“ยายหวัง?”
เยว่ซีก้าวไปถึงประตูก่อนนึกได้ว่าตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงชราที่มากับเซี่ยจิ้งเหิงใช่ยายจริงหรือไม่
นางหยุดแล้วหันกลับมา
“ศิษย์พี่เห็นนางหรือยังเจ้าคะ”
ศิษย์ผู้ส่งข่าวส่ายหน้า
“คนของท่านเซี่ยเป็นผู้แจ้ง นางยังอยู่ในรถม้า”
หลิงยวนวางใบรายงานลง
“รถจอดที่ใด”
“ลานหน้าหอรับรองขอรับ”
เขาหันไปหาเจ้าสำนัก
“ขอให้อาจารย์รับแขก ข้าจะพานางไปดูคนในรถ”
เจ้าสำนักพยักหน้าแล้วสั่งศิษย์ที่รออยู่ด้านนอกให้เชิญอาจารย์ฉินมาด้วย
เยว่ซีเดินตามหลิงยวนลงบันได ความคิดวิ่งไปถึงบ้านไม้ที่จากมา ยายอยู่คนเดียว คนของเซี่ยจิ้งเหิงรู้ทางไปได้อย่างไร แล้วคนที่สำนักส่งไปตรวจหมู่บ้านอยู่ที่ใด
“ยายจะเป็นอะไรหรือไม่”
“ต้องเห็นก่อน”
เขาไม่รับปากในสิ่งที่ยังไม่รู้ เยว่ซีจึงยิ่งเดินเร็วขึ้น
ก่อนพ้นประตูสวน หลิงยวนหยุดให้นางหันมอง
“อย่าให้เขาแตะข้อมือเจ้า”
นางพยักหน้า
“หากยายบาดเจ็บ…”
“ให้อาจารย์ฉินตรวจ”
เยว่ซีสูดลมหายใจลึก คลายมือที่กำแน่นอยู่ข้างตัว แล้วเดินต่อ
⸻
รถม้าสองคันจอดอยู่กลางลาน คันหน้าปิดม่านแน่น ส่วนคันหลังบรรทุกหีบยาซึ่งประทับตราสถานสงเคราะห์
เซี่ยจิ้งเหิงยืนสนทนากับศิษย์ต้อนรับอยู่ใต้ชายคา
เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอม สวมเสื้อคลุมสีอ่อน ไม่มีเครื่องประดับสะดุดตานอกจากแหวนวงหนึ่งบนมือที่ถือผ้าเช็ดหน้า เมื่อเห็นเจ้าสำนักเดินมา เขาก็ค้อมกายอย่างสุภาพ
“ต้องขออภัยที่มารบกวนก่อนกำหนด ข้าพบญาติของศิษย์ท่านระหว่างทาง จึงคิดว่าพามาส่งก่อนจะเหมาะกว่า”
เยว่ซีมองตรงไปยังรถม้า
“ท่านยายอยู่ข้างในหรือเจ้าคะ”
เซี่ยจิ้งเหิงหันมา
สายตาของเขาหยุดบนใบหน้านางนานกว่าการมองคนแปลกหน้าเล็กน้อย
“เจ้าคงเป็นเยว่ซี”
“เจ้าค่ะ”
“นางพูดถึงเจ้าตลอดทาง”
เขายกมือให้คนขับเปิดม่าน
ยายหวังนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ห่อผ้าเก่าวางบนตัก เมื่อเห็นเยว่ซีก็รีบขยับมาทางประตู
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ”
เยว่ซีเข้าไปรับมือหญิงชรา นางอุ่น ใต้เล็บยังมีคราบดินเล็กน้อย และสวมรองเท้าคู่ที่ปะตรงหัวแม่เท้ามาแล้วสองครั้ง
