เข้าสู่ระบบ“พูดคำอื่นบ้างจะตายหรือไง” กำข้อมือเล็กแน่นกว่าเดิม เขาโมโหที่เธอทำเมินเฉยแล้วมองผ่านตนเหมือนเป็นอากาศ
เขาเป็นผีหรือไง!
“ฉันอยากไปค่ะ” ตอบเสียงดังฟังชัดต่างจากความจริง ซึ่งเขาก็พอจะมองออกเพียงแต่ไม่อยากจะหาเรื่องหล่อนมากกว่านี้ จำต้องปล่อยร่างบางเป็นอิสระ ผลักเธอออกห่างจนเซถอยหลังแล้วตั้งหลักได้ ยกหลังมือปาดน้ำตาแล้วเดินแกมวิ่งขึ้นชั้นสอง
ปล่อยเขายืนมองแล้วผ่อนลมหายใจเหนื่อย ไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่ทำแบบนี้ แต่เขาก็อยากให้บรรยากาศระหว่างเราดีขึ้น
รวิกานต์กลับมาทั้งที...ควรจะมีความสุขไม่ใช่เหรอ
ข้าวของสำหรับไปเที่ยวถูกเตรียมใส่กระเป๋า ค้างหนึ่งคืนจึงไม่ได้เอาอะไรไปมากมาย พวกเขาเลือกจะนำของทุกอย่างไปไว้หลังรถยนต์ แล้วร่างสูงก็ทำหน้าที่สารถีแทนขับรถ การเดินทางครั้งนี้มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้น
ระหวางเดินทางก็มีเสียงร้องเพลงของลูกชาย ทั้งยังเปิดกระจกรถรับลมเย็น มองข้างทางก็มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น ไม่ค่อยมีรถยนต์บนท้องถนนเท่าไหร่ ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งก็ถึงปลายทาง จอดรถอยู่หน้าบ้านเรือนไทยหลังงาม ข้างกันนั้นคือน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไม่ได้สร้างจากธรรมชาติแต่เป็นการสั่งทำพิเศษ จำลองเหมือนของจริง
แต่ดูเหมือนเด็กชายวัยสิบขวบจะไม่ทราบ แย้มยิ้มมีความสุขแล้ววิ่งเข้าไปหาน้ำตกจนร่างสูงต้องรีบเดินเข้าไปคว้าลูกชายเอาไว้ แล้วอุ้มรวิกานต์ด้วยมือเพียงข้างเดียว โดยที่มืออีกข้างถือกระเป๋าของเด็กชายเอาไว้
เพิ่งมาถึงยังไม่เข้าบ้านก็จะลงเล่นน้ำเสียแล้ว...
บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักตากอากาศที่เขาสร้างไว้สำหรับพักผ่อนส่วนตัว ไม่มีใครทราบกระทั่งน้องของตัวเอง มีเพียงบิดาที่รู้เพราะเป็นที่ดินของท่าน ก่อนเอามาทำก็ต้องบอกอยู่แล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตแถมยังทุ่มเงินให้อีกสิบล้าน จึงได้น้ำตกสวยมาครอง
“โอ้โอ สวยมากเลยพ่อ สวยยยยย” เข้ามาในบ้านก็ตะโกนร้องด้วยความชื่นชม บ้านไม้หลังใหญ่สองชั้นที่อากาศข้างในเย็นสบายเพราะเปิดเครื่องปรับอากาศ ก่อนมาถึงได้โทรบอกแม่บ้านให้มาทำความสะอาดไว้แล้ว ทุกอย่างถูกเตรียมไว้จึงไม่ต้องทำอะไรนอกจากจัดเสื้อผ้าเข้าตู้อย่างเดียว
เขาหันไปมองร่างบางที่เดินตามมา เธอนั่งเงียบไม่พูดจาแถมยังไม่มีอารมณ์ร่วม จนเขานึกหงุดหงิดกับท่าทีของอีกฝ่าย
“ลงไปเล่นสิ” บอกลูกชายที่สนใจเพียงน้ำตกอย่างเดียว จึงเลือกจะชวนออกไปข้างนอกเพื่อให้ลูกได้เล่นสนุก
“ครับ” คนอายุน้อยตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ขณะที่ชายต่างวัยสองคนกำลังจะเดินออกไปข้างนอกเพื่อเล่นน้ำตา เธอก็เลือกจะเดินเข้าบ้านพร้อมกับบอกเหตุผลที่ไม่ยอมออกไปข้างนอกด้วย ไม่มีอารมณ์จะเล่นสนุกในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ต้องการคือพักผ่อน
“ฉันจะเก็บของให้นะคะ” เธอถือกระเป๋าทั้งสองใบเอาไว้ แล้วมองกระเป๋าของเขาที่วางบนพื้น ร่างสูงทำเพียงปรายตามองแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง
“รีบตามลงไปล่ะ” ไม่รู้ทำไมถึงอยากให้เธอไปด้วย แต่เขาก็กำชับหล่อนเสียงเข้ม ระหว่างทางอัญชิสาก็นิ่งเงียบตลอดไม่พูดอะไรสักคำ มาตอนนี้เธอก็ยังทำตัวมีปัญหาไม่สนุกกับกิจกรรมที่เขาพามาทำอีก ไม่รู้ว่าต้องการประกาศศึกหรืออย่างไร
