Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 34 — มือที่ยอมปล่อย

Share

บทที่ 34 — มือที่ยอมปล่อย

last update publish date: 2026-10-20 01:17:12

วันที่สามของการพักรักษา โม่หลิงยวนถูกยึดพู่กัน

เขามองมือของอาจารย์ฉินซึ่งหยิบมันออกไปจากระหว่างนิ้ว ก่อนมองแผนผังอาคมที่ยังเขียนไม่เสร็จ

“ข้าไม่ได้ใช้ปราณ”

“แต่เจ้ายังไม่นอน”

“เพิ่งยามบ่าย”

“เมื่อคืนเจ้าก็นั่งอยู่ตรงนี้”

เยว่ซีซึ่งถือถาดอาหารเข้ามาพอดีหยุดอยู่หน้าประตู

หลิงยวนหันมามองนาง

นางมองแผนผังบนโต๊ะ แล้ววางถาดลงตรงพื้นที่ว่างเพียงแห่งเดียว

“ข้าควรย้ายข้าวไปให้ท่านกินบนกระดาษแผ่นไหนเจ้าคะ”

อาจารย์ฉินหัวเราะในลำคอ ก่อนรวบเอกสารสามแผ่นที่ตรวจแล้วออกจากโต๊ะ

“กินให้หมด จากนั้นนอน ข้าจะกลับมาตรวจ”

เมื่อหมอออกไป หลิงยวนจึงมองพู่กันที่ถูกนำไปด้วย

เยว่ซีเลื่อนตะเกียบให้

“อันนี้ยังไม่ถูกยึด”

เขารับมาอย่างยอมแพ้

นอกหน้าต่าง แดดตกบนใบไผ่เป็นสีอ่อน ลมพัดจนเงาไหวอยู่บนพื้นห้อง ทุกอย่างสงบพอที่คนคนหนึ่งจะนั่งกินข้าวโดยไม่ต้องฟังเสียงฝีเท้านอกประตูตลอดเวลา

แต่หลิงยวนยังเหลือบมองกระดาษ

เยว่ซีใช้ถ้วยน้ำทับมุมมันไว้

“ท่านกลัวพวกข้าทำไม่สำเร็จหรือ”

“ข้ารู้จักผนึกนี้ดีที่สุด”

“ข้ารู้เจ้าค่ะ”

นางนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“แต่ท่านอธิบายให้อาจารย์เสิ่นฟังแล้ว เขียนสิ่งที่จำได้แล้ว และเมื่อคืนก็ตรวจจนดึก หากยังมีจุดผิด ตอนท่านพัก คนอื่นจะได้หาเจอบ้าง”

หลิงยวนเงียบไป ก่อนคีบอาหารเข้าปาก

เยว่ซีจึงเลื่อนถ้วยน้ำออกจากกระดาษ

เขามองนาง

“ไว้กินเสร็จ ข้าจะช่วยเก็บเจ้าค่ะ”

⸻

อาคมจำลองครั้งแรกแตกในช่วงเย็น

เสียงผลึกร้าวดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนเจ้าสำนักจะปิดวงอาคมทั้งหมด

เสิ่นซูเหอมองผงสีขาวในถาดทองแดงอย่างเคร่งเครียด

ไม่มีใครบาดเจ็บ อาคมยังไม่เชื่อมกับร่างของเยว่ซีหรือหลิงยวน แต่ผลที่เห็นชัดเจนพอจะทำให้ทุกคนหยุดคิดเรื่องทดลองจริง

“ภาชนะรับปราณได้” นางกล่าว “แต่รับจังหวะที่ผนึกเดิมดึงกลับไม่ไหว”

เยว่ซีมองเส้นไหมซึ่งเชื่อมผลึกสองก้อนเข้าหากัน

ก้อนหนึ่งแทนปราณของนาง อีกก้อนแทนส่วนที่หลิงยวนประคองอยู่ เมื่อย้ายแรงไปยังผลึกก้อนที่สาม แสงในก้อนเดิมกลับพุ่งตามมาแล้วดึงทุกอย่างย้อนกลับ

“ผนึกคิดว่าพลังของข้ากำลังรั่วหรือเจ้าคะ”

หลิงยวนพยักหน้า

“มันถูกสร้างให้ปิดทางที่ไม่ได้กำหนดไว้”

