เข้าสู่ระบบ“ซื่อจื่อ?”เสียงอุทานของฟางเฟยดังแว่วมาร่างของเจียงโย่วหนิงแข็งทื่อ ใบหน้าพลันซีดเผือดฟางเฟยเรียก “ซื่อจื่อ” หรือ? เป็นจ้าวหยวนเช่อกระนั้นหรือ?เขาตามหาจนมาถึงซูโจวเลยหรือ?มิใช่หรอก ไม่มีทาง เขาอยู่ในคุกมิใช่หรือ? ย่อมเป็นไปมิได้ที่จะเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้เสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามาทุกที แต่ละก้าวราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจของนาง นางรู้สึกริมฝีปากแห้งผาก หวาดหวั่นจนกระวนกระวายใจยิ่งนักนางคุ้นเคยกับเสียงฝีเท้าของเขาดีเหลือเกิน นี่เขาตามมาเจอแล้วจริง ๆ หรือ?ชั่วครู่ต่อมา ร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาก็ปรากฏแก่สายตา ท่วงท่าของเขายังคงองอาจสง่างาม สีหน้าเคร่งขรึมดุจกาลก่อน ทว่าเมื่อพินิจดูให้ดี บริเวณหว่างคิ้วกลับแฝงความอิดโรยอยู่บ้าง ใต้ตามีรอยคล้ำจาง ๆ ปลายคางก็มีไรหนวดเขียวครึ้มผุดขึ้นมา ราวกับว่าเขามิได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาสักระยะหนึ่งแล้วเขาก้าวเท้ายาวข้ามธรณีประตู ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น นัยน์ตาดำขลับล้ำลึกสุดหยั่ง สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจับจ้องนางราวกับคมมีดที่แหลมคม ภายใต้ดวงตาคู่นั้นซุกซ่อนอารมณ์ที่กำลังปะทุพลุ่งพล่านสายตาของคนทั้งสามต่างจับจ้องไปที่จ้าวหยวนเช่อ ชั
หัวใจของเขาเต้นระรัว ลำคอแห้งผาก นิ้วมือขยุ้มชายแขนเสื้อของตนเองไว้แน่น ก่อนจะพรั่งพรูความในใจออกมาในรวดเดียววาจาที่นางเอ่ยเมื่อครู่ ชัดเจนว่าต้องการตัดรอนไมตรีกับเขาเขารู้ดีว่าหากไม่พูดคำเหล่านี้ออกไป ภายหน้าคงไม่มีโอกาสได้เอ่ยอีกแล้ว“ใต้เท้าตู้ ที่ผ่านมาต้องขอบคุณที่ท่านคอยดูแล แต่มิใช่ว่าตอนนี้ข้าจะคิดเรื่องแต่งงาน” เจียงโย่วหนิงหลุบขนตางอนยาวสีดำขลับลง ส่ายหน้าช้า ๆ น้ำเสียงมิได้ดังนัก “เป็นดั่งที่มารดาของท่านกล่าว ท่านคือทั่นฮวา เป็นเสาหลักของราชสำนัก อนาคตสดใสเรืองรอง ส่วนข้าชาติกำเนิดคลุมเครือ ก่อนหน้านี้ยัง... ท่านไม่จำเป็นต้องมาเกลือกกลั้วกับข้าเลยจริง ๆ”นางมิได้กล่าวว่าไม่ยินยอม เพียงบอกว่าไม่คู่ควรเพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเขามากเกินไป“อาหนิง ข้าเคยบอกแล้วว่าอดีตของเจ้าข้าไม่ใส่ใจ เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นเพราะเจ้าไร้หนทางเลือก” ตู้จิ่งเฉินจ้องมองนาง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงร้อนรนอยู่บ้าง “เจ้ายังไม่อยากแต่งงาน ข้ารอได้ ทางด้านท่านแม่ ข้าก็ปกป้องเจ้าได้ ตอนนี้ข้าอาจมีตำแหน่งต่ำต้อย แต่ข้าก็สอบได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ข้ายินดีจะทุ่มเททำหน้าที่อย่างหนัก เพื่อสร้างอนาค
