Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

Share

บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

last update publish date: 2026-10-22 01:55:21

เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดี

เสียงไม้กระแทกกันดังลั่น

นางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึง

ช้าไปก้าวเดียว

กระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขา

เยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วย

แทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันที

มือว่างกดลงบนพื้น

ยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าว

เสียงกลไกหยุดลง

“สองผืน”

โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง

“แต่มีหุ่นสามตัว”

เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ

“ตัวที่สามไม่มีผ้า”

“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”

“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”

เขาปล่อยคันควบคุม

“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”

เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้า

สิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งราก

ตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย้อนเข้าร่าง

สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เพียงกำลังปราณ

นางเริ่มรู้ว่าควรส่งมันไปที่ใด และเมื่อใดต้องปล่อยมือ

⸻

หลังวันที่ขอเปิดความทรงจำ เยว่ซีไม่ได้รับอนุญาตให้ดึงผนึกออกทั้งชั้น

หลิงยวนแยกทางคลายความทรงจำออกจากทางระบายปราณให้ก่อน เสิ่นซูเหอเฝ้าดูอาการ ส่วนสวี่ฉางเกิงแก้ฐานสำรองให้รับพลังที่ค้างหลังหยุดใช้ได้

ครั้งแรก นางเลือกหนังสือนิทานของตนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว

เพียงแตะหน้าที่มีรอยพับ ภาพหนึ่งก็กลับมา

นางนั่งบนตักมารดา บิดาอ่านนิทานผิดชื่อสัตว์จนถูกเด็กหญิงวัยห้าขวบแก้ให้ทุกประโยค

ครั้งที่สองเป็นกลิ่นขนมกุ้ยฮวา

นางจำมือของมารดาที่ปัดแป้งออกจากปลายจมูกได้ จำเสียงบิดาซึ่งกล่าวหาว่าขนมหายไปหนึ่งชิ้น ทั้งที่เศษขนมยังติดอยู่ตรงมุมปากของเขาเอง

ครั้งที่สาม ภาพเปลี่ยนเร็วเกินไป

แสงแดดบนพื้นกลายเป็นแสงแดง

เยว่ซีได้ยินระฆังเตือนภัย แล้วความร้อนก็แล่นขึ้นกลางอก

นางเป็นคนยกมือส่งสัญญาณหยุด

หลิงยวนปิดทางที่คลายไว้ทันที โดยไม่กดทับความทรงจำสองครั้งก่อนกลับลงไป

เยว่ซีนั่งตัวสั่นอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อลืมตา นางยังจำใบหน้าของมารดาในครัวได้

ความทรงจำดี ๆ ไม่ได้หายตามภาพที่นางยังรับไม่ไหว

จากวันนั้น นางเลิกพยายามนึกทุกอย่างให้จบในคราวเดียว

ส่วนการฝึกปราณกลับก้าวหน้าเร็วกว่าที่คาด

เมื่อฐานสำรองรับปราณไม้ส่วนที่แยกออกมาได้มั่นคง หลิงยวนจึงค่อย ๆ ขยายทางใช้งานให้นาง เส้นปราณซึ่งฝึกประคองมานานเริ่มรับพลังได้มากขึ้น โดยไม่ต้องปลุกสายอื่นตาม

นางไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างจากศูนย์อีกแล้ว

⸻

เยว่ซีโยนผ้าแดงลงในตะกร้า แล้วเดินไปหยุดข้างอ่างน้ำ

บนผิวน้ำมีใบไม้ลอยอยู่ห้าใบ

“วันนี้ยังให้ข้ายกน้ำขึ้นมาอีกหรือ”

หลิงยวนหยิบก้อนหินเล็กจากขอบอ่าง

“วันนี้ให้เจ้าขัดขวางข้า”

เขาโยนหินลงไป

เยว่ซียกมือทันที

น้ำสายหนึ่งพุ่งขึ้นรับก้อนหิน แต่สูงเกินไป มันหลุดผ่านยอดน้ำแล้วตกกลับลงอ่างดังจ๋อม

