LOGIN“เขามีแต่ชุดโกโก้วาค่ะอากล ไม่มีชุดไก่ทอด อิอิ”
“เพลงใหม่ไงคะ อากลซื้อมาฝาก กินให้หมดเลยนะคะ”
“ว้าว ไก่ถังใหญ่ ขอบคุณค่ะ อากลใจดีที่สุดในโลก!”
“เกรงใจพี่กลจังเลยค่ะ มาบ้านญาทีไร สิ้นเปลืองเงินทุกที”
“ไม่เป็นไรจ้ะแค่นี้เอง ป้าข้างบ้านแกสติดีหรือเปล่า พี่สังเกตหลายครั้งชอบมาชวนคุย ถ้ามีท่าทีรุกรานบอกนะ พี่จะจัดการให้”
“ป้าไม่เคยทำอย่างที่พี่กลกังวลหรอกค่ะ อย่าใส่ใจเลย ป้าดูแลสามีที่ป่วยหนักคนเดียว อาจจะเหงาๆ เบื่อๆ บ้าง พอเห็นข้างบ้านมีคนมาอยู่เลยชอบมาชวนคุย ญาก็คุยกับแกบ้าง มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”
“คนสมัยนี้โรคจิตเยอะ กลัวแต่จะมารบกวนน้องญา”
“อากลอย่าว่าคุณยาย คุณยายใจดี เอาผลไม้มาฝากหนู คุณยายชมหนูด้วยนะคะ ว่าหนูน่ารัก ยิ้มเก่ง แล้วก็เป็นเด็กดี”
“ป้าใจดีจริงๆ นะคะ ลูกชายป้ามีสวนผลไม้ แวะมาเยี่ยมทีไรเอาผลไม้มาด้วย ป้าแบ่งให้ญา วันไหนญาทำกับข้าวเยอะก็แบ่งไปฝากป้า ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อย่าถือสาแกเลย แกไม่ได้มีเจตนาไม่ดี”
“คุณแม่เคยบอกว่าต้องรู้จักแบ่งปันสิ่งที่มีให้คนอื่นค่ะ”
“คุณยายโชคดีที่มีเพื่อนบ้านน่ารักอย่างคุณแม่ อากลอยากเป็นเพื่อนบ้านคุณแม่หนูบ้าง จะได้กินอาหารฝีมือคุณแม่ทุกวัน”
รู้จักกันไม่นาน กลวัชรประทับใจในตัวเธอ ญาตาวีสดใสตามวัย เทียบกับผู้หญิงคนอื่นวัยนี้เพิ่งเรียนจบมาไม่ถึงปีอยู่ในช่วงเริ่มหางานทำ กึ่งกลางระหว่างความเป็นวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนอื่นอาจจะทุ่มเทเวลาไปกับการทำงาน แต่ญาตาวีไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีสังคมวัยรุ่น ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ทุ่มเทเวลาให้กับการเลี้ยงดูลูกสาว
“หนูคิดเงินอากลจานละสามสิบบาท” เด็กหัวการค้าหวงแม่ ไม่อยากให้แม่ทำกับข้าวให้คนอื่นกิน กอดอกเป็นยักษ์มองคุณอา
“ให้อากลกินฟรีไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเก็บเงิน”
“ไม่ได้ค่ะ อากลบอกจะมากินทุกวัน คุณแม่หนูเหนื่อย”
“อากลยอมจ่ายก็ได้ค่ะ แต่วันนี้ขอเปลี่ยนจากเงินสามสิบบาท เป็นไก่ทอดถังนี้แทนได้ไหมคะ ถ้าไม่ได้ สงสัยอากลต้องเอาไก่ทอดไปขายให้คุณยายข้างบ้าน ถึงจะมีเงินมาจ่ายค่าข้าวให้คุณแม่หนู”
ดวงตาคู่เล็กเลื่อนมามองถังไก่ทอดกรอบหน้าตาน่ากิน เอียงใบหน้าเอียงอายไปมองมารดาที่นั่งข้างๆ เปลี่ยนใจไม่เอาเงิน
“หนูวาเอาไก่ทอดค่ะ คุณแม่ขา หนูวาเอาไปใส่จานนะคะ”
“รอก่อนสิลูก” ห้ามไม่ทัน ลูกสาวอุ้มถังไก่วิ่งเข้าไปในบ้าน
