Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

Share

บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

last update publish date: 2026-10-22 01:42:50

“หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”

เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอ

คำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบ

ริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้ง

เผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสิน

เขามองโม่หลิงยวน

“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”

เสียงขยับเก้าอี้เงียบลง

เยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม

“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”

“แต่ข้าช่วยได้”

“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”

“แล้วข้าจะได้อะไร”

หลิงยวนลุกขึ้น

เขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู

“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”

ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเล

เผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก

“เยว่ซี!”

นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง

“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”

เยว่ซีหันกลับไป

“หากท่านมีวิธีรักษา ก็เขียนให้ครบ อย่าใส่ชื่อข้าไว้ในเงื่อนไข”

ผู้คุมเลื่อนตัวเข้าขวางสายตา แล้วพาเผยเหวินซูออกทางประตูด้านข้าง

เสียงโซ่เบา ๆ ห่างออกไป

เยว่ซีไม่ได้เดินตาม

⸻

ลั่วชิงเหยายืนอยู่หน้าโต๊ะรับคำสั่งลงโทษ

นางถูกขับจากการเป็นศิษย์ชิงเสวียน กักขังสิบปีและผนึกปราณตลอดระยะเวลานั้น ทรัพย์ส่วนตัวจะถูกนำไปชดใช้ตามส่วนความเสียหาย การเปิดเผยหลักฐานจนช่วยผู้ถูกกักขังออกจากเหมืองได้เป็นเหตุให้ลดโทษ แต่การรู้เห็นและช่วยขนย้ายคนยังคงเป็นความผิดของนางเอง

ป้ายประจำตัววางอยู่ในถาดไม้

เจ้าหน้าที่รอให้นางปลดสายคล้องที่เหลือ

ลั่วชิงเหยาพยายามแก้ปมสองครั้ง นิ้วกลับสั่นจนดึงผิดด้าน

ผู้คุมหญิงยื่นมือมาช่วย นางจึงปล่อยให้แกะออก

เมื่อป้ายถูกนำไปเก็บ ลั่วชิงเหยามองตำแหน่งว่างข้างเอวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามถึงจดหมายขอโทษที่ฝากไว้

“ผู้รับยอมรับหรือไม่”

เจ้าหน้าที่เปิดสมุด

“คนหนึ่งยังไม่ประสงค์อ่าน อีกคนขอให้เจ้างดติดต่อ”

นางเม้มปากจนซีด

“เช่นนั้นเก็บไว้ในสำนวนเถิด อย่าส่งซ้ำ”

เยว่ซีได้ยินขณะเดินผ่าน แต่ไม่ได้หยุด

คำขอโทษถูกกล่าวแล้ว คำตอบก็ถูกให้แล้วเช่นกัน

ส่วนวันที่เหลือจากนี้ ไม่มีผู้ใดใช้แทนกันได้

⸻

เจ็ดวันต่อมา กระบี่ไม้ของจ้าวเฉิงฟาดลงตรงไหล่เยว่ซี

นางก้มหลบช้าไปครึ่งจังหวะ

ปลายไม้เฉี่ยวปกเสื้อ เสียงผู้คุมลานดังขึ้นทันที

“หนึ่งแต้ม!”

เยว่ซีถอยพ้นระยะ ขณะที่จ้าวเฉิงหมุนกระบี่กลับเข้าท่า

“ข้าเตือนแล้วว่าไม่ออมมือ”

“ท่านเตือนตั้งแต่ยังไม่ขึ้นลาน ข้าได้ยินไปสามรอบแล้ว”

เสียงหัวเราะดังจากศิษย์ริมสนาม

จ้าวเฉิงหน้าแดงขึ้นนิดหนึ่ง

“ถ้ายังคุยจะเสียแต้มที่สอง”

เขาพุ่งเข้ามา

เยว่ซีเบี่ยงคมออกด้านข้าง แรงปะทะทำให้ฝ่ามือชา นางไม่ฝืนต้าน แต่หมุนตามแรงแล้วถอยสองก้าว

สนามประลองฝึกวันนี้เล็กกว่าลานปกติ แต่ละฝ่ายมีผ้าแดงผูกไว้ที่ต้นแขน แตะจุดสำคัญครบสามครั้งหรือชิงผ้าได้ถือว่าชนะ ห้ามใช้ปราณ เพื่อให้ศิษย์ฝึกอ่านท่าทางและระยะจริง