น้ำกระเซ็นเปียกแขนเสื้อนาง

หลิงยวนหยิบก้อนที่สอง

“ห้ามไล่ตามก้อนหิน”

“หากไม่ตามจะรับทันได้อย่างไร”

“เจ้ามีทั้งอ่าง เหตุใดใช้แค่เส้นเดียว”

หินก้อนที่สองหลุดจากมือเขา

เยว่ซีไม่ได้ยกน้ำให้สูงขึ้น คราวนี้นางผลักผิวน้ำเป็นแผ่นเอียง

ก้อนหินตกกระทบแล้วไถลออกด้านข้าง กระแทกขอบอ่างแทนที่จะจมลงกลางใบไม้

นางเงยหน้ามองเขาทันที

หลิงยวนโยนก้อนที่สามมาแล้ว

“ท่านยังไม่บอกว่าเริ่ม!”

“ก้อนหินบอกแล้ว”

เยว่ซีรีบหมุนข้อมือ

ผิวน้ำเอียงผิดด้าน กระเซ็นใส่อกเสื้อเขาเต็ม ๆ

ทั้งสองนิ่งไป

หยดน้ำไหลจากคางหลิงยวนลงสู่คอเสื้อ

เยว่ซีเม้มปากแน่น

“เจ้ากำลังกลั้นหัวเราะ”

“ข้ากำลังคิดว่าจะขอโทษอย่างไรให้ฟังจริงใจ”

เขาวางก้อนหินที่เหลือ แล้วก้าวเข้ามา

เยว่ซีรีบถอย แต่หลังชนขอบโต๊ะเสียก่อน หลิงยวนหยิบผ้าแห้งซึ่งพาดอยู่ด้านหลังนางขึ้นมา

เขาไม่ได้เช็ดเสื้อตนเอง

ผ้าถูกวางบนศีรษะนาง แล้วขยับซับน้ำตรงไรผมเบา ๆ

“คราวหน้าถ้าจะเล็งข้า อย่าประกาศด้วยสายตาก่อน”

เยว่ซีชะงัก

“ท่านเห็นหรือ”

“ตั้งแต่ก่อนขว้างก้อนที่สาม”

“แล้วเหตุใดไม่หลบ”

เขาก้มลงเล็กน้อยจนเสียงอยู่ใกล้หูนาง

“อยากเห็นว่าเจ้าจะทำสำเร็จหรือไม่”

เยว่ซีคว้าผ้าจากมือเขามาเช็ดเองทันที

คนผู้นี้น่าหมั่นไส้กว่าหุ่นไม้ทั้งสามตัวรวมกันเสียอีก

⸻

ภารกิจแรกหลังขยายทางปราณมาถึงเร็วกว่าที่เยว่ซีคาด

นางตามสวี่ฉางเกิงไปยังโรงสูบน้ำบนไหล่เขาด้านตะวันออก เพื่อช่วยเปลี่ยนแผ่นรองรางและตรวจกล่องกั้นเสียงรุ่นใหม่ที่ช่างจะนำไปใช้ตามหมู่บ้าน

เส้นทางอยู่ในเขตสำนัก มีศิษย์คุ้มกันและจ้าวเฉิงร่วมไปด้วย หลิงยวนมีกิจตรวจแนวผนึกใกล้กัน จึงออกเดินทางพร้อมคณะ

งานควรเสร็จก่อนเที่ยง

แต่เมื่อขึ้นถึงเนิน เยว่ซีได้ยินเสียงไม้ลั่นจากโรงสูบน้ำ

รถขนหินจอดขวางทางอยู่คันหนึ่ง

ล้อหลังจมลงในพื้นเปียก คนขับกับคนงานกำลังพยายามงัดขึ้น ขณะที่รางน้ำเหนือศีรษะสั่นจนผงไม้ร่วงลงมาเป็นสาย

สวี่ฉางเกิงหยุดเดินทันที

“วางคานลง! อย่าโยกรถ!”

