Beranda / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 59 — เสียงจากอีกฟาก

Share

บทที่ 59 — เสียงจากอีกฟาก

last update Tanggal publikasi: 2026-10-22 14:13:45

“ซ้าย!”

หลินเยว่ซีขยับแผ่นอาคมไปทางซ้าย

เสียงแตกเปรี๊ยะดังขึ้นทันที

แสงบนโต๊ะดับวูบ ควันสีขาวลอยผ่านปลายจมูก ก่อนจ้าวเฉิงซึ่งยืนดูอยู่จะยกมือปัดหน้าตนเอง

“ข้าเพิ่งล้างหน้ามา”

เสี่ยวถังชะงักอยู่ฝั่งตรงข้ามฉากไม้

“ข้าหมายถึงซ้ายของข้า”

เยว่ซีมองแผ่นอาคมในมือ แล้วค่อย ๆ วางลง

“เช่นนั้นซ้ายของเราสองคนคงไม่ถูกกัน”

เสียงหัวเราะดังจากข้างโต๊ะ

เสิ่นซูเหอใช้พู่กันเคาะขอบถาด

“เพราะเหตุนี้จึงต้องตกลงกันก่อนเริ่ม ต่อไปใช้ทิศตะวันออกกับตะวันตก”

การฝึกวันนี้จัดในห้องปิดด้านหลังเรือนรักษา หลังเกิดเรื่องผู้บุกรุก ผู้ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาดู

บนโต๊ะมีถาดอาคมสองใบ คั่นด้วยฉากไม้สูงระดับสายตา ปราณสำหรับฝึกมาจากหินปราณก้อนเล็กใต้ฐาน ไม่ได้ดึงจากผู้ฝึก หากเดินผิดทาง แสงจะดับและต้องเริ่มใหม่

เยว่ซีทำหน้าที่เลื่อนแผ่นอาคมควบคุมทางเดิน ส่วนเสี่ยวถังมองปลายทางแล้วบอกทิศ

หอวินัยอนุญาตให้เสี่ยวถังร่วมการฝึกพื้นฐานภายใต้การดูแล ข้อจำกัดเรื่องภารกิจและเอกสารสำคัญยังคงเดิม

นางมาถึงก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม พร้อมตำราที่คั่นหน้าด้วยเศษผ้าสามแห่ง

เยว่ซีเห็นแล้วไม่ได้กล่าวอะไร

เพียงเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามให้

⸻

ครั้งที่สอง แสงเดินไปได้ครึ่งทาง

“ตะวันออกหนึ่งช่อง” เสี่ยวถังบอก “แล้วค้างไว้”

เยว่ซีเลื่อนแผ่นตาม

เส้นแสงใต้ฉากเปลี่ยนจากขาวเป็นเหลือง

นิ้วของนางหยุดทันที

เมื่ออ่านตำราเมื่อคืน เส้นสีเหลืองหมายถึงปราณเริ่มสะสมอยู่ตรงทางแยก หากค้างนานเกินไป มันจะไหลเข้าทางลวง

“ยังให้ค้างหรือ”

“ค้างก่อน ทางปลายยังไม่เปิด”

เยว่ซีมองแสงที่เข้มขึ้น

นางอยากเลื่อนกลับ

เพียงขยับหนึ่งช่องก็ปลอดภัยกว่า แต่จะทำให้ฝั่งเสี่ยวถังเสียจังหวะที่กำลังรออยู่

“ตอนนี้!”