จ้าวเฉิงถนัดกว่าทั้งแรงและความเร็ว

หากแลกกระบี่ตรง ๆ นางแพ้แน่

เยว่ซีถอยอีกก้าว

เขาตามมาอย่างมั่นใจ

ข้างสนาม ศิษย์คนหนึ่งกระซิบว่าเพียงอีกสองกระบวนท่าคงจบ อีกคนกลับมัวแต่ชะเง้อมองทางเดิน

โม่หลิงยวนเพิ่งมาถึง

เขายืนใต้ต้นสน ชุดขาวเรียบสะอาดท่ามกลางศิษย์ที่มอมแมมจากการฝึก ใบหน้าสงบนิ่งจนคนที่กำลังพูดคุยเบาเสียงลงเอง

จ้าวเฉิงเหลือบเห็นแล้วรีบตั้งไหล่ให้ตรงกว่าเดิม

เยว่ซีเห็นเช่นกัน

และเห็นว่าเขายกศอกขวาสูงขึ้นทุกครั้งที่เตรียมฟันเต็มแรง

นางเปลี่ยนมือจับกระบี่ให้ต่ำลง

จ้าวเฉิงฟันเฉียงจากขวา

เยว่ซีรับเพียงให้คมไถลผ่าน ก่อนถอยไปทางเส้นขอบสนามตามเดิม

เขาก้าวประชิดทันที

คราวนี้นางไม่มีทางถอยแล้ว

ปลายกระบี่ไม้จ่อเข้าหาชายโครง

เยว่ซีทิ้งน้ำหนักลงต่ำ หมุนตัวลอดพ้นแขนข้างที่ยกสูง แล้วใช้มือว่างคว้าผ้าแดง

เสียงผ้าสะบัดดังพรึ่บ

จ้าวเฉิงหยุดค้าง

ปลายกระบี่ของเขาเลยผ่านตำแหน่งที่นางเคยยืนไปแล้ว

“ชิงผ้าสำเร็จ!”

เยว่ซียกผ้าแดงขึ้น หอบจนยังพูดไม่ได้

จ้าวเฉิงมองต้นแขนตนเองแล้วมองนาง

“เจ้าจงใจถอยไปตรงนั้น?”

“หากมีที่ว่าง ท่านคงไม่ยื่นแขนเข้ามาไกลเท่านี้”

เขาก้มดูเท้าซึ่งก้าวยาวเกินไป ก่อนถอนหายใจ

“คืนผ้ามา ข้าจะผูกให้แน่นกว่าเดิม”

“คราวหน้าท่านควรเก็บศอกให้ใกล้ตัวกว่าเดิมด้วย”

“ชนะครั้งเดียวก็เริ่มสอนข้าแล้วหรือ”

เยว่ซีโยนผ้าคืนให้เขา ก่อนคารวะตามระเบียบ

เมื่อเงยหน้าขึ้น นางเผลอมองไปใต้ต้นสน

หลิงยวนยืนกอดอกอยู่ มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย

นั่นทำให้นางเกือบลืมว่าต้องประลองอีกคู่

และคู่ถัดมาก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ส่งกระบี่ของนางหลุดจากมือ

⸻

“ชนะหนึ่ง แพ้หนึ่ง”

เยว่ซีเดินมาหยุดข้างหลิงยวน พลางคลึงข้อมือ

“ท่านมาทันเห็นตอนข้าแพ้พอดี”

“ข้ามาตั้งแต่เจ้าถอยก้าวที่สาม”

“เช่นนั้นเห็นว่าข้าล่อเขา?”

“เห็นว่าเจ้าหลบกระบี่ได้แล้ว แต่ยังยื่นข้อมือให้อีกคนจับ”

นางถอนหายใจ

หลิงยวนยื่นกระบี่ไม้ที่เก็บจากข้างสนามให้

“แก้ตอนนี้เลยหรือจะเก็บไว้แพ้คราวหน้า”

เยว่ซีรับกระบี่มา

“ท่านพูดเหมือนไม่คิดว่าข้าจะชนะอีก”

เขาก้าวลงลานฝึกเล็กด้านหลังต้นสน

“ลองทำให้ข้าเปลี่ยนใจ”