คนงานชะงัก

ล้อหน้าของรถคาอยู่กับเสารองราง หากงัดท้ายรถขึ้น เสาจะถูกดันออกจากฐาน

ยังไม่ทันที่สวี่ฉางเกิงจะไปถึง เสียงแตกดังเปรี๊ยะก็มาจากด้านบน

รางน้ำช่วงหนึ่งหัก

สายน้ำกระแทกลงใส่รถ หินก้อนใหญ่กลิ้งออกจากกระบะ คนงานสองคนกระโดดหลบทัน แต่อีกคนล้มลงใต้เพลา

จ้าวเฉิงพุ่งไปคว้าไหล่เขา

พื้นดินใต้เท้าทั้งคู่ยุบตาม

“จับเสา!”

เยว่ซีตะโกนพร้อมกดฝ่ามือลงบนเถาวัลย์ริมทาง

แสงสีเขียวแล่นผ่านลำต้น เถาสองเส้นพุ่งพันรอบเอวจ้าวเฉิงและเสาไม้ที่ยังมั่นคง

แรงกระชากแล่นขึ้นแขนนางจนข้อศอกสั่น

จ้าวเฉิงคว้าคานขวางทัน เขายกตัวคนงานขึ้นเหนือขอบดิน ก่อนศิษย์อีกคนจะเข้ามารับต่อ

เยว่ซีรีบปล่อยปราณ

เถาวัลย์หยุดขยาย แต่ยังพันอยู่กับเสาตามรูปที่นางจัดไว้

หินอีกก้อนกลิ้งผ่านด้านหลังจ้าวเฉิงลงไปในหลุม

เขาหันมามองนาง ใบหน้าเปื้อนโคลน

คราวนี้ไม่มีคำคุยโว

“ข้างในยังมีคน!”

เสียงนั้นมาจากคนขับรถ

หลังโรงสูบน้ำมีเด็กฝึกงานติดอยู่บนชานแคบ เขากอดเสาแน่น ขณะที่รางไม้แตกเอียงลงมาขวางทางออก

ด้านล่างเป็นช่องระบายน้ำซึ่งกำลังไหลเชี่ยว

หลิงยวนชักกระบี่

แสงสีเงินอมฟ้าตัดผ่านตัวยึดด้านที่ฉีกขาด ปล่อยปลายรางให้ตกไปทางลาดว่าง แทนการเหวี่ยงกลับใส่เด็ก

ไม้หนักกระแทกพื้นดังสนั่น

เขากางม่านปราณรับเศษไม้ แล้วหันไปทางสวี่ฉางเกิง

“ปิดน้ำจากไหน”

“ประตูบนเนิน! ข้าจะไปเอง!”

ช่างเฒ่าคว้าแขนศิษย์คุ้มกันแล้ววิ่งอ้อมโรงสูบน้ำ

หลิงยวนกำลังจะข้ามไปหาเด็ก พื้นใต้เสาหลักกลับทรุดลงอีกช่วงหนึ่ง

ตัวโรงเอียง

หากเขาปล่อยม่านกั้นในตอนนี้ คานที่ค้างอยู่จะฟาดลงบนทางที่คนงานกำลังหนี

เยว่ซีมองเด็ก มองระยะจากตนเองไปถึงชาน

ไม่เกินสามวา

แต่เถาวัลย์ใกล้เด็กมีเพียงเส้นเล็กซึ่งเกาะอยู่บนเสา หากเร่งให้หนาขึ้นทันทีอาจใช้ปราณเกินกำลัง

นางจึงไม่พยายามสร้างสะพาน

“จ้าวเฉิง ส่งเชือกให้ข้า!”

