เข้าสู่ระบบ“เขามีแต่ชุดโกโก้วาค่ะอากล ไม่มีชุดไก่ทอด อิอิ”
“เพลงใหม่ไงคะ อากลซื้อมาฝาก กินให้หมดเลยนะคะ”
“ว้าว ไก่ถังใหญ่ ขอบคุณค่ะ อากลใจดีที่สุดในโลก!”
“เกรงใจพี่กลจังเลยค่ะ มาบ้านญาทีไร สิ้นเปลืองเงินทุกที”
“ไม่เป็นไรจ้ะแค่นี้เอง ป้าข้างบ้านแกสติดีหรือเปล่า พี่สังเกตหลายครั้งชอบมาชวนคุย ถ้ามีท่าทีรุกรานบอกนะ พี่จะจัดการให้”
“ป้าไม่เคยทำอย่างที่พี่กลกังวลหรอกค่ะ อย่าใส่ใจเลย ป้าดูแลสามีที่ป่วยหนักคนเดียว อาจจะเหงาๆ เบื่อๆ บ้าง พอเห็นข้างบ้านมีคนมาอยู่เลยชอบมาชวนคุย ญาก็คุยกับแกบ้าง มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”
“คนสมัยนี้โรคจิตเยอะ กลัวแต่จะมารบกวนน้องญา”
“อากลอย่าว่าคุณยาย คุณยายใจดี เอาผลไม้มาฝากหนู คุณยายชมหนูด้วยนะคะ ว่าหนูน่ารัก ยิ้มเก่ง แล้วก็เป็นเด็กดี”
“ป้าใจดีจริงๆ นะคะ ลูกชายป้ามีสวนผลไม้ แวะมาเยี่ยมทีไรเอาผลไม้มาด้วย ป้าแบ่งให้ญา วันไหนญาทำกับข้าวเยอะก็แบ่งไปฝากป้า ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อย่าถือสาแกเลย แกไม่ได้มีเจตนาไม่ดี”
“คุณแม่เคยบอกว่าต้องรู้จักแบ่งปันสิ่งที่มีให้คนอื่นค่ะ”
“คุณยายโชคดีที่มีเพื่อนบ้านน่ารักอย่างคุณแม่ อากลอยากเป็นเพื่อนบ้านคุณแม่หนูบ้าง จะได้กินอาหารฝีมือคุณแม่ทุกวัน”
รู้จักกันไม่นาน กลวัชรประทับใจในตัวเธอ ญาตาวีสดใสตามวัย เทียบกับผู้หญิงคนอื่นวัยนี้เพิ่งเรียนจบมาไม่ถึงปีอยู่ในช่วงเริ่มหางานทำ กึ่งกลางระหว่างความเป็นวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนอื่นอาจจะทุ่มเทเวลาไปกับการทำงาน แต่ญาตาวีไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีสังคมวัยรุ่น ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ทุ่มเทเวลาให้กับการเลี้ยงดูลูกสาว
“หนูคิดเงินอากลจานละสามสิบบาท” เด็กหัวการค้าหวงแม่ ไม่อยากให้แม่ทำกับข้าวให้คนอื่นกิน กอดอกเป็นยักษ์มองคุณอา
“ให้อากลกินฟรีไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเก็บเงิน”
“ไม่ได้ค่ะ อากลบอกจะมากินทุกวัน คุณแม่หนูเหนื่อย”
“อากลยอมจ่ายก็ได้ค่ะ แต่วันนี้ขอเปลี่ยนจากเงินสามสิบบาท เป็นไก่ทอดถังนี้แทนได้ไหมคะ ถ้าไม่ได้ สงสัยอากลต้องเอาไก่ทอดไปขายให้คุณยายข้างบ้าน ถึงจะมีเงินมาจ่ายค่าข้าวให้คุณแม่หนู”
ดวงตาคู่เล็กเลื่อนมามองถังไก่ทอดกรอบหน้าตาน่ากิน เอียงใบหน้าเอียงอายไปมองมารดาที่นั่งข้างๆ เปลี่ยนใจไม่เอาเงิน
“หนูวาเอาไก่ทอดค่ะ คุณแม่ขา หนูวาเอาไปใส่จานนะคะ”
“รอก่อนสิลูก” ห้ามไม่ทัน ลูกสาวอุ้มถังไก่วิ่งเข้าไปในบ้าน
ลูกสาวอารมณ์ดี ญาตาวีพลอยอารมณ์ดีไปด้วย เธอยิ้มน่ารัก ไม่รู้ตัวว่ากลวัชรแอบมองจนกระทั่งบังเอิญสบตากัน
“พี่กลอยากอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ ญาเตรียมวัตถุดิบไว้หลายเมนู ว่าจะรอให้พี่ปลื้มมาถึงค่อยลงมือทำ จะได้กินร้อนๆ”
