เผยเหวินซูกลับถึงเรือนรับรองหลังระฆังยามค่ำ
หน้าประตูมีศิษย์หอวินัยรออยู่สองคน
เขาหยุดเพียงครู่เดียว ก่อนยิ้มตามปกติ
“มีเรื่องใดหรือ”
“อาจารย์ฉินเชิญไปพบขอรับ”
“ตอนนี้?”
“ตอนนี้ขอรับ”
เหวินซูมองประตูห้องตนเองแล้วลดมือลง เขาไม่ได้ขอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อ เพียงวางกระบี่ไว้กับศิษย์ผู้หนึ่งแล้วเดินตามไป
เมื่อถึงหอวินัย โม่หลิงยวนนั่งรออยู่ด้านข้างโต๊ะ
กลางโต๊ะมีป้ายผ่านประตูหนึ่งแผ่น
เผยเหวินซูจำรอยบิ่นตรงมุมได้ทันที
“ป้ายของเรือนรับรอง” เขากล่าว
อาจารย์ฉินเลื่อนใบเบิกมาให้
“ลายมือเจ้า?”
“ขอรับ”
“เจ้าส่งผู้ใดไปหมู่บ้านชิงลั่ว”
เหวินซูอ่านเอกสารอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้า
“ข้าอนุญาตให้ขบวนรับยาลงเขา แต่ไม่ได้สั่งให้ไปชิงลั่ว”
“ชื่อหมู่บ้านอยู่ในรายการ”
“ข้าไม่ได้เป็นผู้กรอกเส้นทาง”
อาจารย์ฉินวางใบรายการอีกแผ่นข้างกัน
“เช่นนั้นผู้ใดกรอก”
“ผู้ดูแลขบวน น่าจะเป็นเฉินฝู ข้าขอพบเขาเพื่อสอบถามได้หรือไม่”
“เขาไม่กลับขึ้นเขา”
รอยยิ้มของเผยเหวินซูจางลงอย่างเหมาะเจาะ
“ข้าจะให้คนตามหา”
“หอวินัยส่งคนไปแล้ว”
หลิงยวนกล่าวเป็นครั้งแรก
เหวินซูหันมองเขา
คนทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหวินซูจะพยักหน้า
“เช่นนั้นข้าจะส่งรายการจ้างงานทั้งหมดให้”
“รวมบัญชีจ่ายเงิน” หลิงยวนกล่าว “ก่อนมีใครจัดใหม่”
นิ้วของเหวินซูหยุดบนขอบกระดาษ
“ศิษย์พี่สงสัยข้าหรือ”
“ป้ายที่เจ้ารับผิดชอบถูกใช้หลอกหญิงชราออกจากบ้าน”
“ข้ายอมรับว่าตรวจไม่รอบคอบ แต่ไม่เคยสั่งให้ผู้ใดทำเช่นนั้น”
อาจารย์ฉินเก็บเอกสารกลับ
“ระหว่างตรวจสอบ เจ้าหยุดงานเรือนรับรอง ส่งมอบตรากับป้ายผ่านทั้งหมด และห้ามออกจากสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาต”
เหวินซูก้มศีรษะ
“ขอรับ”
เขาถอดป้ายจากเอววางลงบนโต๊ะด้วยตนเอง
ขณะหันออกจากห้อง หลิงยวนกล่าวตามหลัง
“หากนึกชื่อคนที่เคยใช้ป้ายได้อีก ให้บอกหอวินัยโดยตรง”
เหวินซูหยุดฟัง
“อย่าไปถามเยว่ซี”
⸻