เขาดึงเชือกมัดหินจากท้ายรถมาโยนให้ เยว่ซีผูกปลายกับเถาวัลย์ข้างเท้า แล้วส่งปราณให้ยอดเถาเลื้อยพาเชือกไปตามคานที่ยังไม่หัก

เด็กบนชานมองมันอย่างตกใจ

“เอาเชือกคล้องอก! อย่าผูกแค่ข้อมือ!”

มือเด็กสั่นจนรับเชือกพลาด

เยว่ซีขยับยอดเถาให้ค้างอยู่ตรงหน้าเขา

“มองข้า เจ้าไม่ต้องกระโดด เราจะดึงเจ้าขึ้นมา”

เด็กกลืนน้ำลายแล้วคว้าเชือกได้ในครั้งถัดมา

จ้าวเฉิงกับศิษย์คุ้มกันรับปลายเชือกไปพันหลักหิน เตรียมดึง

ทันใดนั้น น้ำที่ค้างอยู่เหนือรางก็ทะลักลงมาอีกระลอก

มันกำลังจะกระแทกเด็กออกจากชานก่อนผูกเชือกเสร็จ

เยว่ซียกมือซ้ายขึ้นตามสัญชาตญาณ

ปราณไม้ยังไหลอยู่ทางขวา

ความร้อนวาบกลางอกเตือนนางทันที

สองสายกำลังจะเข้าทางเดียวกัน

นางหุบมือซ้ายลงก่อนพลังจะปะทะ แล้วปล่อยปราณไม้ออกจากเถาวัลย์ทั้งหมด

เชือกถึงมือเด็กแล้ว

เถาไม่จำเป็นต้องเคลื่อนต่อ

เยว่ซีหมุนตัวเข้าหาสายน้ำ สูดลมหายใจสั้นครั้งหนึ่ง ก่อนยกฝ่ามือขึ้นใหม่

ความเย็นแล่นตามแขน

นางไม่อาจหยุดน้ำทั้งราง

แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดทั้งหมด

แผ่นน้ำบางเอียงขึ้นตรงหน้าชาน รับกระแสที่พุ่งมาแล้วเบี่ยงมันออกไปชนผนังอีกด้าน

แรงปะทะหนักจนเข่านางทรุด

“ดึงเลย!”

เชือกตึง

เด็กถูกลากพ้นชานในจังหวะที่แผ่นน้ำแตกออก เยว่ซีปล่อยมือทันทีแล้วกลิ้งหลบหลังหลักหิน

น้ำเย็นจัดซัดผ่านรองเท้า

เสียงคานหักดังตามมา

แสงสีเงินอมฟ้าฟันผ่านไม้ที่กำลังล้ม แยกมันเป็นสองท่อนก่อนจะกระแทกหลักหินที่นางหลบอยู่

หลิงยวนลงยืนข้างนาง

ด้านบน เสียงสวี่ฉางเกิงตะโกนดังมา

“ประตูน้ำปิดแล้ว!”

กระแสน้ำเริ่มลด

จ้าวเฉิงกอดเด็กฝึกงานไว้แน่น ส่วนศิษย์อีกคนตัดเชือกที่พันขาออก

ทุกคนอยู่พ้นโรงสูบน้ำแล้ว

เยว่ซีลองยันตัวขึ้น แขนซ้ายอ่อนจนแทบรับน้ำหนักไม่ได้

หลิงยวนยื่นมือให้นาง

“ขยับนิ้วให้ข้าดู”

นางขยับได้ครบ แม้ปลายนิ้วจะสั่น

เขาจึงดึงนางขึ้นโดยไม่แตะผนึก

“เมื่อครู่เจ้าเปลี่ยนสายก่อนยกน้ำ”

เยว่ซียังหอบ

“เถาวัลย์ส่งเชือกถึงแล้ว ข้าไม่ต้องจับมันไว้อีก”

สายตาเขาเลื่อนจากมือขวาไปมือซ้ายของนาง

แววเคร่งเครียดค่อย ๆ คลายลง

“เจ้าตัดสินใจทัน”