“แต่ตอนฝึก ข้าส่งปราณออกสู่ผลึกได้”

“เพราะข้าเปิดทางส่วนนั้นไว้ให้แล้ว แต่เรากำลังจะย้ายหน้าที่ประคองทางออกไปด้วย”

เยว่ซีค่อย ๆ เข้าใจ

ที่ผ่านมา นางเดินผ่านประตูที่เขาเปิดค้างไว้

คราวนี้พวกเขาต้องการให้ประตูอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีเขายืนรับน้ำหนักอยู่ข้างมันตลอดเวลา

เจ้าสำนักหยิบผลึกก้อนที่แตกร้าวออก

“ถ้าย้ายทีเดียวไม่ได้ ก็ลดขนาดส่วนที่จะย้าย”

เสิ่นซูเหอพยักหน้า ก่อนขีดเส้นใหม่บนแผ่นกระดาษ

หลิงยวนยื่นมือไปหยิบพู่กัน

อาจารย์ฉินกระแอม

เขาจึงเปลี่ยนเป็นชี้แทน

“เริ่มจากสายไม้ ส่วนนี้เยว่ซีหยุดได้สม่ำเสมอกว่า และแยกออกจากผนึกความทรงจำได้ชัดที่สุด”

⸻

ระหว่างที่อาคมจำลองถูกแก้ทีละส่วน ข่าวจากนอกสำนักยังมาถึงทุกวัน

รายชื่อเรือนรักษาซึ่งได้รับโคมทองเหลืองถูกส่งออกไปพร้อมคำเตือน ห้ามเติมปราณ ห้ามตัดเส้นด้ายจากผู้ป่วยโดยไม่ตรวจ และให้ย้ายคนที่ยังไม่ได้รับการรักษาออกห่างจากโคม

ทีมของชิงเสวียนกับสำนักพันธมิตรพบโคมอีกสามดวง

สองดวงยังไม่มีสิ่งผิดปกติอยู่ข้างใน อีกดวงมีร่องรอยสีเทาเกาะฐาน แต่ถูกแยกเก็บก่อนนำไปใช้

เยี่ยจื้อหยวนส่งข่าวจากเขาดับจันทราว่าประตูยังปิดสนิท ไม่มีปราณใหม่ผ่านออกมา

เจ้าสำนักนำรายงานมาให้หลิงยวนอ่านในช่วงที่หมออนุญาต

“คนอื่นทำได้” เขากล่าวหลังลูกศิษย์อ่านจบ

หลิงยวนวางกระดาษลง

“ข้าเห็นแล้วขอรับ”

“เห็นแล้วก็อย่าซ่อนเอกสารไว้ใต้หมอน”

เยว่ซีซึ่งยืนอยู่ข้างประตูหันไปมองหมอนทันที

หลิงยวนหลับตาครู่หนึ่ง

เจ้าสำนักยิ้มแล้วเดินจากไป

⸻

วันที่ห้า หอวินัยประกาศผลสอบสวนของเสี่ยวถัง

นางถูกพักการออกภารกิจนอกสำนักสามเดือน งดเข้าถึงเอกสารและพื้นที่ซึ่งต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ และต้องทำงานชดใช้ตามที่ผู้ดูแลมอบหมาย การถูกข่มขู่กับการแจ้งเหตุก่อนเกิดการโจมตีถูกบันทึกไว้ร่วมกับความผิดที่เปิดเผยข้อมูล

เยว่ซีทราบข่าวจากผู้ดูแลเรือนพัก

ตอนเย็นนางพบเสี่ยวถังกำลังขนตะกร้าผ้าสะอาดไปยังเรือนรับผู้ป่วย มีศิษย์รุ่นพี่ยืนตรวจจำนวนอยู่ใกล้ ๆ

ทั้งสองหยุดเมื่อเห็นกัน

“พี่ชายเจ้ากลับบ้านแล้วหรือ”

เสี่ยวถังพยักหน้า

“มีคนของสำนักไปส่ง เขาฝากจดหมายไว้ให้ข้า”

“ดีแล้ว”

ความเงียบแทรกขึ้นระหว่างทั้งคู่

เสี่ยวถังมองถาดไม้ในมือเยว่ซี แต่ไม่ได้ถามว่าจะไปฝึกที่ใดหรือกับใคร

“ข้าวางตะกร้าแล้วจะหลีกทางให้”

