เข้าสู่ระบบ“ไตร...” เรียกชื่อเพื่อนในลำคอ เจ้าตัวหันไปสั่งเครื่องดื่มก่อนมองคนตัวสูงที่มีอาการเพ้อ เห็นความชอกช้ำในดวงตาก็ยิ่งสงสารมากกว่าเดิม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธนนท์ปภพแต่คิดว่าคงเป็นเรื่องที่มีผลต่อใจพอสมควร อีกฝ่ายถึงได้หม่นหมองขนาดนี้
“กู กูไม่รู้ว่ะ ตอนนี้กูไม่รู้อะไรเลยมึง” อดไม่ได้ที่จะระบายความในใจซึ่งอัดอั้นมานาน ไม่เคยบอกใครเลยสักคนกระทั่งครอบครัวตัวเอง เขาแบกรับทุกอย่างเอาไว้แล้วโยนความโกรธแค้นให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ทำร้ายและทำลายหล่อนทุกอย่าง
จนตอนนี้เธอเดินจากไป เพิ่งตระหนักว่าตัวเองร้ายกาจเพียงใด แต่ก็เลือกจะโทษว่าสมควรกับสิ่งที่หญิงสาวเคยทำไว้ในอดีตแล้ว
แม้ว่าหัวใจของเขาจะเจ็บปวดกับสิ่งที่เลือกลงไปก็ตาม...
“เกิดอะไรขึ้น เล่าให้กูฟังได้นะ” เห็นอาการของเพื่อนดูท่าจะหนักพอสมควร จึงว่ามือลงบนบ่ากว้างแล้วถามด้วยความอยากรู้ เห็นแล้วก็นึกสงสารเพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะแบกความทุกข์ไว้เยอะกว่าที่เขาคิดเสียอีก
ธนนท์ปภพถือแก้วเหล้าแล้วทำได้แค่มองน้ำสีอำพันซึ่งเติมไปครึ่งแก้ว ไม่ยอมยกขึ้นดื่มแววตาเต็มไปด้วยความขมขื่น รู้สึกว่าทุกอย่างมันยุ่งเหยิงไปหมดเพราะเขาผูกปมผิดตั้งแต่แรก
ถ้าวันนั้นไม่เข้าไปห้องจัดเลี้ยง หากเราไม่ได้พบกันจนความรู้สึกของเขาพัฒนา ป่านนี้ก็ไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องของหล่อน เขาคงมีความสุขไปแล้ว
ความผิดครั้งนี้จะโทษใครได้บ้าง...
“คือว่ากู...” กำลังจะเล่าให้เพื่อนฟังแล้วกลับมีบุคคลที่สามเดินเซเข้ามาชนจากทางด้านหลังเสียก่อน
ผลั่ก
เลือกนั่งตรงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยความเคยชิน ทุกครั้งยามคนเดินผ่านไปมาก็ไม่เคยถูกชน นี่จึงเป็นครั้งแรกจึงต้องเหลียวกลับไปมอง คิดจะปล่อยผ่านเพราะเห็นอีกฝ่ายเมา แต่เมื่อเพ่งสายตาดูอีกครั้งก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเจอคนที่ตัวเองคุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี
ทำไมวินธาถึงมาอยู่ที่นี่...
คราวก่อนที่เจอกันเขาแค่ให้คนไล่ออกจากสนามกอล์ฟแล้วห้ามเข้ามาเหยียบที่นี่อีก แต่ไม่คิดว่าแม้แต่บาร์ของตนอีกฝ่ายก็เข้ามาได้ แล้วดูเหมือนจะมาบ่อยเสียด้วย เห็นหน้าก็หงุดหงิดแล้วยังเจอการกระทำที่ทำคล้ายเข้ามาตีสนิทอีก
“โทษๆๆ ม่ายด้ายต้างงงงงจายยยยย” ตรงเข้ามาจับแขนธนนท์ปภพแล้วยิ้มกริ่ม ยังมองไม่เต็มตาด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ไตรเตชินขมวดคิ้วมุ่นไม่ชอบใจ กำลังจะยื้อคนเมาออกห่างเพื่อนตัวเองกลับโดนยกมือห้ามเสียก่อนจึงต้องนั่งนิ่งที่เดิม
“อึก เอิ้ก อ้าวพี่ หวัดดีเพ่!” ตอนแรกคิดจะผละออกแล้ว แต่เมื่อเห็นหน้าคนที่ตัวเองชนก็ยิ้มกว้าง หัวเราะร่าคล้ายคนสติไม่สมประกอบ ยกมือไหว้พลางก้มศีรษะขึ้นลงหลายต่อหลายครั้ง
เขาเห็นท่าทีก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิมแต่ยังเลือกจะนั่งเฉย กำมือตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้ใส่อารมณ์กับคนเมา ทั้งที่ความจริงอยากต่อยให้คว่ำด้วยซ้ำ เมินหน้าไปทางอื่นไม่อยากสนใจแต่ประโยคที่ออกจากปากของวินธาทำให้เขาต้องหันไปมอง นัยน์ตาเบิกกว้างนึกตกใจจนอาการมึนเมาหายเป็นปลิดทิ้ง