ลูกสาวอารมณ์ดี ญาตาวีพลอยอารมณ์ดีไปด้วย เธอยิ้มน่ารัก ไม่รู้ตัวว่ากลวัชรแอบมองจนกระทั่งบังเอิญสบตากัน
“พี่กลอยากอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ ญาเตรียมวัตถุดิบไว้หลายเมนู ว่าจะรอให้พี่ปลื้มมาถึงค่อยลงมือทำ จะได้กินร้อนๆ”
“เสียดายที่พี่มีนัดแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ปฏิเสธ พี่มีนัดกินข้าวเย็นกับคุณย่า พี่กฤตกับน้องรสก็จะมากินด้วย พวกเรานัดคุยเรื่องความคืบหน้าจัดเตรียมงานแต่งพี่กันต์ ว่าขาดเหลืออะไรบ้าง”
“เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงาน น่าตื่นเต้นจังเลยนะคะ จัดเตรียมงานถึงไหนแล้ว มีอะไรที่ญาพอจะช่วยได้หรือเปล่า”
“ช่วยงานไม่ต้องหรอกจ้ะ คุณย่าให้ทีมงานมืออาชีพมาดูแล ระดับคุณนายสมสมัย ไม่มีทางให้หลานชายน้อยหน้าลูกบ้านอื่น”
“วันงานน่าจะสนุกนะคะ เพื่อนๆ พี่กันต์มาเยอะเลยใช่ไหม”
กันต์ดนัยอยู่ในแวดวงการแพทย์ มีเพื่อนค่อนข้างเยอะ ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดี มีหน้ามีตาในระดับเดียวกับเขา ญาตาวีไม่เหมาะที่จะไปงานแบบนั้น แม้ว่าเขาจะไม่พลาดชวนเธอไปร่วมงานในฐานะน้องสาว พี่กันต์ พี่ชายที่แสนดี ใจดีกับญาตาวี เป็นห่วงเธอมากกว่าสามี ช่วงตั้งท้องหนูวาอยู่บ้านคนเดียวเป็นลมหลายครั้ง พี่กันต์กับพี่ตรีเป็นห่วง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ออกเงินจ้างคนมาอยู่เป็นเพื่อน เรื่องไปถึงหูปรเมศวร์ เขาไม่พอใจเพื่อนที่เข้ามาจุ้นจ้าน ตามไปต่อว่าใหญ่โต คืนเงินให้ ปากไม่ดีต่อว่าเพื่อนสารพัด ทั้งที่พี่กันต์กับพี่ตรีทำไปเพราะเป็นห่วงหลานในท้อง ปรเมศวร์ไม่แคร์ ยกเหตุผลมาอ้างว่าเด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขา จนกระทั่งคลอดและตรวจดีเอ็นเอผ่านเขาถึงยอมรับ พี่ๆ ทั้งสองคนดีกับญาตาวีมากจนติดเป็นหนี้บุญคุณ
“พี่กันต์อยากให้จัดงานเล็กๆ แต่คุณย่าพี่อีกเรื่องเลยน้องญา จัดใหญ่ถึงขั้นจะเชิญผู้ว่า นักการเมือง นักธุรกิจมาร่วมงาน พี่กันต์รู้น่าจะหัวเสียน่าดู เขาไม่ชอบคนเยอะ น้องญาอย่าเอ็ดไปนะ คุณย่าให้เก็บเป็นความลับ กลัวพี่กันต์ไม่พอใจจะหาเรื่องไม่มางานแต่ง”
“ญาไม่บอกพี่กันต์หรอกค่ะ เชื่อใจได้ พี่กลเบาๆ อย่าให้หนูวาได้ยินก็พอ ถ้ารายนั้น ญาไม่รับประกันว่าจะไม่เอาไปพูดต่อ”
หนุ่มสาวประสานเสียงหัวเราะ รู้กันว่าหนูวาพูดเก่งแค่ไหน
“พรุ่งนี้พี่เข้ากรุงเทพไปทำงานแทนพี่กฤตหลายวัน ว่าจะแวะไปหาพี่กันต์ด้วย น้องญาอยากได้อะไรหรือเปล่า พี่จะซื้อมาฝาก”
“ไม่ค่ะ ญาไม่มีอะไรอยากได้ที่กรุงเทพฯ”