พอยายลงมายืนบนพื้นได้ เยว่ซีก็โผเข้ากอด
มือเหี่ยวย่นตบหลังนางเบา ๆ
“เพิ่งจากกันไม่กี่วัน เจ้าเป็นอะไร”
“ยายมาได้อย่างไร”
“มีคนไปบอกว่าเจ้าป่วย”
เยว่ซีค่อย ๆ ผละออก
“ผู้ใดบอกเจ้าคะ”
“คนแต่งชุดสำนักนี้ บอกว่าเจ้าล้มตอนสอบ ยายถามว่าเป็นมากหรือไม่ เขาก็ไม่ตอบให้ชัด บอกแต่มีรถลงไปรับคนซื้อยาอยู่พอดี”
หลิงยวนมองคนขับรถ
อีกฝ่ายก้มหน้าทันที
เซี่ยจิ้งเหิงถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าพบนางที่โรงพักม้าเชิงเขา เห็นอายุมากแล้วยังต้องต่อรถ จึงรับมาด้วยกัน เดิมก็จะขึ้นมาหาท่านอยู่แล้ว”
เจ้าสำนักกล่าว “เป็นน้ำใจของท่าน”
“เรื่องเล็กน้อย”
เยว่ซีประคองยายไว้ มองห่อผ้าบนแขนอีกฝ่าย
เชือกผูกห่อแน่นจนเป็นปมคู่
ยายไม่เคยผูกเช่นนี้ เพราะแกะยาก
“ระหว่างทางมีคนตรวจของยายหรือเจ้าคะ”
หญิงชราลังเลแล้วเหลือบมองคนขับ
เซี่ยจิ้งเหิงตอบแทนอย่างเป็นธรรมชาติ
“ก่อนขึ้นรถ คนของข้าตรวจสัมภาระทุกคน ช่วงนี้มีผู้ปะปนมากับขบวนยาอยู่บ่อย ข้าต้องขออภัยหากทำให้นางไม่สบายใจ”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าของตกหล่นหรือไม่เจ้าค่ะ”
เยว่ซีดึงห่อผ้ามาถือเอง
หลิงยวนขยับมายืนข้างนางพอดี ทำให้คนขับซึ่งกำลังจะเอื้อมมาช่วยต้องลดมือลง
⸻
อาจารย์ฉินมาถึงและขอตรวจยายหวังที่ห้องด้านข้าง
เยว่ซีเดินตามไป แต่เซี่ยจิ้งเหิงเรียกไว้
“ข้าได้ยินว่าเจ้ามีอาการติดขัดในการฝึก หากสะดวก ข้าอาจช่วยดูให้ได้”
นางหยุดอยู่ตรงธรณีประตู
เจ้าสำนักตอบก่อน
“ขอบคุณท่าน ข้าให้อาจารย์ฉินดูแลอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี”
เซี่ยจิ้งเหิงยิ้ม ไม่ได้รั้งนางต่อ
ทว่าเมื่อเยว่ซีหันกลับ แหวนบนมือเขากระทบขอบถ้วยชา
เสียงใสสั้น ๆ ดังขึ้น
ความเย็นแล่นจากกลางอกไปถึงปลายนิ้วของนาง
มันไม่เหมือนเสียงกระดิ่งในหอวินัย คราวนี้สิ่งที่ตอบสนองไม่ได้อยู่ในหู แต่อยู่ลึกเข้าไปในร่าง ราวกับมีใครสะกิดจากอีกด้านของประตูที่ปิดไว้
เยว่ซีเกือบยกมือกุมอก
นางหยุดทัน
มือข้างหนึ่งเกาะวงกบ ผ่อนลมหายใจตามจังหวะที่ฝึก แล้วก้าวข้ามธรณีประตูไป
ด้านหลังมีเสียงถ้วยชาวางลงอีกครั้ง