ภายหลังเขาได้ปฏิเสธการแต่งงานกับจ้าวซือรุ่ย ท่านแม่จึงโวยวายกับเขาอยู่พักหนึ่งเพราะเรื่องนี้นับตั้งแต่มาถึงซูโจว เขาคิดว่าท่านแม่เห็นแก่ที่เจียงโย่วหนิงเคยดูแลนางมาก่อน จึงเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเจียงโย่วหนิงไปแล้วเสียอีกเขาเพิ่งมารับตำแหน่งที่นี่ ช่วงที่ผ่านมานี้ก็ยุ่งวุ่นวายยิ่งนัก จึงมิได้ใส่ใจไถ่ถามว่าท่านแม่กำลังง่วนอยู่กับสิ่งใดจู่ ๆ เจียงโย่วหนิงก็เอ่ยถึงมารดาของเขาขึ้นมา ในใจเขาก็พลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี“ช่วงแรกนางมาขอยืมเงินข้าหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง ข้ามิได้มีมากถึงเพียงนั้นจึงปฏิเสธไป” เจียงโย่วหนิงเห็นสีหน้าเขาไม่เหมือนแสร้งทำ จึงเอ่ยตามความจริง “ต่อมานางอยากให้ข้ายกรถม้าให้นาง โดยบอกว่ายามท่านไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการทุกวันจะได้ใช้ไปกลับ ทว่าข้าเองก็ต้องใช้รถม้าอยู่เป็นประจำ จึงมิได้ให้นางยืมเช่นกัน”นางมิใช่คนชอบฟ้องร้อง หากคิดจะฟ้องตู้จิ่งเฉินก็คงไม่รอจนถึงวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นนางมิได้อยากยุแยงความสัมพันธ์ของแม่ลูกบ้านอื่นทว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะมารดาตู้ทำเกินไป นางจึงไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” ใบหน้าหล่อเหลาของตู้จิ่งเฉินสลับเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแด
ยามเช้าตรู่ ภายในเรือนหลังน้อยช่างงดงามและเงียบสงบเจียงโย่วหนิงล้างมือจนสะอาด แล้วปักธูปลงในกระถางเบื้องหน้าโถงกลางควันสีเทาลอยกรุ่น กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์ค่อย ๆ กำจายไปทั่วห้องวันนี้คือวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสี่เผลอประเดี๋ยวเดียว นางก็จากเมืองหลวงมาได้เดือนกว่าแล้วนี่คือช่วงเวลาที่นางใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีที่สุด นับตั้งแต่อยู่มาจนถึงอายุยี่สิบเอ็ดปีนางชื่นชอบชีวิตเช่นนี้“แม่นางเจียง”ตู้จิ่งเฉินมาเยือนถึงเรือน“เหตุใดวันนี้ใต้เท้าตู้จึงมีเวลาว่างเล่า?”เจียงโย่วหนิงหันกลับมาเห็นเขา ก็คลี่ยิ้มจนดวงตาคู่สวยโค้งลงอาจเป็นเพราะอารมณ์ดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของนางจึงดูคล้ายจะเปล่งประกายระเรื่อ นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายกระจ่างใส ทั่วทั้งร่างดูมีชีวิตชีวา ทั้งยังดูซุกซนและน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่ายามอยู่เมืองหลวงอยู่หลายส่วน“วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนของข้า”ตู้จิ่งเฉินมองนางจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ ใบหน้าขาวผ่องค่อย ๆ ขึ้นสีระเรื่อเมื่อเอ่ยคำ“วันหยุดพักผ่อนเหตุใดจึงไม่ออกไปเดินเล่นเล่าเจ้าคะ?”เจียงโย่วหนิงหันกายเดินเข้าไปหาเขาสายตาของนางทอดมองไปบนใบหน้า
นางมองมารดาตู้แล้วเอ่ยถามมารดาตู้กับนางมิได้ข้องเกี่ยวกันมากนัก อีกทั้งยังมิได้ชอบสนทนากับนางเท่าใดนักวันนี้จู่ ๆ ก็มาหา นางจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง“ไม่มีอันใดหรอก” มารดาตู้วางถ้วยชาลง บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพียงรู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่จะเอ่ยปาก”“ท่านกล่าวมาเถิด” เจียงโย่วหนิงจดจ้องนางระหว่างมารดาตู้กับนางจะมีเรื่องอันใดให้ต้องละอายใจที่จะเอ่ยปากกัน?