นางออกแรงช้าไป

แสงเหลืองล้นขอบเส้นแล้วดับลง

เสี่ยวถังยกมือออกจากถาด

“ข้าบอกช้าเกินไปหรือ”

เยว่ซีมองรอยแสงที่หายไป

“ไม่ใช่ ข้าลังเลเอง”

คำตอบนั้นทำให้ห้องเงียบลงชั่วครู่

เสี่ยวถังไม่ได้ถามว่าลังเลเพราะอะไร

นางก้มลงเปิดตำราแทน

จ้าวเฉิงย้ายตัวออกจากแนวควัน ก่อนเอ่ยขึ้น

“ข้ามีข้อเสนอ ถ้าพังครั้งหน้า ช่วยให้ควันพุ่งไปทางหน้าต่าง”

เยว่ซีหันไปมอง

“เจ้าจะออกไปรอข้างนอกก็ได้”

“แล้วผู้ใดจะเป็นพยานว่าเจ้าทำโต๊ะรมควันได้แล้ว”

นางหยิบผ้าเช็ดโต๊ะโยนให้

จ้าวเฉิงรับไว้แล้วหัวเราะ แต่เมื่อก้มเช็ดเขม่าบนขอบถาด เขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงปกติ

“แผ่นของเจ้าขยับช้ากว่าที่มือสั่งนิดหนึ่ง ตอนข้าฝึกครั้งแรกก็เสียตรงนี้ ลองกดขอบลงก่อนเลื่อน อย่าจับแค่ปลาย”

เยว่ซีลองทำตาม

แผ่นไม้เลื่อนได้ลื่นขึ้นจริง

“เหตุใดไม่บอกตั้งแต่แรก”

“ข้าคิดว่าเจ้าชอบทำให้คนดูตื่นเต้น”

นางใช้ปลายพู่กันชี้ประตู

เขายกมือยอมแพ้ แต่ยังยิ้มอยู่

⸻

เสิ่นซูเหอให้พัก ก่อนเริ่มรอบสุดท้ายของช่วงเช้า

เสี่ยวถังถือถ้วยน้ำมาวางข้างเยว่ซี แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างกัน

“เมื่อครู่ตรงปลายทางมีแผ่นหมุนปิดอยู่ ข้าจึงให้เจ้าค้างรอ” นางอธิบาย “แต่ข้าไม่ได้บอกว่าต้องรอนานเท่าใด เจ้าคงเห็นแสงเหลืองแล้วคิดว่าข้าดูผิด”

เยว่ซีลูบขอบถ้วย

“ข้าไม่เห็นด้านของเจ้า”

“คราวหน้าข้าจะบอกว่ารอสิ่งใดด้วย”

เยว่ซีหันไปหา

“ถ้าเจ้าไม่แน่ใจ บอกว่าไม่แน่ใจก็ได้ เราเริ่มใหม่ได้”

เสี่ยวถังพยักหน้า

“ส่วนเจ้าถ้าเห็นอะไรผิดปกติ บอกข้าด้วย ข้ามองเห็นเพียงครึ่งเดียวเหมือนกัน”

เยว่ซีมองฉากไม้กลางโต๊ะ

นางเพิ่งพบว่าตลอดสองรอบที่ผ่านมา ตนคอยฟังว่าเสี่ยวถังจะบอกถูกหรือไม่ จนลืมบอกสิ่งที่ตนเองเห็นกลับไป

“ตกลง”

เมื่อกลับเข้าที่ คราวนี้ทั้งสองไม่ได้เริ่มทันที

พวกนางไล่ตำแหน่งทางแยก ตกลงคำสั่ง และลองเลื่อนแผ่นเปล่าให้รู้จังหวะกันก่อน

จ้าวเฉิงยืนกอดอกข้างหน้าต่าง

“ดูท่ารอบนี้ข้าคงไม่ต้องล้างหน้าแล้ว”

เสิ่นซูเหอเหลือบมองเขา

“หากว่างมาก มาจดผล”

เขารับพู่กันไปอย่างหมดทางเลี่ยง

⸻

ขณะเดียวกัน โม่หลิงยวนยืนอยู่หน้าประตูสำนักด้านตะวันตก

รถขนตะกร้ายาสามคันถูกจอดพักใต้ร่มไม้ คนขับกำลังดื่มน้ำโดยมีศิษย์หอวินัยสอบถามเส้นทางอยู่ข้าง ๆ