เช้าวันต่อมา เสี่ยวถังพบเยว่ซีนั่งหลับอยู่หน้าถ้วยโจ๊ก
“เจ้ากำลังฝึกวิชากินข้าวในฝันหรือ”
เยว่ซีสะดุ้ง ช้อนกระทบขอบถ้วย
เมื่อคืนยายหวังตื่นสองครั้งเพราะไม่คุ้นห้อง นางจึงอยู่เป็นเพื่อนจนเกือบสว่าง พอกลับเรือนพักก็ต้องเตรียมตัวมาเรียนทันที
เสี่ยวถังเลื่อนจานผักดองให้
“ยายเจ้าเป็นอย่างไร”
“บ่นว่าข้าไม่พกเสื้อหนามา”
“นั่นแปลว่าหายห่วงเจ้าแล้ว”
เยว่ซียิ้ม ก่อนเห็นคนหลายคนหันไปมองหน้าประตูโรงครัว
เผยเหวินซูเดินเข้ามา
วันนี้เขาไม่มีป้ายเรือนรับรองติดเอว แต่ยังทักทายคนอื่นด้วยท่าทีอ่อนโยนเช่นเดิม
เขาหยุดข้างโต๊ะนาง
“ศิษย์น้องหลิน ข้าขอคุยด้วยสักครู่”
เยว่ซีวางช้อน
“เรื่องยายหรือเจ้าคะ”
“ใช่ ข้าอยากขอโทษ คนที่ใช้ป้ายออกไปอยู่ในขบวนที่ข้ารับรอง”
เสียงรอบโต๊ะเบาลง
เยว่ซีเหลือบมองผู้คนที่เริ่มฟัง ก่อนตอบ
“เรื่องนี้ข้าให้คำบอกเล่ากับหอวินัยแล้ว หากศิษย์พี่ต้องการรายละเอียด ควรถามอาจารย์ฉินเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้มาถามเรื่องคดี เพียงอยากแสดงความรับผิดชอบ หากยายเจ้าต้องการสิ่งใด—”
“ตอนนี้ยายมีที่พักและอาจารย์ดูแลแล้วเจ้าค่ะ”
นางลุกขึ้นคารวะให้เรียบร้อย
“ข้ารับทราบว่าท่านมาขอโทษ ส่วนใครต้องรับผิดอย่างไร ขอให้หอวินัยตรวจให้ชัดก่อน”
เหวินซูมองนาง
หญิงสาวไม่ได้กล่าวโทษเขา แต่ก็ไม่ยอมพูดคำว่าไม่เป็นไรให้คนทั้งโรงครัวได้ยิน
“สมควรแล้ว” เขาตอบ
เมื่อเขาจากไป เสี่ยวถังจึงขยับเข้ามาใกล้
“เขาพูดดีเสียจนข้าเกือบจะช่วยเจ้ารับคำขอโทษ”
เยว่ซีนั่งลง
“ข้าก็เกือบรับ”
นางหยิบช้อนขึ้นอีกครั้ง
“แต่ยายตกใจจริง ๆ”
⸻
ลานฝึกเช้าวันนั้นเริ่มด้วยการจับคู่หลบกระบี่
ศิษย์ใหม่ใช้กระบี่ไม้ ห้ามส่งปราณลงอาวุธ ผู้สอนต้องการให้จำระยะกับท่ายืนก่อนเพิ่มความเร็ว
เยว่ซีจับคู่กับเสี่ยวถัง
ทั้งสองผลัดกันฟันและหลบอย่างระมัดระวัง จนชายที่เคยคุยเรื่องกระบี่ไม้สิบสองเล่มเดินผ่านมา
“ฝึกเช่นนี้สามปีก็ยังไม่เป็น”
เสี่ยวถังหันไป
“เช่นนั้นท่านฝึกมากี่ปีแล้ว”
เขายกกระบี่พาดบ่า
“เจ็ดปี”
เยว่ซีมองท่ายืนของเขาแล้วหลบไปครึ่งก้าว
ปลายกระบี่ที่พาดบ่าเฉียดหน้าผากนางพอดี
ชายหนุ่มรีบลดอาวุธลง
เสี่ยวถังเม้มปากแน่น แต่เสียงหัวเราะยังลอดออกมา
ผู้สอนเดินเข้ามาก่อนอีกฝ่ายจะพูดอะไร
“จ้าวเฉิง ไปอยู่คู่เดิมของเจ้า อย่าเดินถือกระบี่ข้ามกลุ่ม”
จ้าวเฉิงรับคำ หน้าแดงไปถึงหู
เยว่ซีหันกลับมาฝึกต่อ
คราวนี้เสี่ยวถังฟันเร็วขึ้นเล็กน้อย นางขยับเท้าหลบได้ แต่เมื่อยกไม้ขึ้นรับกลับจับแน่นจนข้อมือสะเทือน
คำของหลิงยวนผุดขึ้นในหัว
ต้องยอมขยับ ไม่ใช่ฝืนรับทั้งหมด
นางลองใหม่ เบี่ยงไม้ให้แรงไหลออกด้านข้าง
กระบี่ของเสี่ยวถังผ่านไปโดยไม่กระแทกแขนนางเต็มแรง
“เมื่อครู่ดีขึ้น” ผู้สอนกล่าวขณะเดินผ่าน “จำความรู้สึกนั้นไว้”
เยว่ซีเผลอยิ้ม
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาที่นี่ที่นางได้รับคำชมจากสิ่งที่ทำเอง โดยไม่มีใครต้องอธิบายแทน
⸻
หลังจบคาบ เยว่ซีถูกเรียกไปหอวินัย
คราวนี้ลั่วชิงเหยายืนรออยู่ก่อนแล้ว
บนโต๊ะมีสมุดปกน้ำตาลกับใบส่งมอบหนังสือ
อาจารย์ฉินให้เยว่ซีเล่าว่าได้รับงานอย่างไร จากนั้นจึงถามลั่วชิงเหยา
“เจ้าเป็นคนตรวจหีบหรือไม่”
“ตรวจเฉพาะจำนวนหีบเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เปิดนับทุกเล่ม”
“แต่เจ้าลงชื่อรับรองว่าจำนวนหนังสือครบ”
“ข้าเชื่อรายการของคนขนมา เป็นความผิดของข้าเอง”
นางยอมรับอย่างสงบ
อาจารย์ฉินถามต่อ
“ก่อนให้หลินเยว่ซีรับงาน มีผู้ใดพูดถึงนางกับเจ้าหรือไม่”
ลั่วชิงเหยาเงียบไปนิดหนึ่ง
“ศิษย์พี่เผยบอกว่านางอ่านเขียนคล่อง อาจเหมาะกับงานนี้”
เยว่ซีเงยหน้าขึ้น
“เพียงเท่านั้นหรือ” อาจารย์ฉินถาม
“เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เขามองนางอยู่นาน แล้วจดลงในบันทึก
ลั่วชิงเหยาถูกพักหน้าที่จัดงานและรับส่งเอกสารสิบวัน ส่วนเรื่องหนังสือที่ถูกเพิ่มเข้าหีบยังต้องสืบต่อ
เมื่อออกจากห้อง นางหยุดตรงหัวบันได
“เจ้าพอใจแล้วหรือ”
เยว่ซีหันไปมอง
“เรื่องใดเจ้าคะ”
“ข้าให้โอกาสเจ้าทำงาน สุดท้ายกลับต้องมาถูกสอบสวนเพราะเจ้า”