“มิใช่ว่าเพิ่งมาถึงซูโจวหรอกหรือ?” มารดาตู้งอนิ้วมือพลางถูเข้าหากันเล็กน้อย “ช่วงนี้ขัดสนเงินทองอยู่บ้าง ข้าไม่อยากให้ตู้จิ่งเฉินต้องเป็นกังวล จึงอยากขอยืมเงินจากเจ้ามาหมุนเวียนเสียหน่อย รออีกไม่กี่วันให้จิ่งเฉินได้รับเบี้ยหวัดแล้ว จะนำมาคืนให้เจ้า”นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนลงกว่าเดิม“ท่านต้องการเท่าใด?”เจียงโย่วหนิงเอียงคอมองนาง ดวงตาดำขลับกระจ่างใส ไร้ซึ่งความระแวดระวังผู้คนแม้แต่น้อยยามรอนแรมอยู่ภายนอก ย่อมหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกสบายมิได้ การที่มารดาตู้เอ่ยปากเช่นนี้จึงนับว่ามิได้หุนหันพลันแล่นจนเกินไปนางมิได้คิดมากอันใด“ขอสักหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงก่อนเถิด”มารดาตู้เห็นนางมีท่าทา
“ท่านแม่กำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือขอรับ?”ตู้จิ่งเฉินถามด้วยความไม่เข้าใจ“ไม่มีอันใดหรอก คนเหล่านั้นคือผู้ใดกัน?”มารดาตู้เพิ่งจะรู้ตัวว่ารถม้าได้หยุดลงแล้ว เบื้องหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่“เป็นคนที่ท่านผู้ว่าการรัฐส่งมารับพวกเราขอรับ ข้าจะไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการก่อน ท่านแม่ตามพวกเขาไปที่พัก แล้วคอยดูพวกเขาขนสัมภาระลงเถิด”ตู้จิ่งเฉินเอ่ยกับนาง“ได้”มารดาตู้รับคำหนานเฟิงที่ซุ่มอยู่ซอกมุมมืดเห็นตู้จิ่งเฉินจากไปแล้ว ก็รีบสาวเท้าเข้าไปตามรถม้าให้ทันคนของตู้จิ่งเฉินเพียงคิดว่าเขาเป็นคนของท่านผู้ว่าการซูโจว ฝ่ายคนของท่านผู้ว่าการซูโจวก็คิดว่าเขาเป็นบ่าวรับใช้ของจวนสกุลตู้ ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวตนของเขา ปล่อยให้เขาแฝงตัวเข้าไปในเรือนได้อย่างราบรื่นเขาช่วยคนเหล่านั้นขนย้ายสัมภาระ เมื่อเห็นมารดาตู้ยืนอยู่ไกล ๆ จึงหิ้วห่อผ้าเดินเข้าไปหาพลางยิ้มกล่าวว่า “ฮูหยิน ข้าดูแล้วบุตรชายของท่านหน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น ทั้งยังเป็นถึงทั่นฮวาของราชวงศ์นี้ อายุอานามดูแล้วก็ราว ๆ ยี่สิบ ช่างเหมาะสมกับบุตรีของท่านผู้ว่าการของพวกเรายิ่งนัก”“โอ้?” มารดาตู้ได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาท
“ไม่กลัวถูกขังในศาลบรรพบุรุษ แล้วกลัวไม้ตีมือหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อมือไพล่หลังเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องจ้าวเชียนหัว แววตาแผ่ซ่านความเยือกเย็น“ท่านซื่อจื่อ!”สาวใช้บ่าวหญิงเฒ่าคุกเข่าเต็มพื้นเจียงโย่วหนิงหน้าซีดจ้องมองจ้าวหยวนเช่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่อยู่ในต
เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาคิดว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ยื่นมือคิดจะปิดประตูแล้ววิ่งหนี แต่ช่วยไม่ได้ขาสองข้างไม่เอาไหน ไม่ฟังคำสั่งนางสักนิด ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว“เข้ามา”จ้าวหยวนเช่อไม่หันหลัง แต่เหมือนมองเห็นการกระทำของนางเจียงโย่วหนิงกลัวถูกคนจับได้ เลยก้มหน้าเดินเข้าห้องด้านใน แล้วถามเสียง
“ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย
เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง







