Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 33 — อีกสองชื่อที่ยังรอ

Share

บทที่ 33 — อีกสองชื่อที่ยังรอ

last update publish date: 2026-10-19 23:41:16

รถม้าจากโรงทอผ้ามาถึงชิงเสวียนในเช้าวันที่สองหลังเหตุจับตัวประกัน

จ้าวอันยืนรออยู่หน้าประตูเรือนโอสถตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ในมือมีรองเท้าผ้าคู่หนึ่งซึ่งใหญ่กว่าเท้าของเจ้าของเดิมเล็กน้อย

“หมอบอกว่าขายังบวม ใส่คู่นี้คงไม่เจ็บ”

เขาพูดประโยคเดิมเป็นครั้งที่สาม

เยว่ซีพยักหน้าเช่นเดียวกับสองครั้งก่อน

เมื่อม่านรถเปิด เด็กชายตัวเล็กซึ่งมีผ้าพันรอบข้อเท้าก็ชะโงกออกมา

“จ้าวอัน!”

เด็กหนุ่มพุ่งไปถึงข้างรถ ก่อนหยุดกึกเมื่อเห็นขาที่บาดเจ็บ

“อย่าเพิ่งลง ข้าจะ—”

อาเจี๋ยโผเข้ากอดเขาเสียก่อน

รองเท้าผ้าหล่นลงบนพื้น

จ้าวอันรับร่างอีกฝ่ายไว้จนเซ ผู้คุมรถรีบช่วยประคอง แต่เด็กทั้งสองไม่ยอมปล่อยมือจากกัน

“ข้าบอกแล้วว่าจะหาเจ้าให้พบ” จ้าวอันกล่าว

“ข้ารอตั้งนาน”

“ข้ารู้”

เสียงของเด็กหนุ่มขาดหายไปตรงนั้น

เยว่ซีก้มเก็บรองเท้า ปัดฝุ่นออก แล้ววางไว้ข้างบันไดรถ

นางไม่ได้เร่งให้ทั้งสองเข้าห้อง แม้อาจารย์ฉินจะยืนรอตรวจอาการอยู่ด้านในก็ตาม

คราวนี้แม้แต่เขาก็ไม่เอ่ยถึง

⸻

เด็กทั้งสี่ได้รับอาหารอุ่นและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนผู้ดูแลจะตรวจชื่อกับบัญชี

อาเจี๋ยนั่งบนเตียง ขาข้างที่เจ็บวางบนหมอน จ้าวอันเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ราวกับหากละสายตา อีกฝ่ายจะถูกพาไปอีกครั้ง

เยว่ซีวางกระดานรองเขียนลงบนตัก

“วันนี้ข้าจะถามเพียงเรื่องที่เจ้าจำได้ ถ้าเหนื่อยก็บอก”

อาเจี๋ยพยักหน้า

“ก่อนถึงโรงทอ พวกเจ้าพักที่ใด”

“โรงเก็บของ กลิ่นปลาแรงมาก”

นางจดตามคำตอบ ไม่เติมชื่อสถานที่ลงไปเอง

เด็กชายบอกว่ามีคนพาพวกเขาลงจากเรือในตอนกลางคืน เดินผ่านสะพานไม้ แล้วนอนอยู่ในโรงเก็บของจนรุ่งสาง ก่อนถูกแยกขึ้นเกวียน

เมื่อเยว่ซีถามถึงเด็กอีกสองคนซึ่งยังหาไม่พบ เขากลับเงยหน้าทันที

“สองคนนั้นไม่ได้ไปโรงทอ”

ปลายพู่กันหยุดลง

“เจ้าเห็นหรือ”

“เสี่ยวเหอมีไข้ อาหนิงไม่ยอมปล่อยน้อง คนคุมเลยให้ขึ้นรถอีกคัน”

จ้าวอันหันไปมอง

“เจ้าไม่เคยบอกข้า”

“ข้าเพิ่งได้เจอเจ้า”

เด็กหนุ่มเงียบไป แล้วขยับถ้วยน้ำให้แทน

เยว่ซีถามต่ออย่างช้า ๆ

“รถมีอะไรให้จำได้บ้าง”

อาเจี๋ยขมวดคิ้ว

“ไม่มีม่าน มีผ้าปูอยู่ข้างหลัง… คนขับมีนิ้วน้อยกว่าข้า”