เมื่อคืนตรวจพบชายผู้หนึ่งออกจากเรือนรักษาหลังเกิดเหตุ เขามากับคณะรับตะกร้าเปล่าคืน แต่ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีคนงานเดิม

เจ้าของรถยืนยันว่าชายผู้นั้นขออาศัยกลับลงเขา แลกกับการช่วยยกของ

เขาหายไปก่อนถึงด่านนอก

“เราไปถึงจุดนัดรับของตามคำให้การแล้วขอรับ” ศิษย์ผู้หนึ่งรายงาน “เป็นศาลาพักทางร้าง ไม่มีคนรออยู่”

หลิงยวนก้มมองรอยล้อบนดิน

“คนที่ลงจากรถนำอะไรไปด้วย”

“ห่อผ้าเล็ก เจ้าของรถคิดว่าเป็นเสื้อผ้า”

“มีใครเห็นเขาข้ามด่านหรือไม่”

“ไม่พบชื่อขาออกขอรับ”

หลิงยวนเงยหน้ามองแนวเขาด้านข้าง

เส้นทางหลักผ่านด่านตรวจ แต่ทางเดินเก็บฟืนเลาะไปถึงลำธารได้ หากเป็นคนคุ้นภูมิประเทศย่อมหลบสายตาได้หลายช่วง

เขาหันไปสั่ง

“ตรวจทางลงลำธาร ให้คนไปดักที่สะพานก่อน อย่าไล่ตามรอยอย่างเดียว”

ศิษย์รับคำแล้วแยกย้าย

หลิงยวนไม่ได้พาคนทั้งหมดตามไป

เขาเดินกลับมาหาเจ้าของรถ แล้วถามรายละเอียดอีกครั้ง ตั้งแต่ชายแปลกหน้าขึ้นรถตรงไหน ไปจนถึงนั่งด้านใด

“เขานั่งท้ายรถขอรับ คอยยกผ้าคลุมตะกร้า บอกว่ากลัวลมพัดหลุด”

หลิงยวนหยุดสายตาที่ตะกร้าใบล่างสุด

ขอบหวายมีด้ายสีเทาขึงอยู่เส้นหนึ่ง

เขาใช้ปลายฝักกระบี่ยกผ้าคลุมออก

กระดาษพับเล็กถูกผูกซ่อนไว้ใต้หูตะกร้า

คนผู้นั้นอาจหลบหนีไปแล้ว

แต่สิ่งที่ต้องส่งออกจากสำนัก ยังอยู่บนรถที่กำลังรอตรวจ

⸻

“ปลายทางเปิดแล้ว ตะวันตกสองช่อง!”

เยว่ซีเลื่อนแผ่นอาคม

แสงขาวลอดใต้ฉากไม้ไปอีกช่วงหนึ่ง

“ทางข้ามกำลังหมุน” เสี่ยวถังบอก “รอสองจังหวะ”

นางนับตามเสียงเคาะของฐาน

หนึ่ง

สอง

“ไป!”

เยว่ซีเลื่อนแผ่นได้พอดี แสงเหลืองตรงรอยต่อกลับเป็นสีขาวแล้วไหลต่อ

คราวนี้นางไม่ได้รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

“ฝั่งข้าเหลือทางตรงหนึ่งช่วง มีเส้นลวงแยกขึ้นเหนือ”

“ฝั่งข้ามีทางรับสองช่อง ขอข้าดูก่อน”

เยว่ซีลดมือ ไม่เร่ง

เสี่ยวถังขยับตัวเข้าหาถาดอีกเล็กน้อย

“ช่องล่างมีอักขระกลับด้าน อย่าไปทางนั้น ขึ้นเหนือหนึ่งช่อง”

นิ้วเยว่ซีชะงัก

“ทางเหนือฝั่งข้าเป็นเส้นลวง”

เสี่ยวถังเงียบไปทันที

จ้าวเฉิงเงยหน้าจากกระดาษจดผล

แสงตรงกลางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอีกครั้ง

เยว่ซีมองแผ่นไม้ในมือ

หากหยุดตอนนี้ ทั้งสองเริ่มใหม่ได้

แต่แทนที่จะตัดสินใจแทนอีกฝ่าย นางเอ่ยถาม

“เจ้ามองเห็นเครื่องหมายใด”

“ขีดสั้นสามขีด ด้านหนึ่งมีจุด”

เยว่ซีนึกถึงภาพในตำรา

นางพลิกมุมมองในใจ ก่อนก้มมองด้านของตนอีกครั้ง

“จุดอยู่เหนือขีดหรือใต้ขีด”

“ใต้ขีด”

“เช่นนั้นเป็นทางรับกลับ ไม่ใช่ทางเดินออก เราต้องให้แสงผ่านฝั่งเจ้าก่อนแล้ววกกลับมา”

เสี่ยวถังรีบไล่เส้นตาม

“ใช่! ข้าอ่านตามด้านที่นั่งอยู่จึงเห็นกลับกัน”

แสงเหลืองเข้มขึ้น

“ถอยตะวันออกหนึ่งช่อง” เสี่ยวถังบอก “แล้วลงใต้ ข้าเห็นทางแล้ว”

เยว่ซีทำตามทันที

แสงหายเข้าใต้ฉากไม้

ชั่วขณะหนึ่งฝั่งของนางมืดสนิท

มือเยว่ซีเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางมองไม่เห็นว่าพลังอยู่ที่ใด ต้องอาศัยเสียงจากคนอีกฟากเท่านั้น

“ถึงฝั่งข้าแล้ว” เสี่ยวถังบอก “อีกหนึ่งจังหวะจะกลับไปหาเจ้า”

เยว่ซีรอ

แสงขาวปรากฏตรงขอบถาดด้านใต้จริง ๆ

นางเลื่อนแผ่นสุดท้ายเข้าที่

ระฆังเล็กเหนือฐานดังขึ้นหนึ่งครั้ง

เส้นอาคมทั้งวงสว่าง ก่อนแสงจะไปรวมอยู่ที่ปลายทางแล้วดับลงอย่างเรียบร้อย

ไม่มีควัน

ไม่มีแรงสั่น

เสี่ยวถังโผล่หน้าพ้นฉากไม้ ดวงตาเป็นประกาย

เยว่ซีหัวเราะออกมาก่อนอีกฝ่ายจะพูด

ทั้งสองยกมือขึ้นพร้อมกัน แล้วชะงักอย่างขัดเขิน

ครั้งหนึ่งพวกนางเคยแตะฝ่ามือกันเช่นนี้เวลาช่วยกันทำอะไรสำเร็จ

เยว่ซีเป็นฝ่ายยื่นมือข้ามขอบฉากไปก่อน

เสียงฝ่ามือกระทบกันดังเพียะ

จ้าวเฉิงมองผลบนกระดาษแล้วถอนหายใจ

“น่าเสียดาย ข้าเตรียมเขียนว่าควันมากกว่าปราณไว้แล้ว”

เยว่ซีหันขวับ

“ลบทิ้งเลย”

“ข้ายังไม่ได้เขียน”

“เจ้าหัวเราะก่อนแล้ว”

เขาหัวเราะหนักกว่าเดิม

⸻

เสิ่นซูเหอตรวจถาดทั้งสอง ก่อนให้สลับตำแหน่งลองเดินทางสั้นอีกครั้ง

รอบนี้เยว่ซีเป็นคนบอกทาง

เสี่ยวถังทำพลาดหนึ่งจุด แต่บอกทันทีว่าตนเลื่อนเกิน ทั้งสองจึงย้อนกลับมาแก้ได้โดยไม่ต้องดับวงทั้งหมด