“ถ้าพี่เห็นอะไรสวยๆ จะซื้อมาฝากแล้วกันนะ”
“ขอบคุณล่วงหน้านะคะ”
“พี่ไปไม่กี่วัน ประมาณวันอังคารวันพุธน้องญาว่างหรือเปล่า”
“น่าจะว่างนะคะ ปกติญาก็อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ไปไหน”
“ถ้าว่าง เข้าไปในไร่ด้วยกันนะครับ ไปกราบคุณย่า ท่านบ่นอยากเจอเหลน ตั้งแต่หนูวาเกิดจนปีนี้ 5 ขวบเข้าไปแล้ว พี่ปลื้มยังไม่เคยพาลูกสาวไปกราบคุณย่าสักครั้ง พอท่านรู้ว่าน้องญาพาลูกย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็รบเร้าพี่ทุกวัน ว่าเมื่อไหร่พี่จะพาน้องญากับลูกมาหา”
“ญาขอถามพี่ปลื้มก่อนนะคะ ถ้าวันพุธพี่ปลื้มยังไม่กลับกรุงเทพฯ ญาจะให้พี่ปลื้มพาเข้าไป ญากับพี่ปลื้มหย่ากันแล้ว ไม่รู้จะเข้าไปกราบคุณย่าของพี่กลในฐานะอะไร ญาเกรงใจท่าน”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ คนที่คุณย่าถามหามากที่สุดรองลงจากหนูวาก็คือน้องญานะครับ ถ้าตั้งใจจะอยู่ที่นี่ถาวร พี่คิดว่าควรเข้าไปกราบคุณย่าหน่อยก็ดีนะ มีปัญหา จะได้มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ”
“จะไม่เป็นการรบกวนคุณย่าพี่กลมากไปเหรอคะ”
“พี่มั่นใจว่าคุณย่าเต็มใจ น้องญาเข้ามาทำความรู้จักกับคนในครอบครัวของพี่เถอะนะ พอถึงวันงานแต่งเจอกันจะได้ไม่เขิน”
“เรื่องไปกราบคุณย่า ญาตกลงค่ะ ญาอยากไปพบท่าน แต่เรื่องงานแต่งพี่กันต์ พูดตามตรงนะคะ ญาไม่รู้ว่าควรไปงานหรือเปล่า ในที่ที่คนมีหน้าตาไปรวมกัน ไม่เหมาะกับญาเอาซะเลย ตัวของพี่ปลื้มเอง เขาก็คงไม่ชวนญาไปด้วยหรอกค่ะ ญาไม่อยากไปคนเดียว”
“ให้พี่ปลื้มไปกับลูกสาว ส่วนน้องญาไปกับพี่ก็ได้ พี่ยินดี”
ดวงตาคู่อุ่นพินิจมองใบหน้าหม่นหมองไร้ความสุขด้วยสายตามีความหมาย ทว่าหญิงสาวเบือนหน้าไปทางอื่นเป็นการปฏิเสธ
“เป็นอะไรตากล กับข้าวไม่ถูกปากหรือกินจากข้างนอกมาแล้ว”
คุณย่าสมสมัย หัวเรือใหญ่ประจำตระกูลอรุณรุ่งถามหลานชายคนเล็ก ปกติกลวัชรจะพูดเก่งพูดไม่หยุดสร้างสีสันให้โต๊ะอาหาร แต่วันนี้เงียบผิดปกติ ไม่แตะต้องอาหารคอยแต่เขี่ยไปมา
“สงสัยเจ้ากลจะกินข้าวกับสาวๆ มาแล้วครับคุณย่า” กฤตพล พี่ชายคนโตแสดงความคิดเห็น รสรินยิ้ม คิดเหมือนสามี
“ยังไม่ได้กินครับ แค่รู้สึกเพลีย ไม่อยากอาหาร”
“ไม่หิวก็ต้องกินจะได้มีเรี่ยวแรง ทำเหมือนคนอกหักไปได้”
นั่นปะไร พี่ชายช่างฉลาดล้ำโลก ไม่ได้มาสิงร่างก็อ่านใจได้
“แต่ย่าว่าน้องชายเราจะไปหักอกเขามากกว่า ลื่นเป็นปลาไหลขนาดนี้” พูดเล่นกับหลานๆ อารมณ์ดีเป็นนิจเคล็ดลับอายุยืน
“ไม่ใช่ครับคุณย่า ผมไม่ได้อกหัก แล้วก็ไม่ได้ไปหักอกใคร”