คำพูดนั้นทำให้ความตื่นกลัวซึ่งเพิ่งตามมาถึงเบาลงเล็กน้อย

เยว่ซีหันไปมองเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนจ้าวเฉิง

หากนางยังมัวพยายามควบคุมทุกอย่างพร้อมกัน เขาอาจตกลงไปแล้ว

⸻

หลังช่วยเคลื่อนคนเจ็บและกั้นพื้นที่ สวี่ฉางเกิงพบต้นเหตุอยู่ใต้ฐานเสา

น้ำจากรอยรั่วกัดดินเป็นโพรงมาหลายวัน รถหินหนักเพียงเร่งให้มันทรุด ไม่มีอาคม ไม่มีผู้ลอบทำลาย

ช่างเฒ่าเรียกผู้ดูแลมาดูรอยน้ำเก่าด้วยตนเอง ก่อนสั่งปิดรางอีกสองช่วงที่ต่ออยู่บนดินแนวเดียวกัน

เยว่ซีนั่งอยู่บนหินริมทาง รับกระบอกน้ำจากจ้าวเฉิง

เขามองเถาวัลย์ที่ยังพันเสาไว้

“ข้าจะคืนเจ้าหนึ่งครั้ง”

นางเงยหน้า

“คืนอะไร”

“ตอนประลองครั้งหน้า ข้าจะยอมให้เจ้าชิงผ้าก่อนหนึ่งหน”

เยว่ซีเกือบสำลักน้ำ

“เก็บผ้าท่านไว้เถิด ข้าอยากชนะเอง”

“ถ้าเช่นนั้นข้าช่วยถือของกลับ”

เขาหยิบห่อเครื่องมือของนางขึ้นทันที ก่อนเดินไปช่วยคนอื่นอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวถูกปฏิเสธอีก

หลิงยวนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลมองตามแล้วกล่าว

“เขาคงเลิกบอกว่าจะไม่ออมมือให้เจ้าไปพักหนึ่ง”

“ถ้าเลิกพูดได้จริง ข้าคงต้องขอบคุณเถาวัลย์เส้นนั้น”

นางขยับลงจากหิน แต่ขาสั่นจนเซเล็กน้อย

หลิงยวนเข้ามารับข้อศอก

เยว่ซีหันไปมองโรงสูบน้ำที่พังลงครึ่งหนึ่ง

“ข้าใช้ปราณหมดแล้วหรือ”

“เกือบหมดในส่วนที่เปิดให้ใช้ วันนี้เจ้าจะรู้สึกหนักแขนอีกพักใหญ่”

นางมองมือซ้ายของตนเอง

แม้จะอ่อนล้า แต่มันไม่เหมือนความรู้สึกหลังพลังหลุดควบคุม

ไม่มีความร้อนที่พยายามเผาร่างจากข้างใน

ไม่มีความเย็นไล่ขึ้นมาบีบหัวใจ

สิ่งที่เหลืออยู่คือความเหนื่อยจากการใช้กำลังของตนเอง

นางยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

หลิงยวนมองแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย

“ขาแทบยืนไม่อยู่ ยังดีใจ?”

“เมื่อครู่ข้าช่วยคนได้”

เขาไม่ได้โต้

เพียงลดมือลงให้จับถนัดขึ้น แล้วเดินตามจังหวะของนาง

⸻

คืนนั้น หลังเสิ่นซูเหอยืนยันว่าไม่มีเส้นปราณบาดเจ็บ เยว่ซีจึงเปิดสมุดฝึกของตนเอง

นางเขียนข้อจำกัดลงไปก่อน

ไม้ควบคุมได้ไกลสามวา ต้องมีต้นหรือเถาให้ใช้

น้ำเบี่ยงกระแสได้ชั่วครู่ ยังรับแรงตรง ๆ ไม่ไหว

หยุดสายแรกให้หมดก่อนเปลี่ยนสาย

เขียนถึงตรงนั้น ปลายพู่กันก็หยุด

ภาพหนึ่งผุดขึ้นในความทรงจำ

มือเล็กของตนเองวางอยู่เหนือชามน้ำ ในนั้นมีกลีบดอกไม้ลอยอยู่

บิดานั่งตรงข้าม กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นางในวัยห้าขวบกลับใช้ปราณไม้เร่งกิ่งในแจกันเสียก่อน