เมื่อจบการฝึก เสิ่นซูเหอปิดสมุด

“พอแล้ว วันนี้เรียนรู้ได้มากกว่าวิธีเลื่อนแผ่นไม้”

นางไม่ได้ขยายความ

เยว่ซีเองก็ไม่ต้องการให้ใครพูดแทนสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

ขณะเก็บของ เสี่ยวถังรวบตำรากับกระดาษฝึกส่งให้นาง

“พรุ่งนี้ข้ามาได้หลังทำงานเสร็จ แต่คงช้ากว่าวันนี้”

“เช่นนั้นข้าจะอ่านส่วนถัดไปรอ”

เสี่ยวถังเงยหน้า

เยว่ซีรับตำรามา แล้วเสริม

“คราวหน้าตกลงเรื่องซ้ายขวาให้เรียบร้อยก่อนด้วย”

“ข้าจะเขียนติดหน้าผากไว้ให้เจ้า”

“ติดของเจ้าเถิด ข้าเห็นง่ายกว่า”

ทั้งสองเดินออกไปพร้อมเสียงหัวเราะ

จ้าวเฉิงมองตาม จนเสิ่นซูเหอเรียกให้คืนพู่กันเป็นครั้งที่สอง เขาจึงรู้ตัวว่าถือมันค้างอยู่ในมือ

⸻

หลิงยวนมาถึงลานหน้าเรือนในช่วงที่เยว่ซีกำลังเล่าเรื่องการฝึก

เขาฟังตั้งแต่แผ่นแรกไหม้ไปจนถึงตอนทั้งสองเกือบอ่านทางกลับผิด

“ข้าทำได้โดยไม่ต้องมองปลายทางเอง” นางบอก

“เสี่ยวถังบอกได้ชัดหรือ”

“ตอนหลังชัดขึ้น ข้าเองก็บอกสิ่งที่เห็นกลับไปด้วย”

หลิงยวนมองใบหน้านาง

ความระแวงที่เคยทำให้เยว่ซีเงียบลงทุกครั้งเมื่อได้ยินชื่อเพื่อน วันนี้คลายไปมากแล้ว

เขายื่นกระบอกน้ำให้นาง

เยว่ซีรับมาดื่มอย่างคุ้นเคย ก่อนเพิ่งสังเกตว่าแขนเสื้อเขามีรอยเปียก

“ท่านไปไหนมา”

“ทางลำธาร”

“พบคนหรือไม่”

“ยังไม่พบ แต่ได้สิ่งที่เขาจะส่งออกไป”

รอยยิ้มของนางจางลงเล็กน้อย

หลิงยวนจึงกล่าวต่อ

“เป็นบันทึกสิ่งที่เห็นเมื่อวาน ไม่มีข้อมูลผนึก คนของเรากำลังตรวจเส้นทางที่เหลือ”

เยว่ซีมองเขาครู่หนึ่ง

“ท่านตั้งใจมาบอกข้า?”

“เรื่องของเจ้า เจ้าควรได้รู้”

นางพยักหน้าแล้วปิดกระบอกน้ำ

ตอนคืนให้ นิ้วของหลิงยวนแตะรอยเขม่าตรงข้างแก้มนาง

“การฝึกวันนี้มีควันด้วย?”

เยว่ซีนิ่งไป

จ้าวเฉิงซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากห้องยกมือขึ้นทันที

“ข้าไม่ได้พูด”

หลิงยวนใช้นิ้วปัดรอยดำออกให้

เยว่ซีเอียงหน้าเข้าหามือเขาโดยไม่ทันคิด

เป็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อย

แต่จ้าวเฉิงเห็นชัด

เขาเคยเห็นนางมองหาคนผู้นี้หลังชนะ เคยเห็นหลิงยวนยื่นมือให้นางก่อนต้องเอ่ยขอ และเห็นว่านางยอมปล่อยความเกร็งในตัวลงเมื่อเขาอยู่ข้าง ๆ