เยว่ซีขยับไปด้านข้างแทน

“เดินได้ ข้าไม่ได้รีบ”

เสี่ยวถังอุ้มตะกร้าผ่านไป

เยว่ซีมองตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินต่อ

นางยังคิดถึงเสียงพูดคุยในห้องพัก แต่ความคิดถึงไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไป และวันนี้นางก็ยังพูดได้เพียงเท่านั้น

⸻

คืนวันที่หก อาคมจำลองอยู่ได้ครบหนึ่งก้านธูปโดยไม่แตก

เสิ่นซูเหอไม่ได้ประกาศว่าสำเร็จ

นางให้เจ้าสำนักเพิ่มแรงสั่นจากด้านข้าง ลดปราณต้นทาง แล้วลองปิดวงหนึ่งอย่างฉับพลัน

ครั้งสุดท้าย แสงสีเขียวไหลลงสู่ผลึกสำรองโดยไม่ย้อนกลับ

หลิงยวนมองมันอย่างตั้งใจ

“ตรงนี้” เขาชี้ “ก่อนปลดพันธะเก่า ต้องรอให้วงใหม่รับจังหวะได้ครบสามครั้ง”

“ข้าจดไว้แล้ว”

“หากรีบ—”

“หลิงยวน”

เสิ่นซูเหอเงยหน้าจากกระดาษ

“ข้าจะไม่รีบ”

เขาหยุดพูด

เยว่ซีมองมือของเขาซึ่งวางอยู่ข้างเข่า นิ้วข้างนั้นกดลงบนผ้าแน่นกว่าปกติ

นางเพิ่งเข้าใจว่าเขาไม่ได้เพียงกังวลเรื่องวิชา

คนที่ต้องหยุดพลังของนางในคืนซึ่งทุกอย่างพังทลาย กำลังถูกขอให้ยอมคลายสิ่งที่ตนจับไว้ตั้งแต่นั้นมา

แม้รู้ว่ามีคนเตรียมรับต่อแล้ว มือก็อาจยังไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ

⸻

เช้าวันที่แปด อาจารย์ฉินตรวจชีพจรของทั้งสองนานกว่าทุกวัน

หลิงยวนได้รับอนุญาตให้เข้ารับการปรับผนึกขั้นแรก

เยว่ซีวางกำไลทองแดงลงบนโต๊ะตามคำสั่ง วันนี้ใช้ผลึกภายนอกชุดใหญ่ มีเจ้าสำนักคุมอาคมสำรอง ส่วนอาจารย์ฉินดูอาการของหลิงยวน และเสิ่นซูเหอดูแลนาง

แผ่นหยุดสีแดงวางอยู่ใกล้มือทั้งสองคน

“ใครไม่ไหว ให้หยุด” อาจารย์ฉินกล่าว “ไม่ต้องรออีกคนอนุญาต”

เยว่ซีพยักหน้า

หลิงยวนรับคำเช่นกัน

เสิ่นซูเหออธิบายซ้ำว่า วันนี้จะย้ายเพียงส่วนเล็กของปราณสายไม้ ผนึกอีกสี่สายยังคงเดิม ความทรงจำยังไม่ถูกเปิด และบาดแผลเก่าของหลิงยวนจะไม่หายทันที

“ผลที่เราต้องการคือให้แผลมีโอกาสพัก” นางกล่าว “เท่านั้นพอแล้วสำหรับครั้งนี้”

เยว่ซีมองหลิงยวน

เขานั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะหิน แขนเสื้อพับขึ้นเหนือข้อมือ เผยรอยแผลจางซึ่งมีแสงสีเงินอยู่ใต้ผิว

นางเคยเห็นมันหลายครั้ง

แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ได้นั่งช่วยให้แสงบางส่วนในนั้นดับลง

“พร้อมหรือไม่” เสิ่นซูเหอถาม

“พร้อมเจ้าค่ะ”

หลิงยวนพยักหน้า

อาคมเริ่มทำงาน

⸻

ความอุ่นไหลจากฝ่ามือเยว่ซีเข้าสู่เส้นไหม

นางประคองมันไว้เท่าที่เคยฝึก ไม่เร่งให้สว่างขึ้น ไม่พยายามดันปราณที่ยังอยู่ลึกออกมาเพิ่ม

ผลึกตรงกลางรับแสงสีเขียวไว้

ครั้งแรก

ครั้งที่สอง

เมื่อครบครั้งที่สาม เสิ่นซูเหอจึงแตะปลายเข็มเงินลงบนวงอาคมข้างข้อมือหลิงยวน

เส้นสีเงินเส้นหนึ่งค่อย ๆ ถอนออกจากแสงสีเขียว

ความเย็นแล่นขึ้นแขนเขาทันที

หลิงยวนขยับนิ้วตามความเคยชิน ปราณสีเงินพุ่งกลับเข้าไปครึ่งส่วน

ผลึกกลางโต๊ะสั่น

“คงไว้ก่อน” เจ้าสำนักกล่าว

เสิ่นซูเหอหยุดเข็ม ไม่ดึงต่อ

เยว่ซีรู้สึกตึงในฝ่ามือ แต่ยังไม่เจ็บ นางมองหลิงยวน เห็นเขากำลังพยายามคลายนิ้วทีละนิ้ว

“เจ็บตรงไหนเจ้าคะ”

“ข้อมือขึ้นมาถึงข้อศอก”

อาจารย์ฉินตรวจชีพจรแล้วพยักหน้าให้เสิ่นซูเหอ

ยังอยู่ในขอบเขตที่เตรียมรับมือไว้

แต่เมื่อเห็นสีหน้าเขา เยว่ซีกลับเผลอส่งปราณเพิ่ม

นางอยากให้ผลึกรับน้ำหนักแทนเร็วขึ้น

ความอุ่นที่ฝ่ามือเปลี่ยนเป็นร้อน

หญิงสาวสะดุ้งแล้วหยุดทันที

“มีสายอื่นขยับเจ้าค่ะ”

เสิ่นซูเหอกดเข็มอีกจุด เปิดทางให้ปราณส่วนเกินไหลลงผลึกสำรอง แสงสีแดงบางเท่าเส้นผมหายไปก่อนพ้นข้อมือ

ทุกคนรอจนลมหายใจของเยว่ซีสม่ำเสมอ

“ต้องการหยุดวันนี้หรือไม่” ผู้เป็นอาจารย์ถาม

เยว่ซีมองผลึกซึ่งยังสมบูรณ์ แล้วสำรวจความรู้สึกในแขนตนเอง

“ขอพักตรงนี้ก่อนเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งเลื่อนเข็มต่อ”

เสิ่นซูเหอรับคำ

หลิงยวนเองก็ไม่เร่ง

ความเงียบทอดยาวอยู่หลายลมหายใจ ก่อนเยว่ซีจะพูดขึ้น

“เมื่อครู่ข้าอยากช่วยท่านเร็วเกินไป”

เขามองนาง

“ข้าก็รับกลับเร็วเกินไป”

นางหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ปลายนิ้วยังสั่น

ทั้งสองต่างเฝ้าดูอีกฝ่าย จนเกือบลืมทำส่วนของตนเอง

เยว่ซีวางมือให้สบายขึ้น

“ครั้งนี้ข้าจะดูปราณของข้า”

หลิงยวนก้มมองนิ้วที่เกร็งอยู่ ก่อนคลายมันออกช้า ๆ

“ข้าจะปล่อยให้วงใหม่รับ”

⸻

การถอนครั้งที่สองช้ากว่าครั้งแรกมาก

เสิ่นซูเหอเลื่อนเข็มทีละน้อย เจ้าสำนักประคองวงสำรองให้เปิดรอ ขณะที่อาจารย์ฉินคอยบอกจังหวะชีพจรของหลิงยวน

เยว่ซีไม่มองสีหน้าเขาตลอดเวลาอีก

นางรับรู้ความอุ่นที่ผ่านฝ่ามือ แยกมันจากความร้อนที่เตือนว่าต้องหยุด แล้วปล่อยปราณออกเพียงเท่าเดิม

แสงสีเงินค่อย ๆ ถอยจากเส้นสีเขียว

หลิงยวนรู้สึกเหมือนมีสิ่งหนึ่งหลุดจากใต้กระดูกข้อมือ

ร่างกายสั่งให้คว้ามันกลับ

เขาได้ยินเสียงกระเบื้องแตกในความทรงจำ เห็นห้องที่เต็มไปด้วยอักขระและเด็กหญิงซึ่งนอนอยู่กลางวง

นิ้วของเขาขยับ

“หลิงยวน”

เสียงเจ้าสำนักดังอยู่ใกล้ ๆ

“มองโต๊ะ”

เขาก้มลง

ผลึกยังอยู่ครบ เส้นไหมยังไม่ขาด เยว่ซีนั่งอยู่ตรงหน้า ลืมตา หายใจ และประคองปราณด้วยตนเอง

ที่นี่ไม่มีประตูถูกพัง

ไม่มีใครกำลังส่งเด็กคนหนึ่งให้เขาอุ้มหนี

หลิงยวนค่อย ๆ วางฝ่ามือลงจนเต็มแผ่นหิน

เส้นสีเงินเส้นสุดท้ายถอนออก

ผลึกกลางโต๊ะสว่างขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนแสงจะนิ่ง

“อย่าเพิ่งขยับ” เสิ่นซูเหอกล่าว

ทุกคนรอ

หนึ่งลมหายใจ

สองลมหายใจ

เยว่ซีรู้สึกว่าปราณของตนยังไหลไปตามทางเดิม แต่มือของหลิงยวนไม่สั่นตามจังหวะมันอีกแล้ว

อาจารย์ฉินนับชีพจรจนจบ ก่อนเงยหน้าขึ้น

“ส่วนนี้แยกได้แล้ว”

⸻

ไม่มีใครลุกขึ้นฉลอง

เยว่ซียังต้องคงมือไว้จนปราณสงบ ส่วนหลิงยวนต้องนั่งให้ตรวจอีกครึ่งชั่วยาม

ผลึกถูกย้ายลงฐานป้องกันข้างเตียงของนาง มันยังต้องได้รับการดูแลและเปลี่ยนตามกำหนด ไม่อาจนำไปใช้แทนผนึกทั้งหมดได้

แต่เมื่อเยว่ซีลองส่งปราณสายไม้อีกครั้งเพียงชั่วลมหายใจ แสงในผลึกก็ขยับรับ โดยไม่มีแสงเส้นเดิมผุดขึ้นบนแขนหลิงยวน

นางหันไปมองเขา

“รู้สึกอย่างไรเจ้าคะ”

หลิงยวนขยับนิ้วช้า ๆ

“เบาลงนิดหนึ่ง”

เยว่ซียิ้ม

นิดหนึ่งก็พอ

วันนี้นางไม่ได้ต้องการให้เขาลุกไปชักกระบี่ หรือยืนยันว่าแข็งแรงเหมือนเดิม

อาจารย์ฉินยื่นถ้วยยาให้เขา

“เบาลงแล้วก็กินยา แผลยังอยู่”

หลิงยวนรับถ้วยมาดื่มจนหมดโดยไม่ต่อรอง

หมอมองก้นถ้วยอย่างพอใจเป็นพิเศษ

⸻

ช่วงเย็น เยว่ซีตื่นจากการพักแล้วพบหลิงยวนนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง

เขาไม่ได้ถือเอกสาร

บนตักมีเพียงหนังสือนิทานเก่าจากหีบของนาง ซึ่งนางนำติดมาด้วยตั้งแต่เช้าเผื่อต้องรอหมอนาน

“ท่านอ่านเรื่องอะไร”

“กระต่ายขโมยลูกท้อ”

เยว่ซีเดินมานั่งบนเก้าอี้ข้างกัน

มุมหน้ากระดาษมีรอยพับเล็ก ๆ อยู่หลายแห่ง ลายหมึกวาดกระต่ายตัวอ้วนเกินจริงกำลังติดอยู่บนกำแพง เพราะขากลับท้องใหญ่กว่าตอนปีนเข้าไป

นางหัวเราะ

“ข้าจำภาพนี้ได้”

หลิงยวนหันมา

“จำจากที่เคยเปิดดูเมื่อก่อนหรือ”

เยว่ซีส่ายหน้าช้า ๆ

ภาพหนึ่งผุดขึ้นในใจ เป็นปลายนิ้วของมารดาที่ชี้ไปยังท้องกระต่าย แล้วถามว่าใครแอบกินขนมก่อนอาหารเย็น