เยว่ซีจับราวบันไดไว้
“ข้ารายงานจำนวนหนังสือที่ไม่ตรงกัน ศิษย์พี่เป็นคนลงชื่อเอง”
สายตาลั่วชิงเหยาเย็นลง
“อยู่ที่นี่ให้ได้นานเสียก่อน แล้วเจ้าจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกเรื่องควรพูดออกมา”
“หากวันนั้นข้าไปตามจดหมายที่ศาลา ข้าอาจไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
ลั่วชิงเหยาชะงักเล็กน้อย
เยว่ซีสังเกตเห็น
ศิษย์พี่หญิงอาจไม่ได้รู้ทุกส่วนของแผน
แต่ยังไม่ทันถาม อีกฝ่ายก็เดินลงบันไดไปแล้ว
⸻
บ่ายนั้น เยว่ซีไปฝึกที่ลานหลังเรือนตามนัด
หลิงยวนวางแถบผ้าสีขาวสามเส้นไว้บนโต๊ะ
“วันนี้ไม่ใช้กระบี่หรือเจ้าคะ”
เขาผูกผ้าเส้นหนึ่งกับปลายกิ่งสน แล้วปล่อยชายให้ห้อยลงมา
“ใช้”
เยว่ซียกกระบี่ไม้รอ
“แตะปลายผ้า อย่าฟันกิ่ง”
ฟังดูง่าย
จนลมพัด
นางแทงพลาดสามครั้งติดกัน ผ้าปลิวหลบไปคนละทิศ ยิ่งรีบตาม แขนยิ่งพันกันเอง
หลิงยวนยืนพิงเสา ดูนางไล่ผ้าอยู่นานจึงกล่าว
“เจ้าตามตำแหน่งที่มันอยู่เมื่อครู่”
“แล้วข้าควรตามตรงไหน”
“ดูว่ามันกำลังจะไปทางใด”
เยว่ซีหยุด มองใบสนด้านบนก่อนมองผ้า
พอลมระลอกใหม่มา นางรอให้ชายผ้าสะบัดกลับ แล้วจึงยื่นปลายไม้ไปรับ
แตะโดนเพียงนิดเดียว
แต่โดนแล้ว
นางหันไปหาเขาทันที
หลิงยวนพยักหน้า
“อีกครั้ง”
“ท่านชมเป็นแต่พยักหน้าหรือเจ้าคะ”
“เมื่อครู่ทำได้ดี”
คำชมตรง ๆ กลับทำให้นางไม่รู้จะตอบอย่างไร
เยว่ซีรีบหันกลับไปทางต้นสน
ปลายกระบี่พลาดอีกครั้ง
เสียงเขาดังจากด้านหลัง
“ครั้งนี้ไม่ดี”
นางเม้มปากกลั้นยิ้มแล้วเริ่มใหม่
⸻
เมื่อพัก หลิงยวนวางถ้วยน้ำไว้ตรงหน้านาง
เยว่ซีขยับออกจากโต๊ะทันที
“ข้าพักแขนก่อนได้หรือไม่”
“ให้ดื่ม”
นางมองถ้วยอย่างระแวง ก่อนรับมาด้วยสองมือ
เขานั่งลงฝั่งตรงข้าม เปิดกล่องเอกสารใบเล็ก
“อาคมบนกระดาษถูกเอาออกหมดแล้ว”
เยว่ซีวางถ้วยทันที
คำให้การจากศาลา
หลิงยวนส่งกระดาษให้นางอ่าน โดยมีสำเนารายการรับเอกสารวางอยู่ข้างกัน
ในข้อความอ้างว่าผู้เขียนพบหลินจิ้งเหยียนบาดเจ็บหลังเมืองถูกทำลาย และได้รับฝากคำเตือนเกี่ยวกับศิษย์ชิงเสวียนผู้หนึ่ง