“เสียเงินให้โผมมมม เป็นไงบ้าง แฮ่ๆ จะบอกให้ อีนั่นมันโง่ โผมมมหลอกมัน ว่านอน อึก ด้วย มันก็เชื่อ ฮ่าๆๆ โง่ๆ” เหมือนว่าหินที่ถ่วงอยู่ในใจถูกปลดออกทีละก้อน หูผึ่งพร้อมกับร่างกายที่ลุกจากเก้าอี้อัตโนมัติ คว้าคอเสื้อคนเมาเอาไว้พลางถามเสียงเข้มด้วยแววตากดดัน
“มึงว่าไงนะ!” ไม่ถามเปล่าแต่ยังกระชากคอเสื้อให้เข้ามาใกล้อีกต่างหาก วินธาถึงกับถลาตามแรงดึงพลางร้องเสียงดังลำตัวอ่อนปวกเปียก ไม่สามารถสู้แรงของธนนท์ปภพได้เลย จำได้เพียงอย่างเดียวคือยกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วเอ่ยอ้อนวอน
“ง่า เจ็บบบบ ปล่อยยย มาว ไม่มาววว” คงไม่ได้คำตอบจากคนเมาจึงไม่คิดถามอีก
ไตรเตชินเห็นอย่างนั้นก็เลือกจะเข้ามาถามเพื่อน ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างจนนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของตัวเองกันแน่ เหมือนเจอคู่แค้นก็ไม่ปานดูจากสายอาฆาตของอีกฝ่ายก็รู้ในทันที ถึงรู้ว่าไม่ใช่เวลาแต่ก็อดสงสัยไม่ได้
“อะไรวะไอ้หนึ่ง มึงรู้จักมันเหรอ” มองเพื่อนสลับกับคนที่ถูกกระชากคอเสื้อไม่ปล่อย เชื่อว่าธนนท์ปภพไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องใครโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังไม่ทำอะไรไร้เหตุผลอย่างแน่นอน
“เออ มันเป็นคนที่หลอกเอาเงินกูไป มึงกลับบ้านเถอะกูต้องไปคุยกับไอ้นี่ให้เคลียร์ก่อน” ทราบเพียงเท่านั้นก็พยักหน้าตอบกลับ ยินดีจะถอยออกห่างเพื่อให้คนทั้งสองเคลียร์กันเอง ดูเหมือนจะมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นโดยที่ตนไม่ทราบ
“เออๆ มีอะไรให้ช่วยบอกนะ” ทราบทันทีว่าเรื่องต่อจากนี้ตัวเองไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ดูท่าคนเมาชะตาจะขาดแล้ว...
“อือ” พยักหน้าแล้วโบกมือลากับหนุ่มชาวไร่
ค่อยหันกลับมามองคนเมาที่ตอนนี้หลับคอพับไปแล้วเขาจึงยอมปล่อยคอเสื้อ ก่อนกวักมือเรียกพนักงานให้เข้ามารับคำสั่ง เขารู้แค่ว่าตอนนี้อยากทราบความจริงทุกอย่างที่ตัวเองเคยรู้มาก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นถึงหลุมดำขนาดใหญ่ที่ตัวเองมองพลาดไป
เช็ดแขนเสื้อข้างที่ถูกอีกฝ่ายจับราวรังเกียจ มือหนากำเข้าหากันระงับความโมโห อยากเข้าไปกระทืบด้วยซ้ำแต่เลือกจะปล่อยผ่านเพราะยังไม่รู้ความจริงเรื่องที่วินธาพูดตอนเมา
ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รอเวลาให้อีกฝ่ายสร่าง แล้วเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ความจริงกระจ่างเอง
“เอาเขาไปขังไว้ในโกดังก่อน สร่างเมาแล้วโทรบอกผมด้วย” พนักงานค้อมศีรษะเป็นการรับคำสั่ง รู้ดีว่าโกดังอยู่ไหนจึงรีบเรียกพนักงานชายอีกสองคนให้เดินเข้ามาช่วยลากคนเมาออกจากร้าน
“ครับคุณหนึ่ง”
ไม่มีอารมณ์สุนทรีอีกต่อไป เขาเลือกวางเงินค่าเหล้าไว้บนโต๊ะแล้วหยิบเสื้อสูทมาพาดไหล่ก่อนเดินออกจากบาร์ ดวงตาเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตกันแน่ ข้อมูลที่เขาได้รับมาจริงเท็จแค่ไหนก็ไม่ทราบ
แต่ชายหนุ่มคิดจะเค้นเอาความจริงจากปากวินธาให้ได้...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