เขายกมือซ้ายขึ้น พับนิ้วก้อยกับนิ้วนางลง

“เหลือเท่านี้”

เยว่ซีจดไว้

“พวกเขาพูดว่าจะพาไปที่ใดหรือไม่”

เด็กชายส่ายหน้า ก่อนนึกขึ้นได้อีกเรื่อง

“อาหนิงถามว่าจะกลับมารับพวกข้าหรือเปล่า คนขับบอกว่าให้หายไข้ก่อน ที่นั่นมีหมอ”

⸻

คำให้การถูกส่งไปหอวินัยก่อนเที่ยง

รายงานการค้นเรือนของอดีตผู้คุมสถานสงเคราะห์เพิ่งมาถึงเช่นกัน เขาถูกจับระหว่างเตรียมหนีออกทางด่านตะวันตก พร้อมเงินสองหีบและเอกสารที่ยังเผาไม่หมด

ข่าวเด็กสองคนที่ใช้ล่อหลิงยวนเมื่อวานเป็นเรื่องแต่ง

แต่ในกองเอกสารกลับมีใบจ่ายค่าขนส่งผู้ป่วยจริงอยู่หนึ่งฉบับ

ผู้ดูแลหอวินัยวางมันข้างคำให้การของอาเจี๋ย

“ชื่อคนขับคือโจวอู่ เคยเสียสองนิ้วจากเครื่องตัดฟาง ตรงกับที่เด็กบอก”

เจ้าสำนักอ่านชื่อสถานที่ปลายทาง

“เรือนพักฟื้นสกุลเถา”

“อยู่ห่างท่าเรือครึ่งวันขอรับ คนของเรากำลังตรวจว่าเปิดรักษาอยู่หรือไม่”

เยว่ซีก้มดูวันที่

“ใบนี้เขียนหลังวันที่เด็กถูกส่งออกจากสถานสงเคราะห์หนึ่งวันเจ้าค่ะ”

“ใช่”

“ถ้าเช่นนั้นควรตรวจทางน้ำด้วย อาเจี๋ยบอกว่าลงเรือตอนกลางคืน แต่บัญชีที่เรามีเขียนว่าขนทางบกทั้งหมด”

หลิงยวนเลื่อนแผนที่เข้ามา

เส้นทางเกวียนที่เคยตรวจค้นอ้อมแนวเขาไปไกล ขณะที่คลองเล็กเชื่อมจากสถานสงเคราะห์ถึงท่าเรือได้โดยตรง

“พวกมันแยกคนออกก่อนถึงจุดตรวจ” เขากล่าว

ผู้ดูแลหอวินัยรับเอกสารไปทันที

เยว่ซียังมองช่องว่างสองช่องท้ายรายชื่อ

สิบสามคนกลับมาแล้ว

นางอยากขีดเครื่องหมายให้ครบเสียที

⸻

ข่าวตอบกลับมาถึงช่วงบ่าย

เรือนพักฟื้นสกุลเถายังเปิดอยู่ มีผู้ป่วยสิบเอ็ดคน เด็กสองคนที่เพิ่งถูกส่งมามีลักษณะตรงกับอาหนิงและเสี่ยวเหอ

ทว่าหมอประจำเรือนปฏิเสธไม่ให้รับตัว

อ้างว่าไข้ยังไม่ลด และการเคลื่อนย้ายอาจทำให้เสียชีวิต

อาจารย์ฉินวางรายงานลง

“เช่นนั้นข้าจะไปตรวจเอง”

หลิงยวนลุกขึ้นด้วย

สายตาหมอเลื่อนไปยังข้อมือซ้ายของเขา

“ข้าอนุญาตให้เดินทางระยะสั้น ไม่ได้อนุญาตให้เจ้าไปฟันภูเขา”

“ที่นั่นไม่มีภูเขา”

“อย่าให้ข้าต้องเขียนเพิ่มว่าห้ามฟันเรือน”

เยว่ซีเกือบยิ้ม แต่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

หลิงยวนหันมาถาม

“เจ้ามีอะไรจะฝากไปหรือไม่”

นางมองแผ่นคำให้การของอาเจี๋ย ก่อนพับสำเนาหนึ่งส่งให้

“บอกอาหนิงว่าอาเจี๋ยอยู่กับจ้าวอันแล้ว รองเท้าที่เคยขาดก็มีคู่ใหม่ หากนางยังไม่เชื่อ ขอให้ถามเรื่องที่มีแต่พวกเขารู้ แล้วส่งกลับมาให้เด็กตอบ”

เขารับไว้

“ได้”

นางอยากไปด้วย

แต่วันนี้หน้าที่ของนางอยู่ที่เด็กสี่คนซึ่งเพิ่งมาถึง ไม่ใช่ทำให้ขบวนรับผู้ป่วยต้องคอยระวังเพิ่มอีกคน

“แล้วท่านก็กลับมาให้ทันเปลี่ยนยา”

อาจารย์ฉินหันมามองนาง

“ประโยคนี้ข้าฝากเจ้าพูดทุกวันได้หรือไม่”

⸻

เรือนพักฟื้นตั้งอยู่กลางสวนไผ่ ประตูด้านหน้ามีป้ายไม้เขียนว่า รักษาคนยาก ไม่เก็บค่าหมอ

ด้านในกลับเงียบผิดปกติ

ไม่มีเสียงสนทนาของผู้เฝ้าไข้ มีเพียงเสียงไอเป็นระยะกับกลิ่นยาต้มซึ่งแรงจนแสบจมูก

หมอเถาเป็นชายร่างผอม อายุราวห้าสิบปี เขาต้อนรับอย่างสุภาพ แต่ขยับมาขวางทางเมื่ออาจารย์ฉินจะเข้าเรือนผู้ป่วย

“พวกเขากำลังรับปราณรักษา หากถูกรบกวน—”

หลิงยวนมองผ่านไหล่เขาไปยังหน้าต่าง

บนโต๊ะกลางห้องมีโคมทองเหลืองตั้งอยู่ รอบฐานฝังผลึกสีขุ่นหกชิ้น เส้นด้ายสีขาวทอดจากโคมไปยังหัวเตียงแต่ละหลัง

แสงในโคมขยับสวนทางลม

“ใครเป็นคนให้ของชิ้นนั้นมา”

หมอเถามองตาม

“คนส่งยาของสกุลเซี่ย เขาบอกว่าใช้ประคองชีพผู้มีเส้นปราณอ่อนแอ ข้าทดลองแล้ว คนไข้หลับดีขึ้นจริง”

“ตั้งแต่เมื่อใด”

“ห้าวันก่อน”

อาจารย์ฉินผลักแขนที่ขวางอยู่ออกแล้วเดินเข้าห้องทันที

ชายชราบนเตียงใกล้ประตูหลับตาแน่น ชีพจรเบาจนแทบจับไม่ได้ ขณะที่เส้นด้ายเหนือหมอนสั่นเป็นจังหวะ

หมอยกนิ้วออกจากข้อมือผู้ป่วย

“นี่ไม่ได้ประคองชีพ”

หลิงยวนยกมือห้ามศิษย์ที่กำลังจะปลดปลายด้าย

“อย่าเพิ่งแตะ”

เสียงเด็กหญิงดังมาจากหลังฉากกั้น

“อย่าดึงเจ้าค่ะ!”

ทุกคนหันไป

เด็กหญิงร่างผอมกอดเด็กชายซึ่งหลับอยู่บนตัก ข้อมือของนางมีรอยแดงจากด้ายที่พันอยู่

“เมื่อเช้าข้าลองดึงออก น้องก็หายใจไม่ได้”

หลิงยวนเห็นแสงสีเทาไหลผ่านเส้นด้ายกลับเข้าสู่ฐานโคม

เขาเคยเห็นสิ่งคล้ายกันที่เขาดับจันทรา

เพียงแต่คราวนี้มันไม่ต้องไล่ล่าหาอาหาร

มีคนผูกผู้ป่วยไว้ให้ถึงเตียงแล้ว

⸻

“เปิดประตูทุกบาน ให้คนที่เดินไหวออกไปก่อน”

หลิงยวนออกคำสั่งโดยไม่เพิ่มเสียง

ศิษย์สองคนรีบทำตาม อีกคนควบคุมหมอเถาไว้ด้านนอก ไม่ปล่อยให้หนีและไม่ให้เข้ามาแตะโคม

อาจารย์ฉินเดินตรวจปลายด้ายทีละเตียง

“มันเกี่ยวปราณคนไข้ไว้ หากตัดรวดเดียว คนที่อ่อนแรงมากอาจรับไม่ไหว”

“ข้าจะปิดทางย้อน ท่านปลดทีละคน”

หลิงยวนวางยันต์สี่แผ่นลงรอบโต๊ะ ใช้มือขวากดขอบอาคมให้จมหายเข้าเนื้อไม้

แสงสีเงินอมฟ้ากั้นเป็นกรอบแคบรอบโคม

ทันใดนั้นเสียงไอก็หยุดลงพร้อมกันทั้งห้อง

เปลวไฟสีเทาเอนมาทางเขา

“เพิ่มปราณอีกหน่อย…”

เสียงนั้นฟังเหมือนผู้เฒ่าบนเตียง

“ข้าหนาว”

หลิงยวนไม่ตอบ

เขาปล่อยปราณเพียงพอรักษาแนวกั้น แล้วชักกระบี่ออกวางข้างมือ

อาจารย์ฉินเริ่มจากผู้ป่วยที่อาการคงที่ที่สุด เขาใช้เข็มตรึงจุดปราณ ก่อนคลายด้ายออกช้า ๆ เมื่อคนผู้นั้นหายใจต่อได้เอง ศิษย์จึงอุ้มออกจากห้อง

คนที่สอง

คนที่สาม

พอถึงคนที่สี่ เปลวไฟในโคมก็พุ่งสูงขึ้น

เสียงของหญิงคนหนึ่งดังออกมา

“หลิงยวน”

ปลายนิ้วเขานิ่งอยู่บนโต๊ะ

เสียงนั้นเหมือนมู่ชิงหลัน

“เจ้ายังช่วยพวกเขาไม่พออีกหรือ”

ศิษย์ที่ยืนใกล้หน้าต่างหน้าซีด แต่หลิงยวนเพียงกล่าวว่า

“ฟังคำสั่งข้า อย่าตอบเสียงจากโคม”

เขารู้แล้วว่าสิ่งพวกนี้ใช้ความทรงจำของผู้ที่อยู่ใกล้มาหลอกได้

มันไม่ได้ทำให้คนตายกลับมา

อาจารย์ฉินปลดด้ายต่อโดยไม่หยุดมือ

เมื่อเหลือเพียงเด็กสองคน เปลวไฟก็หดลงจนเกือบติดฐาน แล้วพุ่งไปยังเส้นด้ายของเสี่ยวเหออย่างฉับพลัน

แสงสีเงินปิดขวางไว้ก่อนมันถึงหัวเตียง

ข้อมือซ้ายของหลิงยวนเจ็บแปลบ แม้เขายังไม่ได้ขยับแขนข้างนั้น

“เสี่ยวเหอก่อน” เขาบอก

อาจารย์ฉินสอดเข็มลงเหนืออกเด็กชาย

อาหนิงกัดริมฝีปากจนซีด แต่ยอมคลายแขนเมื่อหมอขอให้นางวางน้องลง

“เขาจะตื่นหรือไม่”

“ข้ากำลังช่วยให้เขาหายใจเอง” อาจารย์ฉินตอบ “เจ้าช่วยจับมือเขาไว้ อย่าดึงด้าย”

เด็กหญิงทำตามทันที

เส้นด้ายเส้นสุดท้ายของเด็กชายหลุดออก

หน้าอกเล็กกระตุกขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วเริ่มขยับสม่ำเสมอ

อาหนิงร้องไห้ออกมาโดยไม่มีเสียง

เมื่อด้ายที่ข้อมือนางถูกปลด ทุกคนก็พ้นจากโคม

หลิงยวนปิดอาคมให้แคบลง

เสียงจากข้างในเปลี่ยนเป็นกรีดร้อง

เขาหยุดส่งปราณเพิ่ม รอจนสีเทาที่เคยแผ่ทั่วผนังหดกลับมารวมกันใต้ฐาน ก่อนแทงกระบี่ผ่านช่องทองเหลืองตรงนั้น

ไม่มีแสงกระบี่พุ่งทำลายเรือน

มีเพียงเสียงแข็งบางอย่างแตกดังกรอบ

เปลวไฟดับลง

⸻

ตอนอาจารย์ฉินออกจากห้อง หลิงยวนกำลังนั่งพันข้อมือใหม่อยู่ใต้ต้นไผ่

หมอวางกล่องยาลงข้างเขา

“ระดับไหน”