ไม่มีชื่อผู้เขียน
ไม่มีตรารับรอง
แต่มีชื่อบิดาของนางเขียนเลียนอยู่ท้ายกระดาษ
เยว่ซีนำตำราเล่มบางของตนออกมา เปิดเทียบกับตัวอักษรบนปกด้านใน
นางไม่ได้รู้วิธีตรวจหมึกเก่าหรือกระดาษปลอม ทว่านางมองชื่อนี้มาหลายปี
“ตัวสุดท้ายไม่เหมือนกัน”
หลิงยวนก้มดูตามที่นางชี้
“ในตำรา ปลายเส้นนี้ลากต่อกัน บนกระดาษเขาหยุดแล้วเริ่มใหม่”
“อาจเป็นเพราะบาดเจ็บ” เขากล่าว
เยว่ซีพยักหน้า
“เจ้าค่ะ ข้อนี้ยังตัดสินไม่ได้”
นางอ่านต่อจนจบ แล้วเลื่อนกระดาษออกจากตัวเล็กน้อย
“แต่ผู้เขียนบอกว่าได้รับคำพูดจากท่านพ่อ เหตุใดจึงลงลายมือชื่อท่านพ่อแทนชื่อของตน”
หลิงยวนมองนาง
“นั่นเป็นข้อผิดปกติหนึ่ง”
“อีกอย่าง ข้อความกล่าวถึงคนถือกระบี่หลายครั้ง แต่ไม่บอกว่าพบพ่อข้าที่ใด รักษาอย่างไร หรือพ่อข้าจากไปเมื่อใด”
นางแตะตรงบรรทัดที่กล่าวหาศิษย์ชิงเสวียน
“เหมือนอยากให้ข้าจำแต่คนคนนี้”
หลิงยวนไม่ได้ตอบ
เยว่ซีเงยหน้า
“ศิษย์ชิงเสวียนที่อยู่ในเมืองคืนนั้น คือท่านใช่หรือไม่”
“ข้าอยู่ที่นั่น”
“เขาต้องการให้ข้าสงสัยท่าน”
“เป็นไปได้”
นางมองกระดาษอีกครั้ง
มันตอบคำถามที่นางมีด้วยคำตอบซึ่งน่ากลัวที่สุด แต่กลับไม่มีสิ่งใดให้ตรวจตาม
“ข้าจะเก็บสำเนาไว้” นางกล่าว “เผื่อภายหลังพบสิ่งที่เทียบได้ แต่ข้ายังไม่เชื่อ”
หลิงยวนวางมือบนฝาปิดกล่อง
“เพราะข้าช่วยเจ้า?”
เยว่ซีส่ายหน้า
“เพราะกระดาษยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้”
เขาหยุดมือ
นางกล่าวต่อเบา ๆ
“ส่วนเรื่องท่าน หากข้าสงสัย ข้าจะถามท่านก่อน”
⸻
เย็นวันเดียวกัน ลั่วชิงเหยารอเผยเหวินซูอยู่ตรงทางเดินข้างเรือนรับรอง
ทันทีที่เขาปรากฏตัว นางก็ขวางทาง
“จดหมายที่ศาลาคืออะไร”
เขามองไปรอบ ๆ
“เจ้าได้ยินจากใคร”
“หลินเยว่ซี”
“นางบอกอะไร”
“นางบอกว่าหากไปตามนัดอาจไม่ได้กลับมา เจ้าให้ข้าช่วยอะไรอยู่กันแน่”
เหวินซูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลง
“ข้าขอให้เจ้าแนะนำงานให้นาง เรื่องอื่นข้าไม่ได้ขอ”
“แต่หนังสือที่ถูกเพิ่มอยู่ในหีบที่ข้ารับรอง!”
