เข้าสู่ระบบ“ออกไปได้แล้วค่ะ” ไล่อีกครั้งเพราะเขาไม่ยอมลุกไปไหน ยังปักหลักนั่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมลุกไปไหน เห็นอย่างนั้นก็ยิ่งหงุดหงิกกว่าเดิมเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังกวนประสาทกันอยู่หรือเปล่า
“ขอพี่อยู่ด้วยไม่ได้เหรอ”
“คุณต้องการอะไรกันแน่ อยากมาก็มาอยากไปก็ไป เล่นกับความรู้สึกคนอื่นมันสนุกนักเหรอ คุณคิดว่าหัวใจฉันเป็นหินที่จะไม่เจ็บปวดเลยใช่ไหม” นับเป็นอีกครั้งที่เธอพูดความรู้สึกของตัวเองให้เขาฟัง แล้วดูเหมือนร่างสูงก็รู้สึกผิดเช่นเดียวกันที่เป็นต้นเหตุให้หล่อนเสียใจ
“พี่ผิดไปแล้ว พี่ขอโทษ”
“พูดตามตรงว่าฉันไม่พร้อม ขอเวลาให้กันบ้างเถอะค่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับทุกอย่างในวันเดียว ตอนนี้ฉันต้องการอยู่ตามลำพัง รบกวนคุณช่วยออกจากห้องได้ไหม หรือถ้าคุณไม่ออกฉันจะเป็นคนออกไปเอง” แล้วเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้แค่ขู่แต่คิดจะเดินออกจากห้องจริง เขาจึงรีบลุกแล้วยอมเป็นฝ่ายไปเอง
“ไปแล้ว...พี่ไปก็ได้” เห็นว่าเขายอมถอยก็นึกโล่งอก แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงประตู ธนนท์ปภพก็เลือกจะหันกลับมามองเธอพร้อมบอกด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
“พรุ่งนี้จะมาหาใหม่นะ”
“ว่างเหรอคะ” ถามกลับแล้วขมวดคิ้ว คนที่งานล้นโต๊ะเช่นเขาจะมีเวลาว่างให้เธอได้อย่างไร
“ไม่ว่างก็จะว่าง พี่อยากเจออัญ” พูดจบก็เปิดประตูแล้วออกจากห้องของหล่อน ปล่อยร่างบางยืนนิ่งในห้องเพียงลำพัง ยกมือทาบแก้มของตัวเองที่เริ่มร้อนผ่าว ไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มต้องการอะไรกันแน่จึงเล่นกับความรู้สึกกันขนาดนี้
ไม่รู้ว่าจะใจแข็งกับเขาไปได้อีกนานแค่ไหน...
“เขาเป็นอะไรของเขา...”
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้โล่งใจคือตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับวินธา นึกโล่งอกอยู่เหมือนกัน ปมในใจเรื่องนี้ถูกคลายออกจนเธอสามารถกลับมายิ้มได้เต็มปากอีกครั้ง
แอ๊ด
ทุกเช้าเธอต้องต้มน้ำเต้าหู้แล้วนำไปขายที่หน้าร้านของป้าไก่ แต่วันนี้เนื่องจากป้าไม่อยู่แล้วเธอก็ต้องเตรียมของทุกอย่างเพียงคนเดียว จึงคิดจะเปิดร้านในช่วงสายแล้วตนก็ต้องวิ่งทำงานคนเดียวหมดทุกอย่าง นึกกังวลจนเมื่อคืนนอนไม่หลับ ไหนจะเรื่องของธนนท์ปภพอีก
กลายเป็นว่าหล่อนต้องตื่นมาด้วยขอบตาที่ดำคล้ำกว่าปกติ คิดจะนำน้ำเต้าหู้ไปใส่รถเข็นกลับต้องชะงักเพราะเปิดประตูออกมาก็เจอกับชายหนุ่มที่ไม่คิดว่าเขาจะมาหาตนถึงห้องเช้าขนาดนี้ ดูนาฬิกาเพิ่งจะตีห้าครึ่งเท่านั้นเอง
เขามารอตั้งแต่เมื่อไหร่...
“คุณมาทำไมแต่เช้า”
“มาช่วยขายของ” ส่งยิ้มให้เธอพร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ แต่ดูเหมือนหล่อนจะไม่ค่อยเชื่อเขาเท่าไหร่ สายตาก้มมองต่ำลงเห็นกระเป๋าราคาแพงวางอยู่บนพื้น
“แล้วกระเป๋า?”