นางตามลงไปทันที

หลิงยวนไม่มีอาวุธในมือ เยว่ซีจึงชะลอฝีเท้า

“ท่านจะใช้มือเปล่าหรือ”

“เจ้าต้องการแก้จังหวะที่ถูกจับข้อมือ”

“แต่ถ้าข้าฟันถูก—”

เขายื่นมือมาจับข้อมือนาง

กระบี่ไม้หันออกนอกตัวในพริบตา นิ้วของนางถูกบังคับให้คลายโดยไม่เจ็บมากนัก

“ต้องเข้าถึงตัวข้าให้ได้ก่อน”

เยว่ซีมองกระบี่ที่เปลี่ยนไปอยู่ในมือเขา แล้วแย่งกลับมา

“เมื่อครู่ข้ายังพูดไม่จบ”

“คู่ประลองคนต่อไปอาจไม่อยากฟังจนจบเช่นกัน”

คราวนี้นางลงมือโดยไม่บอก

หลิงยวนเบี่ยงตัว มือขวาจับข้อมือนางไว้เหมือนเดิม ทว่าเยว่ซีไม่ดึงหนี นางก้าวตามเข้าไป หมุนข้อศอกผ่านแนวมือเขาแล้วเปลี่ยนทิศกระบี่

ปลายไม้เฉียดชายเสื้อ

เขาปล่อยมือก่อนถูกกดข้อนิ้ว

เยว่ซีเงยหน้าทันที

“เมื่อครู่เกือบแล้ว!”

“จึงควรทำต่อ”

นางรีบหมุนกลับ แต่เขาก้าวมาปิดระยะเสียก่อน มือแตะด้ามกระบี่เบา ๆ ก็ทำให้คมเอียงพ้นตัว

เยว่ซีหยุดห่างเขาเพียงช่วงแขน

ลมพัดปอยผมลงข้างแก้ม นางเห็นดวงตาเขาชัดกว่าตอนยืนริมสนาม และเริ่มนึกได้ว่าทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินกว่าจะทำหน้าขึงขังได้สะดวก

หลิงยวนก้มมอง

“คราวนี้ติดอะไร”

“ท่านเข้ามาใกล้”

“เจ้าก้าวเข้ามาเอง”

นางกำลังจะโต้ แต่พบว่าเป็นความจริง

เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขาทำให้ใบหูร้อนขึ้นกว่าเดิม

เยว่ซีจึงเหยียบเท้าเขา

หลิงยวนหลบทัน กระบี่ไม้ของนางฉวยจังหวะนั้นแตะชายแขนเสื้อ

ทั้งสองหยุดพร้อมกัน

มีรอยฝุ่นบาง ๆ ติดอยู่บนผ้าขาว

เยว่ซีค่อย ๆ ยิ้ม

“ครั้งนี้ข้าทำให้ท่านเปลี่ยนใจได้หรือยัง”

เขามองรอยฝุ่น แล้วเลื่อนสายตากลับมาที่นาง

“เจ้าเก็บท่านี้ไว้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เชียวหรือ”

“ของที่ใช้ได้ เหตุใดต้องเลิกใช้”

หลิงยวนยกมือปัดปอยผมที่ติดริมฝีปากนางออก ปลายนิ้วสัมผัสแก้มเพียงแผ่วเบา

“เช่นนั้นอย่าให้คนอื่นรู้ว่าเจ้าจะใช้เมื่อใด”

เยว่ซีลืมคำตอบไปชั่วขณะ

เขาถอยออกแล้วชี้กระบี่ในมือนาง

“อีกครั้ง”

“เมื่อครู่ท่านตั้งใจรบกวนสมาธิข้า”

“เจ้าควรแก้จุดนั้นด้วย”

⸻

ตอนบ่าย เสิ่นซูเหอนำถาดดินใบหนึ่งมาวางกลางห้องฝึก

บนถาดมีเมล็ดถั่วสามเมล็ด

เยว่ซีมองมัน ก่อนหันไปหาสวี่ฉางเกิงซึ่งยกเครื่องผนึกขนาดเท่าฝ่ามือวางลงข้างกัน

“วันนี้จะให้ข้าปลูกถั่วหรือ”

“วันนี้จะดูว่าเจ้าหยุดมันได้หรือไม่” เสิ่นซูเหอตอบ

หลิงยวนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถาด ไม่ได้จับข้อมือนางอย่างทุกครั้ง