กิ่งไม้โตเร็ว น้ำในชามสั่น

“ทีละอย่าง เยว่ซี”

นางยู่ปาก

“ข้าทำสองอย่างได้”

“ทำได้กับหยุดได้ ยังไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”

คราวนี้เยว่ซีไม่ได้รีบคว้าภาพนั้นไว้

นางวางพู่กัน หายใจช้า ๆ แล้วปล่อยให้ความทรงจำผ่านเข้ามาเท่าที่มันจะมา

บิดาจับข้อมือเล็กให้พลิกขึ้น

“ก่อนเรียกอีกสาย ลองฟังว่ามือเจ้ายังจับสายแรกอยู่หรือไม่”

ภาพค่อย ๆ จาง

เยว่ซีนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนลุกไปหาโม่หลิงยวนที่เรือนข้างกัน

เขาเปิดประตูเมื่อนางเคาะครั้งที่สอง

“มีความทรงจำกลับมาอีกหรือ”

เยว่ซีพยักหน้า แล้วเล่าสิ่งที่เห็นให้ฟังโดยไม่เติมส่วนที่ขาด

หลิงยวนฟังจนจบ ก่อนเลื่อนที่ให้นางเข้ามา

บนโต๊ะมีแผนผังฐานสำรองฉบับที่กำลังแก้ รอยหมึกใหม่ยังไม่แห้ง

แต่เยว่ซีไม่ได้มองมัน

สายตานางหยุดที่ข้อมือเขา

รอยอักขระซึ่งเคยตึงเป็นเส้นอยู่ใต้ผิวจางลงช่วงหนึ่ง

“ตรงนี้…”

หลิงยวนพลิกมือให้ดู

“วันนี้ผนึกไม้ไม่ดึงปราณจากข้าตอนเจ้าหยุดใช้”

นางเงยหน้าทันที

“แม้แต่ตอนอยู่ที่โรงสูบน้ำหรือ”

“เจ้าปิดทางของตนเองก่อนที่แรงจะย้อนมาถึงข้า”

เยว่ซียื่นนิ้วแตะรอยจางนั้นอย่างระมัดระวัง

มันเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ของผนึกทั้งหมด

แต่วันนี้นางช่วยเด็กคนนั้นได้ และคืนแรงให้คนตรงหน้าได้ด้วย

หลิงยวนจับมือนางไว้ก่อนจะก้มดูใกล้เกินไป

“อย่ามองราวกับข้อมือข้ากลายเป็นของวิเศษ”

“ข้ากำลังคิดว่าต้องทำเช่นนี้อีกกี่ครั้ง”

“ถ้าเจ้าจะนับ คืนนี้คงไม่ได้นอน”

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

“เช่นนั้นท่านอย่าเพิ่งแก่ก่อนข้าฝึกสำเร็จ”

เขาหัวเราะออกมาจริง ๆ คราวนี้

เสียงนั้นทำให้นางยิ้มตาม ก่อนค่อย ๆ วางมืออีกข้างทับบนมือเขา

หลิงยวนโน้มลงจูบหน้าผากนาง

แผ่วเบาจนเยว่ซีเผลอหลับตา

เมื่อเขาถอยออก นางกลับเป็นฝ่ายดึงชายแขนเสื้อไว้

“พรุ่งนี้เปลี่ยนบทฝึกได้หรือไม่”

“เจ้าคิดจะข้ามไปถึงไหน”

นางมองกระบี่ข้างโต๊ะ แล้วกลับมาสบตาเขา

“วันนี้ข้าหยุดพลังได้แล้ว”

