนที่มีใจเพียงข้างเดียวมักจะเจ็บปวดอยู่ร่ำไป ความจริงข้อนี้นางเข้าใจดีแต่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน
“ซูชิงโม่ทำให้สายผีผาของข้าขาด หรือท่านอาคิดว่าข้าสมควรอยู่เฉย หากอยากชนะก็แค่บรรเลงให้ดีไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องมาทำลายสหายรักของข้าด้วย!”
ดวงตาซึ่งถูกวาดเขียนให้แลดูดุดันตามความชอบ เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาเตรียมหลั่งรินกระทบแก้มขาว ท่านแม่มอบสิ่งนี้ไว้ให้ก่อนจากลาไปไกล นางจึงรักผีผาชิ้นนี้มากกว่าสิ่งใด
“หยุดเรียกข้าด้วยถ้อยคำสนิทสนม เจ้าควรเรียกขานข้าว่าเสนาบดีซ่งเช่นเดียวกับคนอื่น”
คนที่ถูกเรียกท่านอาต่อหน้าชาวเมืองหลายร้อยชีวิต ตะเบ็งเสียงสั่งการด้วยความไม่พอใจ
หรือเพราะนางเคยเข้านอกออกในจวนของเขาตามความเคยชินมาแต่เยาว์วัย เลยกล้าแสดงอำนาจข่มผู้อื่นต่อหน้าเขาถึงเพียงนี้
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