“โสดนิยมว่างั้น โสดมากๆ ระวังย่าจะจับตากลคลุมถุงชน”
หญิงชราทำทีติดใจความคิด ขอให้ผ่านงานแต่งกันต์ดนัยไปก่อน หนุ่มโสดคนสุดท้ายในบ้านจะถูกคนแก่จับคลุมถุงชนคนต่อไป
“คุณย่า สมัยไหน ผมไม่ได้ว่าง่ายอย่างพี่กันต์”
กลวัชรครางเสียงแผ่ว อ้อนคุณย่าสมสมัยตาปริบให้ละเว้นตัวเอง อย่าจับแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น เหมือนที่จับกันต์ดนัยแต่งงานกับดารินทร์ น้องสาวต่างสายเลือดที่คุณย่าอุปการะรับเลี้ยง
“ตากลหัดเอาอย่างพี่กันต์บ้างสิ อายุปาไปสามสิบกว่า”
“ผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจมาดเท่อย่างพี่กฤต ไม่ได้เป็นคุณหมอรูปหล่ออย่างพี่กันต์ ผู้หญิงคนไหนจะมาสนใจคนเร่ร่อนอย่างผม”
“เร่ร่อนเสียเมื่อไหร่ ตากลเป็นหลานชายย่าสมสมัย อย่าคิดว่าย่าไม่รู้ทันนะ ตากลแกล้งพูดให้ย่าใจอ่อนไม่บังคับใช่ไหม” หญิงชราตั้งข้อสันนิษฐาน น่าจะถูกสังเกตจากหลานชายมีรอยยิ้ม
“ไปไหนมา ถึงกลับช้าทั้งที่มีนัดกินข้าวเย็นกับย่า”
“ผมทำงานครับ ไม่ได้มาสายสักหน่อย พี่กฤตมาเร็วเอง”
“เหรอ นึกว่ามาช้า เพราะไปหาสองแม่ลูกแขกของตาปลื้ม”
บทส่งท้าย“บ้านเงียบชอบกลน่าจะไม่มีใครอยู่ เราเลี้ยวรถกลับเลยดีไหม” “อ๊ะ! มาถึงขนาดนี้แล้วจะกลับไปทั้งที่ของเต็มมือได้ยังไงคะ จอดรถไว้หน้าบ้านนี่แหละค่ะ เข้าไปแป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอก ดับรถแล้วลงมา”ดื้อเหลือเกินสามีเธอ ญาตาวีดับเครื่องยนต์แทนเสียเลย ปรเมศวร์มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อยแต่เขาไม่ขัดใจ คว้าถุงของฝากจากห้างฯ เดอะแกรนด์ที่พวกเขาร่วมใจพิถีพิถันเลือกลงจากรถมากดกริ่งหน้าบ้านบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรราคาหลักหนึ่งร้อยล้าน กว้างขวาง สวยงาม สมฐานะลูกชายคนรองของนายแพทย์สิทธิเดช มหาเศรษฐีเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยสุธีไม่ได้มีความสุขในการทำงานในโรงพยาบาลตามคำสั่งของบิดา ไม่ได้สุขใจกับการพาภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ แต่เพราะไม่มีเงินทองมากมายมาตั้งต้นธุรกิจจึงต้องพึ่งพาอาศัยบารมีบิดา เมื่อถึงวันหนึ่งที่บิดาปล่อยวาง ยินยอมให้ลูกๆ ทุกคนดำเนินชีวิตตามความต้องการของตัวเองสุธีได้รับเงินทุนก้อนใหญ่ลงทุนเปิดร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม ขยายสาขารวดเร็วภายในระยะเวลาห้าปี มีเงินทองมากมายซื้อบ้านหลังใหญ่ และรับมารดาออกมาอาศัยด้วยกันน้าสิรีห่วงบิ