คราวนี้เบากว่าเดิม
⸻
“ไม่มีบาดแผล ชีพจรอ่อนจากเหนื่อยเดินทาง”
อาจารย์ฉินวางข้อมือยายหวังลง
“ข้าจะให้คนจัดข้าวกับน้ำอุ่น พักสักคืนก็พอ”
เยว่ซีเพิ่งรู้ตัวว่ากลั้นหายใจอยู่
ยายหวังมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ไหนว่าเจ้าป่วย”
“ข้าเจ็บหน้าอกตอนสอบ แต่ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดต้องส่งคนไปตามถึงบ้าน”
เยว่ซีนั่งลงข้างหญิงชรา
“สำนักไม่ได้ส่งคนไปรับยาย”
ใบหน้ายายหวังเปลี่ยนไป
อาจารย์ฉินหันไปปิดประตู
“เล่าตั้งแต่คนผู้นั้นมาถึงเถิด” เขากล่าว “จำสิ่งใดได้บ้างก็เล่าตามนั้น”
ยายหวังจับมือเยว่ซีแน่นขึ้น
คนที่ไปบ้านรู้ชื่อนาง รู้ว่าเยว่ซีขึ้นเขามาสมัครเป็นศิษย์ และนำกระดาษซึ่งมีตราสำนักไปให้ดู ยายอ่านได้ไม่คล่อง แต่จำชื่อหลานสาวได้จึงยอมตามมา
เมื่อถึงเชิงเขา รถคันแรกจอดให้รอ
ไม่นานขบวนของเซี่ยจิ้งเหิงก็ผ่านมา
“พวกเขาถามอะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ” เยว่ซีถาม
“ถามว่าเลี้ยงเจ้าตั้งแต่เล็กหรือ ข้าบอกว่าเป็นลูกญาติ”
“เรื่องพ่อแม่ข้าเล่า”
“ยายบอกว่าตายไปนานแล้ว ไม่รู้เรื่องอื่น”
เยว่ซีพยักหน้าช้า ๆ
คำตอบตรงกับที่หลิงยวนเคยขอให้ยายบอกเมื่อสิบสามปีก่อน
“แล้วตำราของข้า ยายให้ข้ามาตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ”
ยายหวังขมวดคิ้วกับคำถามที่เปลี่ยนกะทันหัน
“ก็หลายปีก่อน เด็กส่งของเอาเงินกับตำรามาให้ บอกว่าเป็นของพ่อเจ้า ยายจึงเก็บไว้จนเจ้าอ่านคล่อง”
เยว่ซีนึกถึงตำราเล่มบางในห่อสัมภาระ
มันไม่ได้ติดตัวนางออกมาจากเมืองในคืนนั้น
มีคนกลับไปหามันให้ภายหลัง
นางก้มมองมือยาย ก่อนถามต่อในเรื่องที่เร่งด่วนกว่า
“ตอนอยู่บนรถ มีใครให้ยายกินยาหรือไม่”
“มีน้ำชา แต่ยายไม่ได้ดื่ม กลัวต้องขอจอดรถบ่อย”
อาจารย์ฉินตรวจห่อผ้าและเสื้อคลุมของหญิงชราอีกครั้ง แล้วให้ศิษย์หญิงพาไปพักในเรือนด้านใน
เยว่ซีตามไปส่งจนยายได้นั่งกินข้าว จึงกลับมายังหอรับรอง
⸻
ในห้องรับรอง เซี่ยจิ้งเหิงเพิ่งกล่าวถึงคนรับจ้างขนฟืน
“เขาทำงานให้สถานสงเคราะห์มาหลายปี ข้าจึงเป็นห่วง หากมีความผิดจริง ข้าย่อมไม่ขอให้ท่านละเว้น แต่ขอพบสักครั้งได้หรือไม่”