น้ำเสียงยังอ่อน แต่ไม่มีความลังเล

“ข้าอยากเรียนว่าจะใช้มันสู้กับคนที่ไม่ยอมหยุดอย่างไร”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

    ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้าศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้างเยว่ซีเผลอหันไปทางซ้ายคำพูดเกือบหลุดจากปากเจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียงไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกันลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตาวันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูกทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไรตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนักนางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง“เยว่ซี”นางหันตามเสียงโม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา“เจ้ารอใครอยู่หรือ”เยว่ซีส่ายหน้า แล

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

    เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดีเสียงไม้กระแทกกันดังลั่นนางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึงช้าไปก้าวเดียวกระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขาเยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วยแทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันทีมือว่างกดลงบนพื้นยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าวเสียงกลไกหยุดลง“สองผืน”โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง“แต่มีหุ่นสามตัว”เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ“ตัวที่สามไม่มีผ้า”“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”เขาปล่อยคันควบคุม“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้าสิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งรากตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

    “หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอคำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้งเผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสินเขามองโม่หลิงยวน“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”เสียงขยับเก้าอี้เงียบลงเยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”“แต่ข้าช่วยได้”“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”“แล้วข้าจะได้อะไร”หลิงยวนลุกขึ้นเขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเลเผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก“เยว่ซี!”นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”เยว่ซีหันกลับไป“หากท่านมีวิธีรัก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 50 — ชื่อที่ต้องรับผิด

    หลินเยว่ซีอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจบในเช้าวันถัดมานางไม่ได้เริ่มจากหน้าที่กล่าวถึงตนเอง แต่เริ่มจากรายชื่อคนที่ถูกส่งผ่านด่านด้วยป้ายสกุลลั่วหญิงสองคนซึ่งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเหมืองอยู่ในนั้นข้างชื่อมีข้อความที่ผู้สอบสวนเขียนกำกับไว้ว่า คนหนึ่งเดินเองไม่ได้ อีกคนยังสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงล้อเกวียนเยว่ซีวางนิ้วลงตรงบรรทัดนั้น ก่อนพลิกหน้าต่อเรื่องบัญชีหลินอัน สมุดที่ถูกแทรกไว้ในกองหนังสือ และการนำเอกสารของบิดาออกจากหีบ ลั่วชิงเหยารับว่าเป็นผู้ลงมือ นางไม่ได้อ้างว่าเผยเหวินซูจับมือนางทำทว่ายังมีประโยคหนึ่งที่เยว่ซีขีดเส้นใต้ข้าคิดว่าเขาเพียงต้องการพาคนเหล่านั้นไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีใครตามพบนางมองประโยคนี้อยู่นานแล้วจึงเขียนคำถามลงบนกระดาษอีกแผ่นเหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องถูกซ่อน⸻โม่หลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคาเมื่อเยว่ซีเดินไปถึงข้างมือเขามีถ้วยยาเปล่า หนังสือเปิดอยู่บนตัก แต่ยังไม่ได้พลิกหน้านางมองถ้วยยาก่อนอย่างเคย“วันนี้ไม่ต้องให้ข้าเตือนแล้วหรือเจ้าคะ”“อาจารย์ฉินมาเตือนก่อนเจ้า”“ท่านคงพูดมากกว่าข้า”“มาก”เยว่ซีหลุดยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกันนางเล่าเรื่องคำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 49 — ผู้ที่เลือกกลับมา