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนใส่หรือ”
ลั่วชิงเหยาจ้องเขา
เขาไม่ได้หลบสายตา
“ตอนนี้ป้ายของข้าก็ถูกนำไปใช้ ข้าเองถูกพักงานเช่นกัน หากมีใครต้องการให้เราโยนความผิดใส่กัน เจ้าจะช่วยเขาหรือ”
ความมั่นใจในน้ำเสียงนั้นทำให้นางลังเล
เหวินซูหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้
ลั่วชิงเหยาจึงเพิ่งรู้ว่าตนบีบปลายนิ้วจนเล็บจิกเนื้อ
“เก็บไว้ก่อน” เขากล่าว “เรื่องนี้ข้าจะหาคำตอบ”
นางรับผ้ามาอย่างช้า ๆ
เมื่อเห็นว่านางสงบลง เขาจึงเดินจากไป
แต่พอพ้นมุมระเบียง เผยเหวินซูก็หยุด
ศิษย์หอวินัยสองคนยืนอยู่หน้าห้องเขาอีกครั้ง
คราวนี้อาจารย์ฉินอยู่ด้วย
“พบเฉินฝูแล้วหรือขอรับ” เขาถาม
“ยัง” อาจารย์ฉินตอบ “แต่พบคนที่ไปตามยายหวัง”
⸻
เยว่ซีกำลังช่วยยายพับเสื้อ เมื่อศิษย์หญิงมาเชิญทั้งสองไปยืนยันตัวบุคคลที่หอวินัย
หลิงยวนรออยู่หน้าห้องด้านข้าง
“ดูผ่านช่องหน้าต่างได้ ไม่ต้องเข้าไป”
ยายหวังเดินเข้าไปก่อน
ภายในห้องมีชายสามคนยืนแยกกัน คนหนึ่งใส่เสื้อสำนัก อีกสองคนสวมชุดคนงาน
หญิงชรามองทีละคน ก่อนชี้ชายทางซ้าย
“คนนี้”
เยว่ซีมองตาม
ชายผู้นั้นมีรอยถลอกข้างคาง เขาก้มหน้าตั้งแต่ถูกพาเข้ามา
อาจารย์ฉินซึ่งอยู่ในห้องถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ แล้วสั่งให้พาอีกสองคนออก
เผยเหวินซูถูกเชิญเข้ามาแทน
เยว่ซีขยับเข้าใกล้ช่องหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว
ชายที่ถูกจับเงยหน้าเห็นเขาแล้วถอยทันที
“บอกอีกครั้ง” อาจารย์ฉินกล่าว “ผู้ใดให้เจ้าไปหมู่บ้านชิงลั่ว”
ชายผู้นั้นอ้าปาก
มือของเผยเหวินซูยังวางอยู่ข้างลำตัว สีหน้าไม่เปลี่ยน
“ข้า…”
รอยดำเส้นหนึ่งปรากฏใต้ขากรรไกรผู้ต้องหา
หลิงยวนเปิดประตูเข้าไปทันที
แต่ชายผู้นั้นกลับกระชากชายเสื้อขึ้น เผยยันต์ที่เย็บซ่อนไว้ด้านใน
แสงสีแดงลุกวาบ
“ถอย!”
หลิงยวนสะบัดแขน ผนึกสีเงินปิดล้อมร่างคนผู้นั้นไว้ก่อนแรงระเบิดจะกระแทกออกมา
โต๊ะข้างตัวแตกเป็นสองท่อน
เผยเหวินซูถอยหลบเศษไม้ ขณะที่อาจารย์ฉินกดฝ่ามือลงบนพื้น เปิดวงป้องกันห้อง
เยว่ซีดึงยายออกจากช่องหน้าต่างทันที ทั้งสองหมอบลงหลังผนัง
เสียงระเบิดดังอู้อยู่เพียงครั้งเดียว
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
“ศิษย์พี่!”