เยว่ซีมองระยะห่างนั้น

หลังจากตรวจแบบจำลองและอุปกรณ์กันมาหลายรอบ พวกเขาจะทดลองให้ฐานสำรองรับปราณไม้ส่วนเล็กที่แยกไว้ภายนอก โดยหลิงยวนถอนการประคองเฉพาะส่วนนั้นชั่วคราว

ปราณอีกสี่สายยังถูกผนึกตามเดิม

หากสำเร็จ นางจะเริ่มฝึกควบคุมปราณไม้ได้โดยไม่ต้องให้เขาคอยรับทุกความผิดพลาด

แต่คำถามหนึ่งยังไม่มีผู้ใดตอบแทนนางได้

เมื่อพลังไม่ฟังคำสั่ง นางจะตัดใจหยุดก่อนมันทำร้ายตนเองหรือไม่

สวี่ฉางเกิงชี้คันหยุดสีแดงข้างมือ

“กดลงแล้วการทดลองจบ ไม่มีใครหักคะแนนเจ้า”

เยว่ซีวางนิ้วแตะคันนั้นครั้งหนึ่ง ก่อนหันกลับมามองเมล็ดถั่ว

“เริ่มเถิด”

แสงสีเขียวไหลผ่านร่องอักขระ

เมล็ดแรกปริแตก

ต้นอ่อนดันพ้นเปลือก คลี่ใบเล็กสองใบ เยว่ซีรู้สึกถึงมันราวกับมีเส้นบางทอดออกจากฝ่ามือ

นางผ่อนลมหายใจ ลดปราณลงตามที่ฝึกมา

ต้นอ่อนหยุดสูง

“ถอนการประคองแล้ว” หลิงยวนกล่าว

ความรู้สึกที่ข้อมือเปลี่ยนไปทันที

สิ่งที่เคยเหมือนจับด้ายอยู่ในน้ำกลายเป็นเชือกตึงซึ่งกระชากกลับ เยว่ซีเผลอเกร็งนิ้ว ต้นถั่วสูงพรวดจนใบสั่น

“อย่าดึงคืนเข้าตัว” เสิ่นซูเหอเตือน

นางรีบคลายมือ

แต่รากใต้ดินยังเลื้อยต่อ

เมล็ดที่สองแตกออก

เยว่ซีไม่ได้ส่งปราณไปให้มัน

นางเห็นเส้นสีเขียวแยกใต้ผิวดิน รากของต้นแรกแตะเมล็ดอีกสองเมล็ดแล้วพาพลังข้ามไปด้วย

หากนางคุมแต่ต้นที่เห็น ทุกอย่างใต้ดินจะยิ่งพันกัน

นิ้วของนางเลื่อนไปหาคันหยุด

ในจังหวะนั้น ฐานสำรองส่งเสียงดังคลิก

แถบเตือนสีแดงยกขึ้น

เยว่ซีกดคันหยุดทันที

แสงในร่องอักขระลดระดับลง แต่ความตึงในฝ่ามือยังอยู่

ต้นถั่วหยุดโตแล้ว

พลังส่วนที่ค้างอยู่ระหว่างนางกับมันกลับไม่ยอมคลาย

“เครื่องหยุดแล้ว” นางบอก “แต่ในมือข้ายังไม่หยุด”

หลิงยวนขยับเข้ามาหนึ่งก้าว

เยว่ซีรีบพูดต่อก่อนเขาจะยื่นมือ

“ขอยกมือออกจากถาดได้หรือไม่”

เสิ่นซูเหอมองแนวปราณแล้วตอบทันที

“ยกช้า ๆ อย่ากำมือ”

เยว่ซียกฝ่ามือขึ้น

เส้นสีเขียวยืดตาม รากใต้ดินเริ่มถอนตัวจนต้นอ่อนเอน นางรู้สึกเจ็บจี๊ดตรงปลายนิ้ว

การถอยอย่างเดียวไม่ได้ตัดสิ่งที่เชื่อมอยู่

เหมือนตอนถูกจับข้อมือ

ยิ่งดึงหนี ยิ่งติดแน่น

เยว่ซีหยุดฝืน แล้วลดมือลงเล็กน้อย ยอมให้ปราณส่วนที่ค้างไหลออกไปทางเดิม ก่อนคลายความคิดที่คอยยึดต้นถั่วไว้