สิ่งที่ตนเพิ่งยอมรับในเช้าวันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงตรงหน้าเลย

เขาเหมือนจะเริ่มชอบหลินเยว่ซี

จ้าวเฉิงก้มมองกระดาษจดผลในมือ ความรู้สึกหน่วงอยู่ในอกชั่วครู่ ก่อนเสียงเยว่ซีจะเรียกเขา

“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ จู่ๆก็เงียบไป”

เขาเงยหน้าขึ้น

นางยังรอคำตอบด้วยสีหน้าปกติ

จ้าวเฉิงกะพริบตา เก็บความรู้สึกที่เผลอหลุดออกไป แล้วชูกระดาษในมือขึ้น

“กำลังคิดว่าจะเก็บหลักฐานวันนี้ไว้เรียกค่าปิดปากได้เท่าใด”

“หลักฐานอะไร”

“เผาอาคมสองครั้ง กล่าวโทษคนดูหนึ่งครั้ง และพยายามทำร้ายผู้จดผลด้วยผ้าเช็ดโต๊ะ”

เยว่ซีเดินเข้ามาแย่งกระดาษ

เขายกหนีสูงขึ้น

“ข้าจะฟ้องอาจารย์เสิ่นว่าท่านจดเรื่องไร้สาระ”

“นางเห็นเองทั้งหมด”

เยว่ซีหันไปหาหลิงยวนทันที

“ท่านช่วย—”

“ค่าปิดปากแพงหรือไม่” หลิงยวนถามจ้าวเฉิง

ชายหนุ่มชะงัก ก่อนยิ้มกลบเกลื่อน

“ศิษย์พี่จะจ่ายแทนนางหรือ”

“ข้าจะคิดรวมกับค่าฝึกกระบี่ที่เจ้าขอไว้”

จ้าวเฉิงค่อย ๆ ลดกระดาษลง

เยว่ซีฉวยไปได้ทันที

หลิงยวนกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย

“พรุ่งนี้เช้า ว่างหรือไม่”

จ้าวเฉิงมองคนทั้งสองสลับกัน ความรู้สึกเมื่อครู่ยังค้างอยู่ในอก แต่เขากดมันลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

“ว่างขอรับ”

เยว่ซีคลี่กระดาษออกดู

บนแผ่นนั้นไม่มีคำล้อเลียนแม้แต่คำเดียว

มีเพียงผลการฝึก ตำแหน่งที่พลาด และประโยคสั้น ๆ ตรงท้าย

รอบสุดท้าย ฟังคำบอกทางแล้วแก้ได้ทัน ผ่านถึงปลายทาง

นางเงยหน้าขึ้น

จ้าวเฉิงรีบกล่าว

“พรุ่งนี้อย่ามายืนหัวเราะเวลาข้าถูกตีตกจากลานก็แล้วกัน”

เยว่ซียิ้ม

“ข้าจะพยายาม”

“ฟังแล้วไม่น่าเชื่อถือเลย”

เขารับกระดาษคืนแล้วเดินนำไป

ก่อนพ้นประตู ยังหันกลับมาแหย่อีกครั้ง

“คราวหน้าถ้าฝึกสำเร็จโดยไม่มีควัน ข้าจะชมให้สักคำ”

“เก็บไว้ชมตัวเองตอนพรุ่งนี้รับกระบี่ได้เถิด!”

เสียงหัวเราะของนางดังตามหลัง

จ้าวเฉิงยิ้มออกมา

อย่างน้อยความรู้สึกของเขาก็ไม่ได้ทำให้เสียงนั้นหายไป

⸻

ยามค่ำ หลิงยวนส่งบันทึกที่พบใต้ตะกร้าให้เจ้าสำนัก

ข้อความด้านหน้าเขียนถึงปราณไม้ ระยะที่สังเกตได้ และวิธีที่เยว่ซีใช้เถาปัดกระดาษ

ข้อมูลเหล่านั้นอันตรายหากตกถึงมือคนที่คิดร้ายนาง แต่ยังไม่มีรายละเอียดลึกพอจะเปิดผนึกได้

สิ่งที่ทำให้เจ้าสำนักอ่านซ้ำอยู่ด้านหลัง

ทางนี้ได้เพียงสิ่งที่เห็น หากต้องการเรื่องก่อนเข้าสำนัก ให้ตามจากคนที่เคยจัดยา

เจ้าสำนักวางกระดาษลง

“มู่เฉิงเจ๋อ?”