เจ้าสำนักวางถ้วยชา
“เขายังอยู่ระหว่างรักษา งดเยี่ยมทุกคน”
“ป่วยหรือ”
“มีอาคมฝังอยู่ในร่าง”
มือของเซี่ยจิ้งเหิงหยุดบนเข่าครู่หนึ่ง
“เรื่องเช่นนี้เกิดกับคนของข้า ข้ากลับไม่เคยทราบ”
หลิงยวนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้น
“เขาได้รับยาจากผู้สั่งงานเป็นระยะ ทางสถานสงเคราะห์มีรายการจ่ายยาให้คนงานหรือไม่”
“มี ข้าจะให้คนนำมา”
“รวมชื่อผู้รับยาแทนด้วย”
เซี่ยจิ้งเหิงหันไปมองเขา
“ศิษย์ท่านนี้ดูแลเรื่องสอบสวนหรือ”
“เขาช่วยข้าอยู่” เจ้าสำนักตอบ
ชายวัยกลางคนพยักหน้าแล้วยกผ้าปิดปาก ไออยู่หลายครั้งกว่าจะพูดต่อได้
“ข้ายินดีให้ความร่วมมือ”
เยว่ซียืนอยู่หลังฉากกั้นตรงประตูด้านข้าง อาจารย์ฉินเป็นคนพานางมา เพื่อชี้ตัวคนขับรถที่จะเรียกไปถามแยก
จากตรงนี้นางมองเห็นมือของเซี่ยจิ้งเหิง
บนข้อนิ้วมีแหวนสีเทา ลายเส้นเล็ก ๆ พันรอบวง
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือหมุนมันช้า ๆ
เยว่ซีแตะแขนอาจารย์ฉิน แล้วชี้ที่มือของตนเอง
ชายวัยกลางคนก้มลงฟัง
“ตอนเขาเคาะแหวนกับถ้วย ข้ารู้สึกผิดปกติในอกเจ้าค่ะ”
อาจารย์ฉินเงยหน้าขึ้นทันที
ในห้อง เซี่ยจิ้งเหิงยกถ้วยอีกครั้ง
หลิงยวนก้าวเข้ามารินชา
ปากกาชนขอบถ้วยเบา ๆ ก่อนแหวนจะสัมผัสมัน
เส้นปราณสีเงินบางจนแทบมองไม่เห็นแผ่ออกใต้ฝ่ามือเขา น้ำชาบนผิวสั่นเป็นวงแล้วหยุด
เซี่ยจิ้งเหิงเงยหน้าสบตาเขา
หลิงยวนวางกาลง
“ชาเย็นแล้ว”
ถ้วยใหม่ถูกเลื่อนมาแทนที่
เซี่ยจิ้งเหิงมองถ้วยเดิมซึ่งถูกยกออกไป ก่อนยิ้มบาง
“ขอบใจ”
⸻
การสนทนาจบลงโดยไม่มีใครได้พบผู้ต้องขัง
เจ้าสำนักรับหีบยาไว้ตรวจตามธรรมเนียม และส่งศิษย์ไปนำสำเนาบัญชีจากสถานสงเคราะห์ ส่วนคนขับรถถูกขอให้อยู่ตอบคำถามเรื่องผู้ปลอมตัวเป็นศิษย์ชิงเสวียน
เซี่ยจิ้งเหิงยอมทุกข้อ
กระทั่งเดินลงบันได เขาจึงหันมาหาเยว่ซีซึ่งยืนกับอาจารย์ฉิน
“ฝากความปรารถนาดีถึงยายเจ้าด้วย บอกนางว่าไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารถ”
เยว่ซีคารวะ
“ขอบคุณที่พายายขึ้นมาส่งเจ้าค่ะ”
“หากมีสิ่งใดให้ช่วย ส่งข่าวถึงข้าได้”
นางเงยหน้า