ใบอ่อนสั่นเบา ๆ

ความตึงหลุดจากปลายนิ้ว

นางถอยหนึ่งก้าวเต็ม ก่อนมองมือทั้งสองของตน

ไม่มีใครจับข้อมือนาง

ไม่มีแสงสีเงินเข้ามากดปราณให้สงบ

ต้นถั่วสามต้นล้มพิงกันอยู่ในถาด แต่ยังมีชีวิต

สวี่ฉางเกิงถอนลมหายใจแรงจนหนวดขยับ

“ดีที่เจ้าบอกว่าในมือยังไม่หยุด ข้าจะได้แก้เครื่องให้รับส่วนที่ค้างด้วย”

เสิ่นซูเหอเข้าตรวจชีพจร ส่วนเยว่ซียังมองฝ่ามือตนเอง

นางไม่ได้ทำทุกอย่างถูก

กดหยุดไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่ครั้งนี้นางหยุดส่วนที่เหลือด้วยตนเอง

หลิงยวนเดินมาถึงข้างถาด

“เมื่อครู่เจ้าคิดอะไร”

เยว่ซีหันไปหาเขา ดวงตายังสว่างจากความตื่นเต้น

“ข้อมือข้าอยู่ในมือท่าน”

สวี่ฉางเกิงเงยหน้าจากเครื่องทันที

เสิ่นซูเหอชะงักนิ้ว

เยว่ซีเพิ่งได้ยินว่าคำตอบของตนฟังเป็นอย่างไร

“หมายถึงตอนฝึกกระบี่! ยิ่งดึงยิ่งหลุดยาก ข้าจึงลองผ่อนก่อน”

หลิงยวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าไม่ได้ถามความหมายอื่น”

สวี่ฉางเกิงกระแอมแล้วก้มซ่อนยิ้มกับเครื่องมือ

เยว่ซีอยากเอาถาดถั่วมาบังหน้าตนเอง

⸻

พวกเขายุติการทดลองเพียงเท่านั้น

เยว่ซีออกมานั่งตรงขั้นบันไดหลังเรือน รอเสิ่นซูเหอตรวจผลกับหลิงยวนให้เสร็จ ความตื่นเต้นยังไม่จาง นางจึงใช้นิ้วลากภาพรากถั่วบนฝุ่นข้างรองเท้า คิดทบทวนว่าตนพลาดตรงไหน

ประตูด้านหลังเปิดออก

หลิงยวนถือถาดต้นอ่อนมาด้วย

“อาจารย์ฉินจะนำไปปลูกต่อ เขาห้ามเจ้าทดลองกับมันซ้ำ”

“ข้าคงไม่กล้าแล้ว วันนี้เกือบถอนมันทั้งราก”

เขาวางถาดลงข้างนาง

เยว่ซีแหงนหน้ามอง

“ครั้งหน้าข้าจะทำได้ดีกว่านี้”

หลิงยวนกลับไม่ได้ตอบทันที

สายตาเขาเลื่อนไปยังปลายนิ้วนางซึ่งยังเปื้อนดิน

“มีเรื่องต้องบอกเจ้าก่อนครั้งหน้า”

เยว่ซีลุกขึ้นช้า ๆ

เมื่อครู่เสิ่นซูเหอตรวจชีพจรนานกว่าปกติ แต่นางคิดว่าเป็นเพราะการทดลองใหม่

“ผนึกเสียหายหรือ”

“ฐานยังมั่นคง”

“เช่นนั้นเกิดอะไรขึ้น”

หลิงยวนหันฝ่ามือขึ้น แสงสีเงินอมฟ้าปรากฏเป็นเส้นบางกลางมือ ก่อนค่อย ๆ แยกให้เห็นรอยอักขระอีกชั้นหนึ่ง

“ตอนเจ้าปล่อยปราณไม้ด้วยตนเอง ผนึกความทรงจำคลายตามไปเล็กน้อย”

เยว่ซีรู้สึกว่าลมบนระเบียงเย็นขึ้น

ในหัวนางมีภาพบางอย่างวาบผ่าน

โต๊ะไม้

แขนเสื้อสีคราม

มารดาก้มลงมาผูกปมเชือกให้นาง แต่คราวนี้ไม่ใช่คืนที่ทุกคนตาย

มีแสงแดดอยู่หลังหน้าต่าง

มีเสียงหัวเราะ

ภาพนั้นหายไปเร็วเสียจนนางยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว

หลิงยวนรองรับมือนางไว้

“เห็นอะไร”