“เสียดายที่พี่มีนัดแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ปฏิเสธ พี่มีนัดกินข้าวเย็นกับคุณย่า พี่กฤตกับน้องรสก็จะมากินด้วย พวกเรานัดคุยเรื่องความคืบหน้าจัดเตรียมงานแต่งพี่กันต์ ว่าขาดเหลืออะไรบ้าง”
“เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงาน น่าตื่นเต้นจังเลยนะคะ จัดเตรียมงานถึงไหนแล้ว มีอะไรที่ญาพอจะช่วยได้หรือเปล่า”
“ช่วยงานไม่ต้องหรอกจ้ะ คุณย่าให้ทีมงานมืออาชีพมาดูแล ระดับคุณนายสมสมัย ไม่มีทางให้หลานชายน้อยหน้าลูกบ้านอื่น”
“วันงานน่าจะสนุกนะคะ เพื่อนๆ พี่กันต์มาเยอะเลยใช่ไหม”
กันต์ดนัยอยู่ในแวดวงการแพทย์ มีเพื่อนค่อนข้างเยอะ ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดี มีหน้ามีตาในระดับเดียวกับเขา ญาตาวีไม่เหมาะที่จะไปงานแบบนั้น แม้ว่าเขาจะไม่พลาดชวนเธอไปร่วมงานในฐานะน้องสาว พี่กันต์ พี่ชายที่แสนดี ใจดีกับญาตาวี เป็นห่วงเธอมากกว่าสามี ช่วงตั้งท้องหนูวาอยู่บ้านคนเดียวเป็นลมหลายครั้ง พี่กันต์กับพี่ตรีเป็นห่วง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ออกเงินจ้างคนมาอยู่เป็นเพื่อน เรื่องไปถึงหูปรเมศวร์ เขาไม่พอใจเพื่อนที่เข้ามาจุ้นจ้าน ตามไปต่อว่าใหญ่โต คืนเงินให้ ปากไม่ดีต่อว่าเพื่อนสารพัด ทั้งที่พี่กันต์กับพี่ตรีทำไปเพราะเป็นห่วงหลานในท้อง ปรเมศวร์ไม่แคร์ ยกเหตุผลมาอ้างว่าเด็กในท้องอาจไม่ใช่ลูกของเขา จนกระทั่งคลอดและตรวจดีเอ็นเอผ่านเขาถึงยอมรับ พี่ๆ ทั้งสองคนดีกับญาตาวีมากจนติดเป็นหนี้บุญคุณ
“พี่กันต์อยากให้จัดงานเล็กๆ แต่คุณย่าพี่อีกเรื่องเลยน้องญา จัดใหญ่ถึงขั้นจะเชิญผู้ว่า นักการเมือง นักธุรกิจมาร่วมงาน พี่กันต์รู้น่าจะหัวเสียน่าดู เขาไม่ชอบคนเยอะ น้องญาอย่าเอ็ดไปนะ คุณย่าให้เก็บเป็นความลับ กลัวพี่กันต์ไม่พอใจจะหาเรื่องไม่มางานแต่ง”
“ญาไม่บอกพี่กันต์หรอกค่ะ เชื่อใจได้ พี่กลเบาๆ อย่าให้หนูวาได้ยินก็พอ ถ้ารายนั้น ญาไม่รับประกันว่าจะไม่เอาไปพูดต่อ”
หนุ่มสาวประสานเสียงหัวเราะ รู้กันว่าหนูวาพูดเก่งแค่ไหน
“พรุ่งนี้พี่เข้ากรุงเทพไปทำงานแทนพี่กฤตหลายวัน ว่าจะแวะไปหาพี่กันต์ด้วย น้องญาอยากได้อะไรหรือเปล่า พี่จะซื้อมาฝาก”
“ไม่ค่ะ ญาไม่มีอะไรอยากได้ที่กรุงเทพฯ”
“ถ้าพี่เห็นอะไรสวยๆ จะซื้อมาฝากแล้วกันนะ”
“ขอบคุณล่วงหน้านะคะ”
“พี่ไปไม่กี่วัน ประมาณวันอังคารวันพุธน้องญาว่างหรือเปล่า”
“น่าจะว่างนะคะ ปกติญาก็อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ไปไหน”
“ถ้าว่าง เข้าไปในไร่ด้วยกันนะครับ ไปกราบคุณย่า ท่านบ่นอยากเจอเหลน ตั้งแต่หนูวาเกิดจนปีนี้ 5 ขวบเข้าไปแล้ว พี่ปลื้มยังไม่เคยพาลูกสาวไปกราบคุณย่าสักครั้ง พอท่านรู้ว่าน้องญาพาลูกย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็รบเร้าพี่ทุกวัน ว่าเมื่อไหร่พี่จะพาน้องญากับลูกมาหา”