“อาจหมายถึงเขาหรือคนที่เคยทำงานให้เขา ต้องตรวจต่อ”

หลิงยวนเลื่อนคำสั่งเพิ่มการตรวจสิ่งของเข้าเรือนคุมขังไปตรงหน้า

“ข้าให้แยกตรวจยากับของใช้แล้ว ไม่มีสิ่งใดเข้าไปถึงนักโทษโดยอาศัยตราจากภายนอกเพียงอย่างเดียว”

เจ้าสำนักประทับตราอนุมัติ

“เรื่องนี้บอกอะไรเจ้าอีก”

หลิงยวนมองประโยคที่เขียนด้วยหมึกเข้มกว่าส่วนอื่น

“ผู้ว่าจ้างยังไม่มีข้อมูลที่ต้องการ”

“แล้ว?”

“เราจึงต้องหาคนที่กำลังขายมัน ก่อนพวกเขาจะพบกัน”

⸻

ภายในห้องขัง มู่เฉิงเจ๋อนั่งรอให้ผู้คุมตรวจถ้วยยาเสร็จ

ยาไม่ต่างจากทุกวัน

เขาดื่มจนหมด แล้วส่งถ้วยคืน

หลังประตูปิด ความเย็นใต้ชายโครงค่อย ๆ ขยับ

“วันนี้พวกเขาตรวจมากขึ้น”

เสียงนั้นดังอยู่ภายใน

มู่เฉิงเจ๋อไม่ตอบทันที เขาพิงผนัง ฟังฝีเท้าผู้คุมห่างออกไปตามทางเดิน

“เจ้ากลัวหรือ”

“เจ้าควรถามว่าพวกเขากำลังหาอะไร”

มู่เฉิงเจ๋อก้มมองแผลเก่า

เขายังไม่มีทางติดต่อใคร ยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดนอกกำแพง และยังออกจากห้องนี้ไม่ได้

แต่ระหว่างเปลี่ยนยาวันนี้ เขาได้ยินผู้คุมสั่งห้ามรับหนังสือจากคนภายนอกโดยไม่ตรวจซ้ำ

มีคนกำลังพยายามทำบางอย่าง

ความคิดนั้นทำให้แววตาซึ่งหม่นอยู่หลายวันกลับมีชีวิตขึ้นมา

เขาวางฝ่ามือทับชายโครง แล้วถามเสียงเบา

“ถ้าข้าจะออกไป เจ้าช่วยได้เพียงใด”

ความเย็นเลื่อนขึ้นมาอีกเล็กน้อย

ครั้งนี้มู่เฉิงเจ๋อไม่ได้กดมันกลับทันที.

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 70 — หนึ่งครั้งที่ต้องเอื้อมถึง