เยว่ซีมองเขา หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงลำคอ

“ท่านแม่กำลังสอนข้าผูกปม”

เขารอให้นางพูดต่อ

“ข้าผูกผิด นางจึงแก้ให้ แล้วบอกว่า…”

เยว่ซีหยุด

ประโยคนั้นกลับมาพร้อมน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งนางเคยคิดว่าลืมไปหมดแล้ว

“ถ้าอยากเก็บอะไรไว้นาน ๆ อย่าผูกจนแก้ไม่ออก”

น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนมือที่จับกัน

นางไม่ได้เจ็บหน้าอก

ไม่ได้เห็นเลือด

เป็นครั้งแรกที่ความทรงจำกลับมาหานางโดยไม่พากระบี่เล่มนั้นมาด้วย

เยว่ซีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“หลิงยวน คราวหน้าถ้าข้าพร้อม…”

เสียงนางสั่น แต่ไม่ได้ถอย

“ข้าอยากเป็นคนเปิดมันเอง”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

    ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้าศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้างเยว่ซีเผลอหันไปทางซ้ายคำพูดเกือบหลุดจากปากเจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียงไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกันลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตาวันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูกทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไรตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนักนางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง“เยว่ซี”นางหันตามเสียงโม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา“เจ้ารอใครอยู่หรือ”เยว่ซีส่ายหน้า แล

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

    เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดีเสียงไม้กระแทกกันดังลั่นนางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึงช้าไปก้าวเดียวกระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขาเยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วยแทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันทีมือว่างกดลงบนพื้นยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าวเสียงกลไกหยุดลง“สองผืน”โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง“แต่มีหุ่นสามตัว”เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ“ตัวที่สามไม่มีผ้า”“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”เขาปล่อยคันควบคุม“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้าสิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งรากตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

    “หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอคำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้งเผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสินเขามองโม่หลิงยวน“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”เสียงขยับเก้าอี้เงียบลงเยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”“แต่ข้าช่วยได้”“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”“แล้วข้าจะได้อะไร”หลิงยวนลุกขึ้นเขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเลเผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก“เยว่ซี!”นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”เยว่ซีหันกลับไป“หากท่านมีวิธีรัก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 50 — ชื่อที่ต้องรับผิด

    หลินเยว่ซีอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจบในเช้าวันถัดมานางไม่ได้เริ่มจากหน้าที่กล่าวถึงตนเอง แต่เริ่มจากรายชื่อคนที่ถูกส่งผ่านด่านด้วยป้ายสกุลลั่วหญิงสองคนซึ่งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเหมืองอยู่ในนั้นข้างชื่อมีข้อความที่ผู้สอบสวนเขียนกำกับไว้ว่า คนหนึ่งเดินเองไม่ได้ อีกคนยังสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงล้อเกวียนเยว่ซีวางนิ้วลงตรงบรรทัดนั้น ก่อนพลิกหน้าต่อเรื่องบัญชีหลินอัน สมุดที่ถูกแทรกไว้ในกองหนังสือ และการนำเอกสารของบิดาออกจากหีบ ลั่วชิงเหยารับว่าเป็นผู้ลงมือ นางไม่ได้อ้างว่าเผยเหวินซูจับมือนางทำทว่ายังมีประโยคหนึ่งที่เยว่ซีขีดเส้นใต้ข้าคิดว่าเขาเพียงต้องการพาคนเหล่านั้นไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีใครตามพบนางมองประโยคนี้อยู่นานแล้วจึงเขียนคำถามลงบนกระดาษอีกแผ่นเหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องถูกซ่อน⸻โม่หลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคาเมื่อเยว่ซีเดินไปถึงข้างมือเขามีถ้วยยาเปล่า หนังสือเปิดอยู่บนตัก แต่ยังไม่ได้พลิกหน้านางมองถ้วยยาก่อนอย่างเคย“วันนี้ไม่ต้องให้ข้าเตือนแล้วหรือเจ้าคะ”“อาจารย์ฉินมาเตือนก่อนเจ้า”“ท่านคงพูดมากกว่าข้า”“มาก”เยว่ซีหลุดยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกันนางเล่าเรื่องคำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 49 — ผู้ที่เลือกกลับมา