“ญาขอถามพี่ปลื้มก่อนนะคะ ถ้าวันพุธพี่ปลื้มยังไม่กลับกรุงเทพฯ ญาจะให้พี่ปลื้มพาเข้าไป ญากับพี่ปลื้มหย่ากันแล้ว ไม่รู้จะเข้าไปกราบคุณย่าของพี่กลในฐานะอะไร ญาเกรงใจท่าน”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ คนที่คุณย่าถามหามากที่สุดรองลงจากหนูวาก็คือน้องญานะครับ ถ้าตั้งใจจะอยู่ที่นี่ถาวร พี่คิดว่าควรเข้าไปกราบคุณย่าหน่อยก็ดีนะ มีปัญหา จะได้มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ”
“จะไม่เป็นการรบกวนคุณย่าพี่กลมากไปเหรอคะ”
“พี่มั่นใจว่าคุณย่าเต็มใจ น้องญาเข้ามาทำความรู้จักกับคนในครอบครัวของพี่เถอะนะ พอถึงวันงานแต่งเจอกันจะได้ไม่เขิน”
“เรื่องไปกราบคุณย่า ญาตกลงค่ะ ญาอยากไปพบท่าน แต่เรื่องงานแต่งพี่กันต์ พูดตามตรงนะคะ ญาไม่รู้ว่าควรไปงานหรือเปล่า ในที่ที่คนมีหน้าตาไปรวมกัน ไม่เหมาะกับญาเอาซะเลย ตัวของพี่ปลื้มเอง เขาก็คงไม่ชวนญาไปด้วยหรอกค่ะ ญาไม่อยากไปคนเดียว”
“ให้พี่ปลื้มไปกับลูกสาว ส่วนน้องญาไปกับพี่ก็ได้ พี่ยินดี”
ดวงตาคู่อุ่นพินิจมองใบหน้าหม่นหมองไร้ความสุขด้วยสายตามีความหมาย ทว่าหญิงสาวเบือนหน้าไปทางอื่นเป็นการปฏิเสธ
“เป็นอะไรตากล กับข้าวไม่ถูกปากหรือกินจากข้างนอกมาแล้ว”
คุณย่าสมสมัย หัวเรือใหญ่ประจำตระกูลอรุณรุ่งถามหลานชายคนเล็ก ปกติกลวัชรจะพูดเก่งพูดไม่หยุดสร้างสีสันให้โต๊ะอาหาร แต่วันนี้เงียบผิดปกติ ไม่แตะต้องอาหารคอยแต่เขี่ยไปมา
“สงสัยเจ้ากลจะกินข้าวกับสาวๆ มาแล้วครับคุณย่า” กฤตพล พี่ชายคนโตแสดงความคิดเห็น รสรินยิ้ม คิดเหมือนสามี
“ยังไม่ได้กินครับ แค่รู้สึกเพลีย ไม่อยากอาหาร”
“ไม่หิวก็ต้องกินจะได้มีเรี่ยวแรง ทำเหมือนคนอกหักไปได้”
นั่นปะไร พี่ชายช่างฉลาดล้ำโลก ไม่ได้มาสิงร่างก็อ่านใจได้
“แต่ย่าว่าน้องชายเราจะไปหักอกเขามากกว่า ลื่นเป็นปลาไหลขนาดนี้” พูดเล่นกับหลานๆ อารมณ์ดีเป็นนิจเคล็ดลับอายุยืน
“ไม่ใช่ครับคุณย่า ผมไม่ได้อกหัก แล้วก็ไม่ได้ไปหักอกใคร”
“โสดนิยมว่างั้น โสดมากๆ ระวังย่าจะจับตากลคลุมถุงชน”
หญิงชราทำทีติดใจความคิด ขอให้ผ่านงานแต่งกันต์ดนัยไปก่อน หนุ่มโสดคนสุดท้ายในบ้านจะถูกคนแก่จับคลุมถุงชนคนต่อไป
“คุณย่า สมัยไหน ผมไม่ได้ว่าง่ายอย่างพี่กันต์”
กลวัชรครางเสียงแผ่ว อ้อนคุณย่าสมสมัยตาปริบให้ละเว้นตัวเอง อย่าจับแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น เหมือนที่จับกันต์ดนัยแต่งงานกับดารินทร์ น้องสาวต่างสายเลือดที่คุณย่าอุปการะรับเลี้ยง
“ตากลหัดเอาอย่างพี่กันต์บ้างสิ อายุปาไปสามสิบกว่า”
“ผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจมาดเท่อย่างพี่กฤต ไม่ได้เป็นคุณหมอรูปหล่ออย่างพี่กันต์ ผู้หญิงคนไหนจะมาสนใจคนเร่ร่อนอย่างผม”
“เร่ร่อนเสียเมื่อไหร่ ตากลเป็นหลานชายย่าสมสมัย อย่าคิดว่าย่าไม่รู้ทันนะ ตากลแกล้งพูดให้ย่าใจอ่อนไม่บังคับใช่ไหม” หญิงชราตั้งข้อสันนิษฐาน น่าจะถูกสังเกตจากหลานชายมีรอยยิ้ม
“ไปไหนมา ถึงกลับช้าทั้งที่มีนัดกินข้าวเย็นกับย่า”
“ผมทำงานครับ ไม่ได้มาสายสักหน่อย พี่กฤตมาเร็วเอง”
“เหรอ นึกว่ามาช้า เพราะไปหาสองแม่ลูกแขกของตาปลื้ม”
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