ในวันครบรอบสี่ขวบของน้องปริ๊นซ์ น้าสิรีเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ มาถึงเชียงใหม่เพื่อขอคุยกับปรเมศวร์และครอบครัวน้าสิรีพูดกับเขาว่า ‘น้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อก่อกวน หรือหาเรื่องให้ปลื้มไม่สบายใจ น้าแค่อยากมาส่งข่าวให้ปลื้มรู้ อาการป่วยของคุณพ่อปลื้มทรุดลง ท่านไม่สามารถเครียดและทำงานเต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน ตำแหน่งในโรงพยาบาลสั่นคลอน ท่านต้องการผู้สืบทอด ในบ้านเราเห็นจะมีแค่ปลื้มคนเดียว ที่จะเข้ามาบริหารโรงพยาบาลแทนคุณพ่อปลื้มได้ ถึงคุณพี่เดชจะไม่เคยขอร้องให้ปลื้มกลับไป แต่น้ามองออกว่าท่านคิดถึงปลื้มและอยากเจอหลานมาก ปลื้มออกจากบ้านมาเกือบ 5 ปี มันนานเกินไปแล้วนะปลื้ม’‘น้าเคยทำไม่ดีกับปลื้มไว้มาก น้ารู้ แต่ถ้าหากน้ามีสิทธิ์ขอปลื้มได้หนึ่งอย่าง น้าขอร้องให้ปลื้มพาลูกเมียกับคุณพี่นากลับไปอยู่กรุงเทพฯ กับพ่อปลื้มได้หรือเปล่า โรงพยาบาลต้องการคนสืบทอดกิจการ ปลื้มคือทายาทตัวจริง ปลื้มสมควรได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคุณพี่เดช ปลื้มไม่ต้องกังวลว่าน้ากับน้องๆ จะมาเบียดเบียนปลื้ม พวกเรามีความสุขดี แล้วพวกเราก็อยากเห็นคุณพี่เดชมีความสุข อยากให้ท่านคืนดีกับลูกชายของท่าน น้าไปๆ กลับๆ ระหว่างบ้านธีกับบ้
“ธุรกิจร้านอาหารกำไรไม่ได้เยอะหรอกนะ ได้สัก 10% ต่อรายรับทั้งหมดต่อหนึ่งสาขาก็ถือว่าเพอร์เฟกต์มาก พี่กับฟ้าถึงต้องวางแผนขยายสาขาร้านออกไปให้ได้เยอะๆ ผลประกอบการโดยรวมจะได้โตตาม”“พูดจาดีมีหลักการ ร่ำรวยเมื่อไหร่ อย่าลืมน้องสาวคนนี้นะคะ”“งานยูทูบเบอร์ของจินก็ไปได้สวยไม่ใช่เหรอ รายได้โฆษณา รายได้สปอนเซอร์ รวมๆ รับต่อเดือนน่าจะหลายแสนเอาเรื่องอยู่ใช่ไหม ยังคุยกับฟ้าอยู่เลย จินเดือนทางบ่อยจะมีเวลาแวะมาเฝ้าไข้คุณพ่อหรือเปล่า”“เรื่องงานเรื่องเที่ยวจะสำคัญเท่าชีวิตคุณพ่อได้ยังไงคะ จินเลื่อนไปหมดแล้ว ถ้าพี่ธีมีงานด่วนปลีกตัวไปได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงคุณพ่อ”“มีพยาบาลสวยขนาดนี้คอยเอาใจ คุณพ่อมีหวังหายวันหายคืน”สุธีแซวน้องสาวคนรอง ขโมยผลไม้ที่เธอตั้งใจปอกเปลือกเก็บใส่ตู้เย็นรอป้อนบิดาที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ“พี่ธี! มือไม่ล้างมาหยิบกิน เชื้อโรคลงท้องคุณพ่อไปด้วยจะทำยังไง”“ชิ้นเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า คุณพ่อนอนหลับ ไม่ตื่นมาบ่นพี่หรอก”“ใครว่าฉันไม่อยาก ฉันไม่มีแรงบ่นพวกแกต่างหาก”นายแพทย์สิทธิเดชตื่นมาส่งยิ้มให้ลูกๆท่านพักฟื้นในห้องไอซียูเจ็ดวัน ก่อนจะย้ายออกมานอนพักที่ห้องผู