เยว่ซีลุกขึ้นเมื่อแสงใต้ประตูดับลง
ภายในห้อง หลิงยวนยังยืนอยู่
มือข้างหนึ่งกดกลางอากาศ ผนึกทรงกลมเบื้องหน้าแตกเป็นรอยเล็ก ๆ แต่ไม่ปล่อยเปลวไฟออกมาแม้แต่น้อย
ชายผู้ต้องหาทรุดอยู่ข้างใน ยังขยับหน้าอกหายใจ
หลิงยวนค่อย ๆ ลดมือลง
เลือดเส้นหนึ่งไหลจากปลายนิ้ว ตกบนพื้น
อาจารย์ฉินรีบเข้าไปตรวจคนเจ็บ ส่วนเผยเหวินซูยืนอยู่ริมผนัง ใบหน้าซีดลงจริงเป็นครั้งแรก
หลิงยวนหันมองเขา
“เจ้าจะอยู่ให้สอบต่อ”
น้ำเสียงเรียบ แต่ศิษย์เฝ้าประตูขยับเข้าขวางทางออกทันที
⸻
เมื่อยายหวังถูกพากลับอย่างปลอดภัย เยว่ซีจึงตามหลิงยวนไปถึงห้องล้างแผล
เขากำลังใช้ผ้ากดมือขวา เลือดซึมออกมาระหว่างนิ้ว
นางหยิบผ้าสะอาดจากอ่างแล้วนั่งลงตรงข้าม
“ให้ข้าช่วย”
“แผลไม่ลึก”
“ข้าเห็นเลือดเจ้าค่ะ”
หลิงยวนมองนาง ก่อนยอมวางมือลงบนโต๊ะ
เยว่ซีล้างคราบเลือดอย่างเบามือ รอยไหม้พาดผ่านฝ่ามือแต่ไม่กินลึกอย่างที่กลัว
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะระเบิดยันต์”
“ข้าไม่รู้”
มือนางหยุด
“แล้วท่านเข้าไป…”
“เห็นอาคมทำงานจึงหยุด”
เยว่ซีพันผ้ารอบฝ่ามือเขา เงียบอยู่นานกว่าจะพูด
“ข้าจะฝึกให้มากขึ้น”
“อย่าเร่งเพราะเรื่องนี้”
“ข้าไม่ได้คิดว่าจะเก่งทันพรุ่งนี้”
นางเงยหน้าขึ้น
“แต่ครั้งหน้า อย่างน้อยข้าอยากทำได้มากกว่าหลบอยู่หลังผนัง”
หลิงยวนก้มมองผ้าที่นางพัน
“เจ้าพายายหลบได้ทัน”
“เรื่องนั้นใครก็ทำได้”
“แต่เจ้าเป็นคนทำ”
เยว่ซีไม่ตอบ นางผูกปลายผ้าเสร็จแล้วเก็บมือกลับ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
อาจารย์ฉินเข้ามาพร้อมถาดเล็ก ในนั้นมีเศษยันต์ไหม้กับกระดาษพับซึ่งเปื้อนเลือด
“เขาฟื้นแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าว “ก่อนหมดสติอีกครั้ง เขายืนยันว่ากระดาษนี้ใช้รับคำสั่ง”
หลิงยวนคลี่มันด้วยมือซ้าย
มีเพียงสถานที่นัดรับเงินกับรหัสสั้น ๆ ไม่ปรากฏชื่อเผยเหวินซู
แต่เยว่ซีกลับมองกระดาษไม่วางตา
หลิงยวนสังเกตเห็น
“เจ้ารู้จักหรือ”
นางชี้ลายดอกไม้สีจางตรงขอบ
“กระดาษห่อขนมของยาย”
อาจารย์ฉินขมวดคิ้ว
เยว่ซีรีบอธิบาย
“ร้านในหมู่บ้านใช้กระดาษจากโรงทำกระดาษท้ายตลาด ขอบแบบนี้เป็นของเหลือจากกระดาษเขียนจดหมาย ข้าเคยซื้อมาใช้”
นางหยุดไปชั่วขณะ
แล้วนึกขึ้นได้
“จดหมายที่ข้าส่งมาขอบันทึกหลินอัน… ข้าก็ใช้กระดาษชนิดนี้”
หลิงยวนพลิกกระดาษอีกด้าน
ใต้รอยพับที่เปื้อนเลือด มีหมึกเก่าหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งบรรทัด
เป็นลายมือของเยว่ซี
จดหมายที่นางส่งเข้าสำนักเมื่อสองเดือนก่อน ถูกฉีกไปใช้ส่งคำสั่งให้คนปลอมตัวไปหายาย
คนที่เริ่มตามนาง—
เคยถือจดหมายฉบับนั้นอยู่ในมือ