    ปลายกระบี่ไม้แตะหน้าผากหลินเยว่ซี ก่อนกระบี่ในมือนางจะยกพ้นเอวเสียอีกนางยืนนิ่งโม่หลิงยวนลดมือลง“อีกครั้ง”“เมื่อครู่ข้ายังไม่ได้ตั้งท่า”“ข้าเห็นแล้ว”เยว่ซีหรี่ตาใส่เขาลานฝึกด้านตะวันออกยังปกคลุมด้วยหมอกบาง แสงเช้าส่องผ่านยอดไม้ลงบนพื้นหินซึ่งมีรอยกระบี่เก่าพาดอยู่หลายแนว รอบลานมีรางน้ำตื้นและแปลงไม้เลื้อยสำหรับศิษย์ฝึกปราณ ไม่มีแผ่นอาคมให้เลื่อน ไม่มีโต๊ะหรือแบบแปลนให้ก้มอ่านมีเพียงเขา กระบี่สองเล่ม และระยะห่างสามก้าวก่อนเริ่ม หลิงยวนตรวจแผลที่มือนางแล้ว รอยข่วนไม่ลึก ไหล่ยังตึงเล็กน้อยแต่ขยับได้ตามปกติ เขาจึงกำหนดให้ฝึกช่วงสั้น สลับพัก และยังไม่ใช้ปราณจนกว่าจะอุ่นร่างกายพอเยว่ซีขยับเท้าขวาไปด้านหลังคราวนี้นางยกกระบี่ทันทีเสียงไม้กระทบกันดังแปะกระบี่ของนางถูกปัดออก ปลายกระบี่อีกฝ่ายหยุดตรงหัวไหล่“อีกครั้ง”นางสูดลมหายใจครั้งที่สาม เยว่ซีไม่รอให้เขาลงมือก่อนนางแทงตรงเข้าหาหน้าอกหลิงยวนขยับเพียงครึ่งก้าว คมไม้ของนางผ่านชายเสื้อไป ขณะที่กระบี่เขาแตะข้อมือนางเบา ๆนิ้วคลายโดยไม่ตั้งใจกระบี่ร่วงลงพื้นเยว่ซีก้มมองมัน แล้วเงยหน้ามองเขา“ท่านทำเช่นนี้กับศิษย์ทุกคนหรือ”“คนท

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 69 — คนที่เรียกอยู่ข้างหลัง

    “ของที่ช่วยให้หลับสบายอยู่ที่ใด”โม่หลิงยวนถามทันทีที่ก้าวเข้าประตูเรือนพักหลังใหม่ผู้อาวุโสผู้ดูแลคณะจากสามสำนักลุกขึ้นจากโต๊ะ ใบหน้ามีแววไม่พอใจจากการถูกเปลี่ยนที่พักกลางดึก แต่เมื่อเห็นกระดาษในมือเขา สีหน้าก็เปลี่ยนไป“เกิดอะไรขึ้นอีก”หลิงยวนวางสำเนารายชื่อบนโต๊ะ“คนเหล่านี้ได้รับของก่อนเดินทางมาหรือไม่”อีกฝ่ายก้มอ่าน ก่อนชี้ชื่อศิษย์สองคนของตน“ได้รับหมอนสมุนไพร บอกว่าเป็นของรับรองจากเรือนชิงเหอ ข้าให้ตรวจแล้ว มีแต่ใบยาแห้งกับดอกไม้”“ใครเป็นผู้ตรวจ”คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบลงผู้อาวุโสหันไปมองชายชุดน้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างหีบเดินทางชายผู้นั้นค่อย ๆ วางถ้วยชา“ข้าเอง”หลินเยว่ซีหยุดอยู่หลังหลิงยวนครึ่งก้าว นางเห็นมือขวาของชายชุดน้ำตาลหายเข้าไปในแขนเสื้อ“มือเขา!”ถ้วยชาถูกปาใส่ตะเกียงทันทีหลิงยวนชักกระบี่แสงสีเงินอมฟ้าตัดถ้วยกลางอากาศ เศษกระเบื้องยังไม่ทันตกถึงพื้น ชายชุดน้ำตาลก็ถีบหีบเดินทางใส่ผู้อาวุโสแล้วพุ่งไปทางประตูด้านข้างจ้าวเฉิงยืนขวางอยู่ก่อนแล้ว“ข้าอุตส่าห์เลือกประตูที่ลมไม่โกรก”ปลายฝักกระบี่กระแทกข้อมืออีกฝ่ายของชิ้นเล็กหลุดออกจากแขนเสื้อเป็นหลอดกระดูกยาวเพียงครึ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status