“ท่านรู้จักท่านพ่อข้าหรือไม่เจ้าคะ”
ลานด้านหน้าคล้ายเงียบลงเล็กน้อย
เซี่ยจิ้งเหิงมองนาง
“บิดาเจ้าชื่ออะไร”
“หลินจิ้งเหยียน”
เขาทวนชื่อนั้นเบา ๆ แล้วพยักหน้า
“เคยพบกัน เขาเป็นผู้มีวิชารักษาน่าชื่นชม น่าเสียดายที่จากไปเร็ว”
“เคยรักษาข้าด้วยหรือไม่”
รอยยิ้มของเขายังคงอยู่
“นานมากแล้ว ข้าพบเด็กมากมาย คงตอบไม่ได้แน่นอน”
เยว่ซีพยักหน้ารับอย่างสุภาพ
“เจ้าค่ะ”
นางไม่ถามต่อ
คนผู้นี้อาจจำไม่ได้จริง หรืออาจไม่ต้องการยอมรับต่อหน้าคนอื่น แต่เขาเป็นฝ่ายเรียกชื่อนางตั้งแต่แรกพบ และพายายมาถึงสำนักได้โดยบังเอิญหลายทอดเกินไป
หลิงยวนส่งแขกจนถึงรถ
ก่อนขึ้น เซี่ยจิ้งเหิงหยุดข้างเขา
“วิชาคุมปราณของเจ้าประณีตนัก”
“ยังต้องฝึกอีกมาก”
“อาจารย์ของเจ้าสอนมาดี”
สายตาของเซี่ยจิ้งเหิงเลื่อนไปยังข้อมือใต้แขนเสื้อสีขาว
“หวังว่าจะมีโอกาสสนทนาเรื่องวิชากัน”
หลิงยวนคารวะโดยไม่ตอบรับ
ล้อรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลาน
เมื่อพ้นประตูสำนัก เซี่ยจิ้งเหิงจึงก้มมองแหวนของตน
รอยสลักเส้นหนึ่งขาดออก
เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่ได้เพียงหยุดเสียง
เขาทำลายอาคมบนแหวนไปพร้อมกันแล้ว
⸻
เยว่ซีพบหลิงยวนที่ระเบียงหลังหอ
“ท่านเห็นด้วยหรือเจ้าคะ เรื่องแหวน”
“เห็นตอนเขาลองครั้งที่สอง”
“ครั้งแรกข้ารู้สึกเย็นถึงมือ แต่พอหายใจช้าลงก็ทนได้”
เขามองข้อมือนาง
“ตอนนี้เล่า”
“หายแล้วเจ้าค่ะ”
หลิงยวนตรวจชีพจรให้จนแน่ใจ จึงปล่อยมือ
เยว่ซีเหลือบเห็นรอยแดงใต้ข้อมือของเขา มันทอดขึ้นไปใต้แขนเสื้อ แต่เขาดึงผ้าปิดก่อนนางจะมองชัด
“ท่านบาดเจ็บหรือ”
“แผลเก่า”
“กำเริบเพราะข้าหรือไม่”
“วันนี้ข้าเป็นคนเลือกขวางเขา”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าท่านผิดเสียหน่อย”
หลิงยวนเงยหน้ามอง
เยว่ซีหยิบกล่องยาที่อาจารย์ฉินฝากมา ยื่นให้เขา
“ข้าเพียงจะบอกว่า หากต้องกินยา ก็ควรกิน”
เขารับกล่องไว้
นางมองจนเขาเปิดหยิบยาหนึ่งเม็ดเข้าปาก จึงยอมขยับหลีกจากทาง
“ยายเป็นอย่างไร” เขาถาม
“กินข้าวหมดสองถ้วยแล้วเจ้าค่ะ กำลังบ่นว่าข้าวที่นี่นุ่มเกินไป”
หลิงยวนพยักหน้า