    ฝาบ่อหินกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นสองซีกสิ่งที่ยกมันขึ้นมาไม่มีมือเงาสีเทาทะลักพ้นปากบ่อ พันรอบลำต้นไหวแห้ง แล้วค่อย ๆ ยกส่วนบนขึ้นเหมือนคนที่พยายามจำว่าตนควรยืนอย่างไรใบหน้าหลายใบปรากฏสลับกันอยู่ในเงานั้นชายชรา เด็กหญิง หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ล้วนเป็นคนซึ่งมันเคยยืมเสียงโม่หลิงยวนหยุดห่างจากปากบ่อเจ็ดก้าว ขณะที่ม่านอาคมด้านหลังปิดลง เชื่อมแนวหินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันผู้อาวุโสยังยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นเขาชัดเจน“ทางออกด้านตะวันตกพร้อมแล้ว”หลิงยวนพยักหน้าเขาไม่ได้สั่งให้ปิดทางเพื่อขังตนเองไว้กับมัน แต่เพื่อบังคับไม่ให้มันหนีตามผู้บาดเจ็บช่องเปิดเล็กด้านตะวันตกอยู่หลังหินใหญ่ เขาเลือกตำแหน่งไว้ก่อนก้าวเข้ามาแล้วเงาสีเทาโน้มลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางลำตัว“เจ้าช่วยทุกคนไม่ได้”หลิงยวนเลื่อนปลายกระบี่ต่ำลง“คืนนี้ช่วยออกมาแล้วเจ็ดคน”เงาพุ่งเข้าใส่ทันที⸻คมกระบี่ตัดผ่านลำตัวของมันไม่มีเลือด ไม่มีเสียงกระดูกแตก เงาที่แยกออกกลับไหลอ้อมคมเข้าหาข้อมือเขาหลิงยวนถอนปราณจากใบกระบี่แล้วถอยหนึ่งก้าวส่วนที่พุ่งตามมาหยุดชะงัก ก่อนหดกลับไปรวมกับลำต้นมันตามปราณเขากวาดตามองรากไม้ซึ่งพ้นดินข

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 48 — คนที่ยังอยู่ใต้เสียงระฆัง

    ปลายพู่กันในมือเหลียงเฉิงสั่นจนหมึกหยดลงบนกระดาษใต้ต้นไม้ที่เขาวาดมีช่องดำอยู่ช่องหนึ่ง รากใหญ่พาดข้ามปากทาง คล้ายกรงเล็บที่กดพื้นดินเอาไว้โม่หลิงยวนเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้“ทางเข้าอยู่ใต้รากหรือ”เหลียงเฉิงพยักหน้า ก่อนรีบเขียนเพิ่มอย่าเรียกชื่อคนข้างในมือของเขาหยุดกระตุกทันทีที่เขียนจบเสิ่นซูเหอประคองข้อมือไว้ ไม่ให้ปลายพู่กันแทงถูกใบหน้า ขณะเดียวกันเส้นสีเทาใต้ลำคอก็ขึงตึงขึ้นอีกครั้งเสียงระฆังเบาหวิวลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดแน่นหลิงยวนวางสองนิ้วลงบนขอบเตียง ปราณสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นม่านบางระหว่างผู้ป่วยกับคนในห้อง เสียงนั้นจึงเบาลงจนแทบไม่ได้ยินเหลียงเฉิงหอบ น้ำตาไหลผ่านหางตา“ไม่ต้องฝืนเขียนแล้ว” เสิ่นซูเหอกล่าวแต่ชายบนเตียงกลับจับแขนเสื้อนางไว้เขาชี้ภาพต้นไม้ ชูนิ้วเจ็ดนิ้ว แล้วชี้ตนเอง ก่อนชูสามนิ้วเยี่ยจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ปลายเตียงขยับเข้ามา“เข้าไปเจ็ดคน กลับออกมาสามคน?”เหลียงเฉิงพยักหน้าแรงยังมีอีกสี่คนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น⸻แผนที่สองหมู่บ้านถูกคลี่บนโต๊ะนอกเรือนทางเดินไปป่ามีสามสาย สองสายผ่านลำธาร อีกสายต้องอ้อมเนินหินซึ่งไม่มีผู้ใดใช้มาหลายปีเมื่อเทียบภาพวาดกับคำบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status