“เจ็บมากกว่าตอนออกจากสำนัก แต่ยังไม่ลามถึงอก”

อาจารย์ฉินจับชีพจร ตรวจอยู่ครู่หนึ่งจึงคลายสีหน้า

“ครั้งนี้เจ้าพูดตรงกับชีพจร”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ท่านผิดหวัง”

“อย่าหัดพูดประชดตามเยว่ซี”

หลิงยวนก้มหน้าผูกปมผ้า มุมปากขยับเล็กน้อย

ที่อีกด้านของลาน หมอเถากำลังให้การด้วยเสียงสั่น เขายอมรับว่ารับเงินจากคนส่งยาสกุลเซี่ยเพื่อดูแลผู้ป่วยโดยไม่ถามประวัติ และเคยสังเกตว่าคนไข้ซูบลงหลังใช้โคม แต่ยังเชื่อคำบอกว่าต้องรักษาต่อเนื่องจึงจะเห็นผล

อาจารย์ฉินฟังแล้วกล่าวเพียงว่า

“เจ้าจะได้อธิบายเรื่องนี้ต่อผู้ป่วยทุกคน หลังพวกเขาฟื้น”

โคมกับผลึกถูกผนึกแยกใส่หีบเหล็ก

ต้องตรวจต่อว่ามันถูกปนเปื้อนที่ใด และมีของเช่นนี้ส่งไปยังเรือนรักษาแห่งอื่นอีกหรือไม่

ประตูโบราณปิดแล้ว

สิ่งที่หลุดออกมาก่อนหน้านั้นยังคงอยู่ข้างนอก

⸻

อาหนิงไม่ยอมขึ้นรถทันที

นางยืนขวางหน้าน้องชาย มองชุดศิษย์ชิงเสวียนด้วยความระแวง

“คนก่อนก็บอกว่าจะพาไปรักษา”

หลิงยวนหยุดห่างจากนางหลายก้าว แล้วหยิบกระดาษที่เยว่ซีฝากมาออก

เขาอ่านเรื่องอาเจี๋ยกับรองเท้าคู่ใหม่ให้ฟัง

เด็กหญิงฟังจนจบ แต่ยังไม่ขยับ

“ใครบอกท่าน”

“คนที่คุยกับเขาเมื่อเช้า”

“อาเจี๋ยเคยซ่อนของไว้ใต้เรือน ข้าอยากรู้ว่าเขาซ่อนอะไร”

หลิงยวนส่งคำถามกลับไปพร้อมศิษย์ผู้ส่งข่าว

ระหว่างรอ อาจารย์ฉินให้เสี่ยวเหอนอนบนรถ เปิดม่านไว้ทุกด้าน ให้อาหนิงนั่งอยู่ข้างน้องโดยไม่มีใครเร่งออกเดินทาง

คำตอบมาถึงก่อนตะวันตกดิน

ไม่ใช่ของข้า เป็นช้อนของจ้าวอัน ข้าทำด้ามหักแล้วไม่กล้าบอก

ใต้ข้อความมีอีกบรรทัด เขียนด้วยลายมือหนักกว่าเดิม

ข้ารู้ตั้งนานแล้ว กลับมาเถอะ

อาหนิงอ่านช้า ๆ สองรอบ

จากนั้นจึงกอดกระดาษไว้แนบอก

“ไปได้แล้วเจ้าค่ะ”

⸻

เยว่ซีรออยู่หน้าห้องรับผู้ป่วยเมื่อรถม้ากลับถึงสำนัก

นางเห็นอาหนิงก่อน เห็นเสี่ยวเหอที่ยังหลับอยู่ แล้วจึงเห็นหลิงยวนเดินตามหลังอาจารย์ฉินเข้ามา

สายตานางเลื่อนไปยังผ้าพันข้อมือผืนใหม่

เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนชี้ไปทางหมอ บอกให้นางรู้ว่าตรวจแล้ว

เยว่ซีจึงหันไปรับเด็กทั้งสอง

นางไม่ถามอะไรเพิ่มในคืนนั้น เพียงพาอาหนิงไปพบจ้าวอันกับอาเจี๋ย แล้วนำบัญชีออกมาวางบนโต๊ะ