“ให้นางพักที่นี่ก่อน คนที่ไปตรวจหมู่บ้านส่งข่าวมาแล้ว ตอนถึงบ้าน ยายเจ้าออกมากับรถคันแรกก่อนหน้านั้นหลายชั่วยาม เขาจึงกำลังตามรอยรถ”
อย่างน้อยบ้านก็ไม่ได้ถูกปล่อยไว้โดยไม่มีผู้ใดไปดู
เยว่ซีผ่อนลมหายใจ
ก่อนจากไป นางหันกลับมาถามเรื่องที่ค้างใจ
“ตำราท่านพ่อที่ข้าพกมา ท่านเป็นคนส่งไปให้หรือ”
“ใช่”
“ท่านหามาจากที่ใด”
“ของบางส่วนในเรือนเก็บตำรายังเหลืออยู่หลังไฟดับ”
นางนึกถึงเมืองที่ถูกทำลาย และคนบาดเจ็บซึ่งต้องย้อนกลับไปค้นซากเรือน
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลิงยวนเก็บกล่องยาไว้ในแขนเสื้อ
“ไปหายายเถอะ”
⸻
ยายหวังยังไม่นอน
นางนั่งแก้ปมห่อผ้าอยู่บนเตียง พอเยว่ซีเข้ามาก็กวักมือเรียก
“มาช่วยยายที คนพวกนั้นผูกเสียแน่น”
เยว่ซีนั่งลง ใช้ปลายปิ่นค่อย ๆ คลายเชือก
ข้างในมีเสื้อผ้าสองชุด ถุงเงิน และขนมดอกกุ้ยที่ถูกกดจนแบน
“ยายยังเอาขนมมาด้วยหรือ”
“เขาบอกว่าเจ้าป่วย ยายไม่รู้ว่าเจ้าจะกินอะไรลง”
เยว่ซีหยุดมือไปเล็กน้อย ก่อนหยิบห่อขนมวางข้างหมอน
ยายหวังรอจนศิษย์หญิงที่นำโคมมาให้เดินออกจากห้อง จึงลดเสียงลง
“คนชุดขาวที่มากับเจ้าเมื่อครู่ชื่ออะไร”
“โม่หลิงยวนเจ้าค่ะ”
หญิงชรานิ่งไป
“เขาบอกเจ้าหรือยังว่าเป็นใคร”
เยว่ซีวางเชือกลง
“เขาเคยพักที่บ้านข้า รู้จักท่านพ่อท่านแม่ และช่วยผนึกพลังให้ข้า”
ยายหวังมองนางอยู่นาน
“ยังมีอีกหรือเจ้าคะ”
“เขาเป็นคนอุ้มเจ้ามาส่งที่นี่”
เยว่ซีเงียบ
นางพอจะคาดเดาได้จากสิ่งที่เขาบอก แต่การได้ยินจากปากยายกลับทำให้ภาพทั้งหมดชัดขึ้น
คนที่พานางออกจากเมือง คนที่ส่งตำรามาให้ คนที่ยังเก็บของจากพ่อแม่ไว้
คือคนเดียวกัน
ยายหวังลูบรอยพับบนเสื้อ
“ตอนนั้นเขาเด็กนัก ตัวสูงก็จริง แต่หน้ายังไม่พ้นเด็ก เสื้อเต็มไปด้วยเลือด ยายถามว่าจะให้ตามหมอหรือไม่ เขาบอกให้ดูเจ้าก่อน”
เยว่ซีค่อย ๆ ก้มมองมือตนเอง
“เหตุใดยายไม่เคยเล่า”
“เขาบอกว่ามีคนตามหาเจ้า ยายกลัวเล่าแล้วเจ้าจะเที่ยวถามคนอื่น ตอนเจ้าโตขึ้น ยายก็ไม่รู้จะตามเขาที่ใด”
หญิงชราจับมือนาง
“แต่ยายจำเขาได้”
⸻
ในรถม้าซึ่งลงจากเขา เซี่ยจิ้งเหิงวางแหวนที่เสียหายลงบนถาด
เผยเหวินซูนั่งตรงข้าม เขาตามมาส่งแขกถึงเชิงเขาโดยอ้างว่าต้องดูการขนยาที่เหลือ