เด็กหญิงคนหนึ่งตอบว่าไม่รู้

ทั้งที่มีเศษขนมติดอยู่ข้างแก้ม

ความทรงจำสั้นมาก ไม่มีเลือด ไม่มีเสียงร้อง และไม่มีความเจ็บแล่นขึ้นตามอก

เยว่ซีเล่าให้เขาฟัง แล้วแตะกระดิ่งเรียกผู้ดูแลตามที่ตกลงกับเสิ่นซูเหอไว้

หมอตรวจอาการ จดช่วงเวลาที่เกิดภาพนั้น และยืนยันว่าผนึกความทรงจำไม่ได้ถูกเปิดจากการรักษาวันนี้

“เรื่องเก่าบางส่วนอาจกลับมาเองเมื่อพบสิ่งคุ้นเคยเหมือนก่อนหน้านี้ อย่าฝืนไล่ตามมัน”

เยว่ซีรับคำ

หลังผู้ดูแลออกไป นางก็เปิดหนังสือไปยังหน้าถัดไปตามปกติ

นางอยากจำแม่ได้อีก

แต่ไม่จำเป็นต้องบีบให้ทุกอย่างกลับมาภายในคืนนี้

หลิงยวนมองนางอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

เมื่อเยว่ซีหันไปอีกครั้ง ดวงตาของเขาปิดลงแล้ว

นางหยุดพลิกหน้า

ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ มือขวาวางอยู่บนตักโดยไม่กำแน่น แม้คิ้วยังมีรอยขมวดจาง ๆ แต่เมื่อมีเสียงรถเข็นผ่านด้านนอก เขาก็ไม่ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

เยว่ซีหยิบผ้าคลุมบางมาวางบนตัวเขา

ครั้งนี้นางเป็นคนอยู่เฝ้า

⸻

เขาตื่นก่อนโคมถูกจุดไม่นาน

สิ่งแรกที่เห็นคือเยว่ซีนั่งพิงโต๊ะ หนังสือเปิดอยู่ตรงหน้า มือข้างหนึ่งวางห่างจากมือเขาเพียงเล็กน้อย

“ข้าหลับไปนานหรือ”

“เกือบครึ่งชั่วยามเจ้าค่ะ”

หลิงยวนขยับไหล่ ก่อนก้มมองผ้าคลุม

“เจ้ารออยู่ตลอดหรือ”

“ข้าอ่านจนกระต่ายออกจากสวนได้แล้ว”

“มันออกอย่างไร”

“เลิกกินลูกท้อเพิ่ม แล้วรอให้ท้องยุบ”

เขาหัวเราะเบา ๆ

เยว่ซีมองเขาค้างไปครู่หนึ่ง

“อะไร” เขาถาม

“ข้าเพิ่งรู้ว่าคนหลับพอแล้วดูดีกว่าเดิมอีก”

คราวนี้เป็นหลิงยวนที่นิ่ง

นางรีบก้มปิดหนังสือ แต่เขาวางมือลงข้างมือนางก่อน

“เยว่ซี”

นางเงยหน้า

“วันนี้เจ้ากลัวหรือไม่”

“กลัวเจ้าค่ะ”

“ข้าก็กลัว”

คำตอบทำให้นางมองเขาอย่างตั้งใจ

หลิงยวนลูบขอบผ้าคลุมด้วยปลายนิ้ว

“ข้าเคยคิดว่าหากปล่อยมือ แม้เพียงครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสแก้ไขอีก”

เยว่ซีเลื่อนมือไปจับมือเขา

“วันนี้ท่านก็เห็นแล้วว่าอาจารย์ทั้งสามรับไว้ได้ ข้าเองก็ทำส่วนของข้าได้”

“อืม”

นางก้มมองมือที่จับกันอยู่ ก่อนกล่าวเสียงเบาลง

“แล้วถ้าวันหนึ่งไม่ต้องประคองผนึกให้ข้าอีก ท่านก็ยังจับมือข้าได้อยู่ดี”

หลิงยวนมองนางนานจนแก้มของนางร้อนขึ้น

“ข้ารู้”

เขายกมือที่กุมกันขึ้นเล็กน้อย ก้มลงแตะริมฝีปากบนหลังมือนางอย่างแผ่วเบา

เยว่ซีลืมหายใจไปชั่วขณะ

นอกหน้าต่าง โคมดวงแรกถูกจุดขึ้นแล้ว

ส่วนหนังสือในมืออีกข้างของนาง—

ถูกถือกลับหัวอยู่นาน โดยไม่มีใครคิดจะเตือน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status