ในวัย 29 ปีบริบูรณ์ ลูกสาวเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ปรเมศวร์บินไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนเจาะจงด้านการผ่าตัด เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้การเรียนและทำงานอยู่ที่นั่นนานกว่าสองปีโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ในรัฐนั้นเสนอตำแหน่งงานให้เขา มีช่วงว่างหนึ่งเดือนสั้นๆ ให้พักผ่อนและตัดสินใจ ปรเมศวร์คิดถึงเพื่อนสนิททั้งสองเลือกใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นกลับมาเยี่ยมเพื่อนๆ และครอบครัวกันต์ดนัยกับตรีวิทย์ไปรับถึงสนามบินไม่ได้พาไปกินเลี้ยงสังสรรค์อย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่พาเขามาบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ที่เขาเคยเกือบจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยซื้อให้ใครอาศัยในบ้านหลังนั้นเขามีโอกาสได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่โตขึ้นกว่าวันที่เขาไปจากประเทศไทย เธอน่าจะอายุย่าง 20 ปี จูงมือลูกสาววัย 2 ขวบออกมารับแขก เด็กผู้หญิงผิวพรรณดีหน้าตาน่ารักถอดพิมพ์เดียวกับเขา ยิ้มตาหยีหัวเราะดีใจที่เห็นว่าใครมา เด็กร้องเรียก พ่อ ไม่เต็มเสียง เพราะเพิ่งฝึกพูดไม่กี่คำ เท้าเล็กๆ เดินตรงมาทางเขาแต่ผ่านไปกอดกันต์ดนัยสลับกับตรีวิทย์ เพื่อนสนิททั้งสองมีของติดมือมาฝากเป็นขนมกับของเล่นเด็กหญิงจิ้มนิ้วลงบนซองขนมให้พ่อตรีช่วยแกะ ล้วงมือป้อมๆ
ความสัมพันธ์เปราะบางระหว่างสองพ่อลูกจบลงอย่างไม่มีชิ้นดี นายแพทย์สิทธิเดชข้ามสะพานไม้กลับมาฝั่งตัวบ้านมองเห็นหลานสาว จะเรียกให้เข้ามาหาหลานสาวกลับหันหลังวิ่งหนีไปทางอื่น จุดจบคนจิตใจคับแคบไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ลูกชาย หลานสาว อาจจะรวมถึงหลานอีกคนที่กำลังจะเกิด จะไม่มีใครอยากกราบไหว้และเรียกท่านว่าปู่ชายสูงวัยยืนตัวตรงอยู่ดีๆ ตัวกลับเอียงไปทางด้านขวาซวนเซเกือบจะล้ม คว้าราวจับสะพานไว้ทันแต่มือข้างนั้นกลับหมดแรง ตัวท่านล้มลงเสียงดังโครม! “คุณเดช/ท่าน” ภรรยาหลวงกับสายฝนอับอายขายหน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนรีบตามมา ทั้งสองคนช่วยกันออกแรงพยุงท่านให้กลับมายืน แต่นายแพทย์สิทธิเดชเกลียดชังเด็กสาวรุ่นลูกเหลือเกิน“สายฝน! อย่ามาแตะตัวฉัน นับต่อจากนี้ ห้ามติดต่อฉันมาอีก!”“โทษดิฉันคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ! ดิฉันแค่ส่งข้อมูลให้ท่านทราบ หน้าที่ปักใจเชื่อหรือเปล่าเป็นของท่าน ดิฉันไม่ได้ผิด อย่ามาว่าดิฉัน!”“ฉันรู้ หนูฝน อย่าถือสาคุณเดชเลย มาช่วยฉันพยุงท่านออกไป”“เห็นแก่คุณกาญจนา ดิฉันจะช่วยค่ะ” สายตาสายฝนก้าวร้าว ในเมื่อแผนแยกปรเมศวร์ออกจากเด็กคนนั้นล่มไม่เป็นท่า เธอไม่มีความจำเป็นต้องพะเน้าพะนอเอาใจ ช