    ฝาบ่อหินกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นสองซีกสิ่งที่ยกมันขึ้นมาไม่มีมือเงาสีเทาทะลักพ้นปากบ่อ พันรอบลำต้นไหวแห้ง แล้วค่อย ๆ ยกส่วนบนขึ้นเหมือนคนที่พยายามจำว่าตนควรยืนอย่างไรใบหน้าหลายใบปรากฏสลับกันอยู่ในเงานั้นชายชรา เด็กหญิง หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ล้วนเป็นคนซึ่งมันเคยยืมเสียงโม่หลิงยวนหยุดห่างจากปากบ่อเจ็ดก้าว ขณะที่ม่านอาคมด้านหลังปิดลง เชื่อมแนวหินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันผู้อาวุโสยังยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นเขาชัดเจน“ทางออกด้านตะวันตกพร้อมแล้ว”หลิงยวนพยักหน้าเขาไม่ได้สั่งให้ปิดทางเพื่อขังตนเองไว้กับมัน แต่เพื่อบังคับไม่ให้มันหนีตามผู้บาดเจ็บช่องเปิดเล็กด้านตะวันตกอยู่หลังหินใหญ่ เขาเลือกตำแหน่งไว้ก่อนก้าวเข้ามาแล้วเงาสีเทาโน้มลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางลำตัว“เจ้าช่วยทุกคนไม่ได้”หลิงยวนเลื่อนปลายกระบี่ต่ำลง“คืนนี้ช่วยออกมาแล้วเจ็ดคน”เงาพุ่งเข้าใส่ทันที⸻คมกระบี่ตัดผ่านลำตัวของมันไม่มีเลือด ไม่มีเสียงกระดูกแตก เงาที่แยกออกกลับไหลอ้อมคมเข้าหาข้อมือเขาหลิงยวนถอนปราณจากใบกระบี่แล้วถอยหนึ่งก้าวส่วนที่พุ่งตามมาหยุดชะงัก ก่อนหดกลับไปรวมกับลำต้นมันตามปราณเขากวาดตามองรากไม้ซึ่งพ้นดินข

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 48 — คนที่ยังอยู่ใต้เสียงระฆัง

    ปลายพู่กันในมือเหลียงเฉิงสั่นจนหมึกหยดลงบนกระดาษใต้ต้นไม้ที่เขาวาดมีช่องดำอยู่ช่องหนึ่ง รากใหญ่พาดข้ามปากทาง คล้ายกรงเล็บที่กดพื้นดินเอาไว้โม่หลิงยวนเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้“ทางเข้าอยู่ใต้รากหรือ”เหลียงเฉิงพยักหน้า ก่อนรีบเขียนเพิ่มอย่าเรียกชื่อคนข้างในมือของเขาหยุดกระตุกทันทีที่เขียนจบเสิ่นซูเหอประคองข้อมือไว้ ไม่ให้ปลายพู่กันแทงถูกใบหน้า ขณะเดียวกันเส้นสีเทาใต้ลำคอก็ขึงตึงขึ้นอีกครั้งเสียงระฆังเบาหวิวลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดแน่นหลิงยวนวางสองนิ้วลงบนขอบเตียง ปราณสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นม่านบางระหว่างผู้ป่วยกับคนในห้อง เสียงนั้นจึงเบาลงจนแทบไม่ได้ยินเหลียงเฉิงหอบ น้ำตาไหลผ่านหางตา“ไม่ต้องฝืนเขียนแล้ว” เสิ่นซูเหอกล่าวแต่ชายบนเตียงกลับจับแขนเสื้อนางไว้เขาชี้ภาพต้นไม้ ชูนิ้วเจ็ดนิ้ว แล้วชี้ตนเอง ก่อนชูสามนิ้วเยี่ยจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ปลายเตียงขยับเข้ามา“เข้าไปเจ็ดคน กลับออกมาสามคน?”เหลียงเฉิงพยักหน้าแรงยังมีอีกสี่คนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น⸻แผนที่สองหมู่บ้านถูกคลี่บนโต๊ะนอกเรือนทางเดินไปป่ามีสามสาย สองสายผ่านลำธาร อีกสายต้องอ้อมเนินหินซึ่งไม่มีผู้ใดใช้มาหลายปีเมื่อเทียบภาพวาดกับคำบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status