“พี่โดนพ่อไล่ออกจากบ้านเลยว่าจะมาอยู่กับอัญ ขออยู่ด้วยนะ” เกือบหลุดขำกับคำอ้างที่ดูจะไม่เข้ากับความจริงเอาเสียเลย เพิ่งรู้ว่าเขาเก่งในการโกหกหน้าตาย จนนึกหมั่นไส้อีกฝ่ายที่ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันก็มีอิทธิพลกับใจของเธอเสมอ
“คุณรวยจะตายจะมาอยู่กับฉันทำไม ไปอยู่กับคนอื่นสิ” ไล่อีกฝ่ายทันทีแต่เขาก็เลือกจะเดินเข้ามาหาเธอพร้อมโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนร่างบางต้องเอนกายหลบแล้วจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง
“อยู่ด้วย...อยากอยู่กับอัญ” เขากลับไปทำตัวคลั่งรักเหมือนสิบเอ็ดปีก่อนจนเธอตามไม่ทัน พอจะผลักออกห่างกลายเป็นว่าร่างสูงรีบเดินไปช่วยยกของทุกอย่างใส่รถเข็นเพื่อไปขายที่หน้าบ้านป้าไก่ เขาทำทุกอย่างรวดเร็วราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแต่ละวันเธอทำอะไรบ้าง
“ไม่...คุณหนึ่ง!” เรียกเขาแล้วจ้องชายหนุ่มตาเขียว แต่มาถึงขั้นนี้เขาก็ไม่คิดจะอ่อนข้อให้หล่อนเช่นเดียวกัน
“จะไปขายของใช่ไหม เดี๋ยวพี่ช่วยเข็นไปนะ” เตรียมของในเวลาไม่กี่นาทีก็ขันอาสาจะเข็นรถไปให้เธอถึงหน้าร้าน กลับถูกหล่อนค้านหัวชนฝาพร้อมจ้องเขานิ่งแต่ร่างสูงก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน เขาตั้งใจว่าจะช่วยเธอแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
“ไม่ต้อง...”
“พี่ทำได้ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ตัวเล็กแค่นี้จะเข็นไปเองได้ยังไง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ดีกว่า” พูดจบก็เดินเข็นรถออกจากหน้าบ้านทันที เขามีความสุขเป็นอย่างมากเมื่อได้คอยบริการหญิงสาว แม้ว่าหล่อนจะเดินตามด้วยใบหน้าบูดบึ้งก็ตาม
เป็นครั้งแรกที่ได้มาขายของแต่เหมือนทักษะของเขาจะดีกว่าที่คิดเอาไว้ สามารถขายน้ำเต้าหู้ได้อย่างชำนาญ โดยหล่อนไม่รู้ว่าเมื่อคืนธนนท์ปภพต้องเรียนหนักแค่ไหนในการตักน้ำใส่ถุงแล้วมัดยางให้สวยงาม เรียกว่าแทบไม่ได้นอนเพราะตื่นเต้นอยากมาช่วยเธอแต่เช้า
ซึ่งผลออกมาก็ค่อนข้างน่าพึงพอใจสำหรับเขาทีเดียว คนที่เดินเข้ามาซื้อก็ทักทายชายหนุ่ม ส่วนใหญ่เป็นขาประจำที่ซื้อหล่อนตลอด แต่บางคนก็มาใหม่ไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ แน่นอนว่าคนที่เขาจ้างให้มาซื้อมักจะมราช่วงท้ายที่ของขายใกล้หมดแล้วมาเหมาประจำ โดยต้องเปลี่ยนคนตลอดกลัวอัญชิสาจำหน้าได้
“โห วันนี้มีแฟนมาขายช่วยเหรอคะ” ลูกค้าเข้ามาซื้อของแล้วก็ทักด้วยแววตาล้อเลียน เธอเห็นอย่างนั้นก็พยายามปฏิเสธ
“ไม่...” จากที่กำลังทอดปาท่องโก๋ก็หูผึ่งส่ายหน้าไปมา แต่ถูกเขาขัดเสียก่อนแล้วยังยอมรับหน้าชื่นตาบานอีกต่างหาก
“สามีครับ ผมเป็นสามีของอัญมาช่วยเมียขายของน่ะครับ” ไม่คิดว่าร่างสูงจะพูดอย่างไม่เคอะเขินเลยสักนิด เอ่ยเต็มปากเต็มคำว่าเธอคือเมียของเขา แล้วยังดูภูมิใจมากอีกด้วยจนคนที่อายคือหล่อนเอง ร่างบางเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรอีก นอกจากทอดปาท่องโก๋แล้วทดเอาไว้ในใจ
ลูกค้าไปเมื่อไหร่เขาเจอดีแน่!
“อุ้ย ดีจังเลย...เต้าหู้ธรรมดาสามถุงกับปาท่องโก๋ยี่สิบบาทค่ะ” สั่งของที่ต้องการเขาก็ยิ้มรับแล้วทำให้รวดเร็ว หันไปคีบปาท่องโก๋ใส่ถุงแล้วรับเงินมาอีกต่างหาก ทำเองทั้งหมดโดยหล่อนมีหน้าที่ทอดปาท่องโก๋อย่างเดียว เนื่องจากเขาทำไม่เป็นแล้วถ้าให้ทำดูท่าว่าน่าจะไหม้
“ครับ”
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