‘ประกาศจากกัปตัน ขณะนี้ลมมรสุมพัดผ่านจังหวัดเชียงใหม่ ฝนตกหนัก ลมพัดแรง ท้องฟ้าเหนือท่าอากาศยานเชียงใหม่ปิด ย้ำ ท้องฟ้าปิด ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องลงจอด กัปตันจะนำเครื่องบินวนรอสภาพอากาศเปิด แต่หากสุดวิสัยอาจจะต้องนำเครื่องกลับท่าอากาศยานต้นทาง...’ “ไม่ได้!”นายแพทย์สิทธิเดชร้อนใจอยากไปให้ถึงจุดหมายตามกำหนด เตรียมปลดสายรัดเข็มขัดประท้วงแต่ภรรยาหลวงคว้าแขนไว้“คุณเดช มันอันตราย”ท่านไม่พอใจ แต่เพราะเครื่องสั่นและทุกคนต่างหันมามอง ทำให้ท่านจำใจนั่งลงที่เดิมกอดอกรอคอยอย่างใจร้อน“เมื่อไหร่จะมาถึงสักที!”คนมารอรับ รอนานเข้าเริ่มอารมณ์เสียสายฝนสะบัดหน้าสะบัดตาอย่างคนโมโหร้าย แต่งตัวสวยเดินวนรอบโถงผู้โดยสารขาเข้าหลายสิบรอบ รอเที่ยวบินที่เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนโดยสารมาเชียงใหม่ รู้อย่างนี้ไม่รอเสียก็ดี คุณสิทธิเดชกำลังจะทำให้เธอพลาดไปร่วมงานแต่งกันต์ดนัย ระยะทางจากตัวเมืองเข้าไปในไร่อรุณรุ่งไกลเกือบสี่สิบกิโลเมตร กว่าจะไปถึงเพื่อนเก่าที่เคยเรียนด้วยกันมาอาจจะแยกย้ายไปหมด เสียงเรียกเข้าแผดลั่น เผลอดีใจนึกว่านายแพทย์สิทธิเดช ที่ไหนได้บิดาเธอนั่นเองที่โทรหา สายฝนกดรับสายอย่างไม่เต็มใจ เสียงเข้มๆ
“อาจจะไม่มีอะไรร้ายแรงอย่างที่คิดก็ได้ แกอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะ จะเครียดเปล่าๆ ฟังจากที่แกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พี่ปลื้มทะเลาะทุกคนหนักมากขนาดนั้นน่าจะหลบไปเลียแผลใจเงียบๆ รอสภาพจิตใจดีขึ้น เขาโอเค เขาก็กลับมาเอง ให้เวลาเขาอีกนิดเถอะนะ”“ตอนนี้จะสองทุ่มครึ่งแล้วนะจ๋า ฉันโทรหาเขาตั้งแต่บ่ายเขาไม่
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะข
‘หย่ากันแล้วจะลงเอยกันได้ยังไง จบไม่แฮปปี้ ขอเท!’‘นางเอกโง่ แทนที่จะบอกพระเอกว่าตัวเองท้อง’‘พล็อตน้ำเน่า! อ่านมาร้อยเรื่องเขียนเหมือนกันหมด’ลงตัวอย่างนิยายเรื่องใหม่สี่ตอนแรกคอมเมนต์มาเป็นร้อย อย่าว่าแต่นักอ่านที่สงสัยเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ญาตาวีเขียนบางส่วนอิงมาจากชีวิตจริงตัวเอง ไม่รู้เช่นกัน