“นางตอบสนองหรือไม่ขอรับ”
“นางรู้จักหยุดแล้ว”
เผยเหวินซูชะงัก
เซี่ยจิ้งเหิงยกผ้าปิดปาก ไอจนมีเลือดซึม ก่อนพับมันเก็บอย่างช้า ๆ
“เจ้าทำให้นางระแวงยา ระวังจดหมาย และรู้จักไปหาหอวินัยเมื่อมีคนเรียกออกมาข้างนอก”
“ข้าจะหาทางใหม่”
“ทางใหม่ของเจ้าต้องไม่ทำให้นางเจ็บอีก”
เผยเหวินซูเงยหน้า
เซี่ยจิ้งเหิงมองเขาอย่างเย็นชา
“ของที่ข้าต้องการอยู่ในร่างนาง หากนางตาย เจ้าจะหาอีกคนจากที่ใด”
รถม้าสั่นเมื่อผ่านร่องถนน
“ส่วนโม่หลิงยวน” เขากล่าวต่อ “หาประวัติการออกจากสำนักของเขาเมื่อสิบสามปีก่อนมาให้ข้า”
“ท่านสงสัยว่าเขาเป็นคนพาเด็กหนีหรือขอรับ”
เซี่ยจิ้งเหิงใช้นิ้วเขี่ยแหวนบนถาด
รอยตัดเล็กมาก สะอาด และไม่กระทบอักขระส่วนอื่น
“ข้าสงสัยว่าเขาเป็นคนตัดพิธี”
⸻
เยว่ซีออกมาจากห้องหลังยายหลับ
ตรงปลายระเบียง หลิงยวนกำลังพูดกับศิษย์เฝ้าเวร เมื่อเห็นนาง เขาจึงหยุดรอ
“ยายต้องการสิ่งใดหรือ”
นางส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปหา
“ท่านเคยบอกข้าว่าเป็นคนผ่านมาหรือไม่”
หลิงยวนนิ่งไป
แสงโคมทำให้ดวงตาเขาดูอ่อนลงกว่าตอนยืนเผชิญหน้าเซี่ยจิ้งเหิง
“ยายเจ้าเล่าแล้วหรือ”
เยว่ซีพยักหน้า
นางมีคำถามอีกมาก เรื่องคืนไฟไหม้ เรื่องคนถือกระบี่ และเรื่องที่เขายังไม่ยอมบอก
แต่คืนนี้นางมองเห็นอีกอย่างหนึ่งชัดขึ้นแล้ว
“ตอนนี้ท่านยังจะบอกว่าเป็นคนผ่านมาอีกหรือไม่”
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่แล้ว”
เยว่ซีคลายมือที่กำชายแขนเสื้อ
“เช่นนั้นวันหน้า หากจะหายไปไหน บอกข้าก่อน”
หลิงยวนไม่ได้รับคำทันที
นางจึงย้ำเบา ๆ
“อย่าปล่อยให้ข้าต้องถามคนอื่นอีกว่าใครเป็นคนช่วยข้า”
ลมกลางคืนพัดชายเสื้อเขาขยับ
คราวนี้หลิงยวนพยักหน้า
“ได้”
เยว่ซีจึงยอมกลับเข้าห้อง
เมื่อประตูปิดลง ศิษย์เฝ้าเวรที่รออยู่จึงเข้ามารายงานต่อด้วยเสียงเบา
“คนขับรถยอมบอกแล้วขอรับ ผู้ปลอมเป็นศิษย์ไปตามยายหวัง ใช้ป้ายผ่านประตูของเรือนรับรอง”
หลิงยวนหันกลับมา
“ชื่อผู้เบิกป้าย”
ศิษย์ผู้นั้นยื่นกระดาษให้
ใต้รายการส่งของไปหมู่บ้านชิงลั่ว มีลายมือรับรองหนึ่งชื่อ
เผยเหวินซู