ช่องที่สิบสี่

ช่องที่สิบห้า

ปลายพู่กันแตะกระดาษทีละช่อง

มือของนางสั่นเล็กน้อยตอนเขียนคำว่า รับตัวแล้ว

ครบแล้ว

เด็กที่ถูกส่งออกไปก่อนการช่วยเหลือทั้งสิบห้าคนกลับมาอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแล้ว แม้ยังมีบาดแผลต้องรักษา และหลายคนยังไม่รู้ว่าบ้านของตนอยู่ที่ใด

เยว่ซีรอให้หมึกแห้ง ก่อนปิดสมุดอย่างระมัดระวัง

คราวนี้ไม่มีช่องว่างให้ต้องมองค้างอีก

⸻

ดึกแล้ว อาจารย์ฉินกลับยังไม่ยอมให้หลิงยวนออกจากเรือนโอสถ

เสิ่นซูเหอมาถึงพร้อมบันทึกการฝึกของเยว่ซีและภาพอาคมที่คัดไว้หลังเหตุเขาดับจันทรา

เยว่ซีนั่งลงข้างหลิงยวนอย่างสงสัย

“อาการเขาแย่ลงหรือเจ้าคะ”

“บาดแผลวันนี้รักษาได้” เสิ่นซูเหอตอบ “เรื่องที่ข้าอยากคุยคือผนึกเดิม”

หลิงยวนเงยหน้า

นางเปิดบันทึกให้เห็นแนวเส้นปราณสองชุด

“ตอนอยู่เรือนพักฟื้น เจ้าปิดทางย้อนแล้วให้หมอค่อย ๆ ถอนพันธะออกทีละคน วิธีนี้ไม่ได้เหมือนผนึกของเยว่ซีทั้งหมด แต่ทำให้ข้ากลับมาตรวจจุดหนึ่งซ้ำ”

ปลายนิ้วชี้ลงบนเส้นที่เชื่อมภาพทั้งสองเข้าหากัน

“เราพยายามให้เยว่ซีควบคุมปราณ เพื่อไม่ให้พลังสะท้อนกลับไปหาเจ้า แต่เมื่อสองสายเริ่มมีทางระบายออกสู่ผลึกภายนอกแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องให้เจ้าประคองส่วนเดิมทั้งหมด”

เยว่ซีนั่งตัวตรง

“หมายความว่าถอดบางส่วนได้หรือเจ้าคะ”

“อาจได้ ต้องทดสอบแยกก่อน และยังห้ามแตะส่วนที่ผูกกับความทรงจำ”

อาจารย์ฉินวางมือทับบันทึกอีกฉบับ

“ข้ายังไม่รับรองว่าจะสำเร็จ แต่มีเหตุพอให้ลองวางอาคมจำลอง”

หลิงยวนมองเส้นหมึกบนกระดาษอยู่นาน

สิบสามปีที่ผ่านมา เขาเคยคิดถึงการประคองมันให้ได้นานที่สุด คิดถึงวันที่นางเติบโตพอจะรับพลังกลับคืน และเตรียมรับผลทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับตน

เขาไม่คุ้นกับการนั่งอยู่ในห้องที่มีคนกำลังหาทางปลดภาระนั้นให้

เยว่ซีเลื่อนมือมาจับชายแขนเสื้อเขา

“ท่านคิดอะไรอยู่”

เขาหันมองนาง

“กำลังฟัง”

“เช่นนั้นฟังให้ถึงตอนที่ท่านต้องพักด้วย”

อาจารย์ฉินพยักหน้าทันที

“อย่างน้อยเจ็ดวัน ห้ามใช้ปราณประคองอาคมอื่น ข้าจะตรวจทุกเช้า”

หลิงยวนมองคนทั้งสาม แล้วรับคำ

“ได้”

เยว่ซีคลายมือจากแขนเสื้อ เปลี่ยนเป็นจับมือขวาของเขาใต้โต๊ะ

เสิ่นซูเหอเริ่มอธิบายการทดลองขั้นแรก

หลิงยวนฟังอย่างตั้งใจ

คราวนี้เมื่อหมอพูดถึงวันข้างหน้า เขาไม่ได้คำนวณเพียงว่าจะทนอยู่ได้อีกนานเท่าไร

เขาเริ่มอยากรู้ว่า หากไม่เจ็บทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา—

วันธรรมดาวันหนึ่งของตนกับนางจะเป็นเช่นไร

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status