“ค่ะ”
เธอเดินไปยังห้องนอนชั้นล่างไม่ได้ขึ้นไปชั้นสองเพาะคิดว่าห้องของอีกฝ่ายน่าจะอยู่ด้านบน เก็บกระเป๋าใส่ตู้เสื้อผ้าเรียบร้อยก็ล้มนอนบนเตียงรวดเร็ว รู้สึกว่าฝืนลืมตาต่อไปไม่ไหวแล้ว เข้าสู่ห้วงนิทราไม่ยอมรับรู้สิ่งรอบข้าง
นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เธอนอนหลับสนิท จนลืมตาเชื่องช้ายามได้ยินเสียงเปิดประตู มองคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก่อนพบสองพ่อลูกที่มายืนข้างเตียง เด็กชายอยากขึ้นมานั่งข้างแม่ก็ถูกจับไหล่เอาไว้ให้ยืนอยู่ที่เดิม จึงทำได้เพียงส่งสายตาเป็นห่วง
“ไม่สบายทำไมไม่บอก” กอดอกแล้วยืนนิ่งมองหล่อน
“เปล่าค่ะ แค่ง่วงเฉยๆ ไม่ได้ป่วยหรอก” ยันกายลุกนั่งพิงหัวเตียง บอกเสียงแหบจนเขาต้องส่ายหน้าแล้วยื่นน้ำเปล่าให้เธอดื่ม เห็นอย่างนี้ก็นึกเป็นห่วงหญิงสาว ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับที่เขารังแกวันนั้นหรือเปล่า อยากถามแต่ก็ปากหนักเกินกว่าจะเอ่ย
เธอดื่มน้ำจนหมดแก้วแล้วยื่นกลับให้เขา จากนั้นจึงยันกายลุกเมื่อบุตรชายเข้ามาดึงมือแม่เพื่อออกไปข้างนอก
“แม่ไปกินข้าวครับ”
“ครับ ไปแล้ว” เธอยอมลุกจากเตียงแล้วเดินไปรับประทานอาหารที่ห้องครัว เพิ่งรู้ว่าตัวเองนอนหลับไปเกือบห้าชั่วโมง ออกมาข้างนอกฟ้าก็มืดแล้ว ไม่รู้พ่อลูกเล่นน้ำนานแค่ไหน ถามรวิกานต์ก็บอกว่าไม่นานเพราะกลัวแม่จะดุ
เล่นน้ำเกือบสามชั่วโมงจนมืด เขาจำต้องพาลูกชายกลับเข้าบ้านแล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พบว่าหล่อนไม่สบายตามตัวร้อนผ่าวจึงเช็ดเนื้อตัวให้หญิงสาวโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นึกเป็นกังวลแสดงความห่วงทางสายตาชัดเจน
โดยที่ชายหนุ่มไม่รับรู้ว่าตอนนี้เขากำลังตกหลุมรักหล่อนอีกครั้ง...
“บรรยากาศดีจังเลยนะคะ” นั่งรับประทานอาหารที่โต๊ะหน้าบ้านซึ่งแม่บ้านเป็นคนจัดทุกอย่างให้เจ้านาย ให้เขาทำเองคงไม่ได้รับประทานของอร่อยหรอก ชายหนุ่มทำกับข้าวเป็นเสียที่ไหน แค่จับมีดยังดูทุลักทุเลย
เธอนั่งลงแล้วมองไปรอบบริเวณโดยที่รอยยิ้มแต้มริมฝีปากเสมอ จนคนฝั่งตรงข้ามเผลอมองแล้วคิดถึงช่วงเวลาในอดีตที่เขาตกหลุมรักนางบุษบา รอยยิ้มของเธอสั่นคลอนจิตใจอันแข็งแกร่งของตนได้อย่างง่ายดาย จนตอนนี้ต้องเรียกสติตัวเอง
ห้ามตกหลุมที่หญิงมากเล่ห์เช่นหล่อนขุดเป็นอันขาด!
“บ้านหลังนี้ของพ่อเหรอครับ ทำไมไม่เห็นมีบ้านของคนอื่นเลย ตกลงพ่อมีบ้านกี่หลังกันแน่” เด็กชายหันมาถามบิดาด้วยความสงสัย นอกจากบ้านที่ตนอยู่ยังมีบ้านพักที่นี่อีก ไม่คิดว่าพ่อตัวเองจะรวยขนาดนี้
“หลายหลัง หลังนี้ก็ใช่”
“พ่อรวยจัง อยากรวยเหมือนพ่อ” พูดยกย่องมองเขาเหมือนเป็นตัวอย่างควรเอาเป็นต้นแบบ ดวงตาของลูกชายมองพ่อเป็นประกายจนอัญชิสานึกสะท้อนในใจว่าตัวเองพลาดอะไรไปบ้าง ลูกชายต้องอยู่อย่างอดยากแต่ตอนนี้ได้ใช้ชีวิตเป็นคุณหนู
รวิกานต์สมควรได้รับแล้ว...
“โตขึ้นก็ทำงานหาเงินก็รวยแล้ว” เริ่มรับประทานอาหารแล้วลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู ผลตรวจยังไม่ออกแต่ความรู้สึกของเขารักเด็กตรงหน้าไปแล้ว นึกภาวนาให้รวิกานต์เป็นลูกชายของตน อย่าเป็นลูกของผู้ชายอย่างวินธาเลย
“ผมจะตั้งใจเรียนแล้วทำงานหาเงินมาดูแลพ่อกับแม่ตอนแก่นะครับ”
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







