LOGIN“เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ความรู้สึกสงสัยปรากฏขึ้นภายในใจของลู่ฟางหนิงไม่หยุด เพราะในชาติก่อนนางจดจำได้ว่าซูเยี่ยนหลิงมักยกยอพี่ชายของนางให้ลู่ฟางหนิงฟังอยู่บ่อยครั้ง แม้ลู่ฟางหนิงจะไม่ค่อยได้พบกับซูเป่ยจิ้งบ่อยนัก ทว่าภาพลักษณ์ของเขาในความทรงจำของนางคือบัณฑิตผู้มากความรู้ แล้วเหตุใดบัณฑิตที่ควรจะตั้งใจท่องตำราอยู่ในจวนเพื่อเตรียมตัวสอบขุนนางถึงได้มาเมามายและอาละวาดฉุดกระชากนางโลมอยู่ในหอชิงสุ่ยเช่นนี้กันเล่า หรือว่าเรื่องราวทั้งหมดที่นางได้รับรู้ผ่านซูเยี่ยนหลิงเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น
ใช่แล้ว…
ซูเยี่ยนหลิงคนนั้นโกหกนางมาโดยตลอด คำว่ามิตรแท้ระหว่างพวกนางสองคนย่อมไม่มีอยู่จริง ซูเยี่ยนหลิงแทงข้างหลังและแย่งชิงคนรักของนางไป หากไม่ใช่เพราะความอิจฉาริษยาที่ซูเยี่ยนหลิงมีต่อนาง ลู่ฟางหนิงก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกอีกแล้ว
“คุณชายอย่าทำเช่นนี้เลย ท่านเมามากแล้ว กลับจวนไปเถิด…” ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นพยายามจะเข้าไปห้ามปราม แต่ก็ถูกซูเป่ยจิ้งตวาดใส่ จนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยนางโลมคนนั้น
“ใครบอกว่าข้าเมา ข้ายังไม่เมา และข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น หากสตรีนางนี้ไม่ไปกับข้า”
เสียงวุ่นวายของผู้คนตรงลานแสดงเรียกความสนใจของลู่ฟางหนิงอีกครั้ง ยามนี้ซูเป่ยจิ้งกำลังลากร่างของนางโลมผู้โชคร้ายคนนั้นลงมาจากลานแสดง แม้จะมีผู้คนเข้าไปห้ามปราม ทว่าพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่กล้าทำอะไรซูเป่ยจิ้งมากนัก หนึ่งคือเขาเป็นลูกค้าประจำของหอชิงสุ่ยแห่งนี้และสองบิดาของเขาเป็นขุนนางขั้นห้าสังกัดกรมพิธีการ
ทว่าลู่ฟางหนิงที่มองเหตุการณ์มาโดยตลอดกลับไม่สามารถอยู่เฉยได้ อย่างไรซูเป่ยจิ้งก็กำลังทำร้ายร่างกายของสตรีนางหนึ่ง หากไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วย นางโลมคนนั้นจะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้
“คุณชายปล่อยข้าเถิด ข้าเจ็บ…”
นางโลมที่ถูกลากลงมาจากลานแสดงค้อมหัวหลายครั้งขอร้องซูเป่ยจิ้ง นางหวาดกลัวเหลือเกินที่ถูกกระทำเช่นนี้ ทว่าชายหนุ่มที่กำลังเมามายกลับไม่สนใจ เขากระชากเส้นผมของนางแล้วลากไปตามทางเดินโดยที่คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าทำอะไร นอกจากมองดูนางโลมคนนั้นด้วยสายตาเวทนาและเห็นใจ
“นางบอกให้ปล่อย ท่านไม่ได้ยินหรืออย่างไร”
ลู่ฟางหนิงเดินเข้าไปขวางหน้าของซูเป่ยจิ้งเอาไว้ ก่อนที่เขาจะลากร่างของนางโลมคนนั้นไปไกลจนนางได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้
ซูเป่ยจิ้งเมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาขวางทาง เขาก็รู้สึกหัวเสียไม่น้อย ยิ่งเห็นว่าคนที่เข้ามาขวางทางเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนหวานคนหนึ่ง อารมณ์โมโหของเขาก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “อย่าแส่ไม่เข้าเรื่อง หลบไป!”
“ข้าคงหลบให้ท่านไม่ได้ หากท่านยังไม่ปล่อยสตรีนางนี้ไป” ลู่ฟางหนิงเหลือบมองนางโลมที่กำลังเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับซูเป่ยจิ้งอีกครั้ง
“ข้าไม่ปล่อย คืนนี้นางจะต้องอยู่รับใช้ข้า” ขณะที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมา ร่างของซูเป่ยจิ้งก็ซวนเซไปมาจนแทบจะยืนไม่ไหว ลู่ฟางหนิงเผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมา หากนางพูดอีกครั้งแล้วเขาไม่ฟัง นางคงต้องใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด
“ข้าจะพูดกับท่านเป็นครั้งสุดท้าย ปล่อยนางไปเสีย!”
น้ำเสียงของลู่ฟางหนิงแข็งกระด้างขึ้น อีกทั้งแววตายังแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมจนผู้คนรอบข้างอดรู้สึกเสียวสันหลังมิได้ ทว่าซูเป่ยจิ้งที่กำลังอยู่ในอาการเมามายกลับสัมผัสไม่ได้ถึงความน่ากลัวของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ข้าไม่ปล่อย เจ้าหน้าอ่อนอย่างเจ้าจะทำอะไรข้าดะ-”
พลั่ก!!!
ซูเป่ยจิ้งยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคนั้นดี ร่างของเขาก็ร่วงไปอยู่บนพื้นในสภาพที่ไม่น่าดู ลู่ฟางหนิงเก็บหมัดของตนกลับมา เอ่ยเบาๆ ว่า “แค่หมัดเดียวก็ร่วงเสียแล้ว”
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับต้องรีบถอยออกห่างจากบริเวณนั้นโดยสัญชาตญาน ถึงแม้เด็กหนุ่มผู้นี้จะมีหน้าตาอ่อนหวานและท่าทางราวกับสตรี แต่เขาสามารถทำให้บุตรชายของรองเจ้ากรมพิธีการร่วงเผาะไปอยู่บนพื้นได้ภายในหมัดเดียว ย่อมมิใช่คนธรรมดา
เมื่อเป็นอิสระจากซูเป่ยจิ้ง นางโลมคนนั้นก็รีบเข้ามาคุกเข่าขอบคุณลู่ฟางหนิงทันที เพราะหากไม่ได้เด็กหนุ่มผู้นี้เข้ามาช่วยเอาไว้ นางก็ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับความโหดร้ายอย่างไรบ้างนับจากนี้ “ขอบคุณคุณชายน้อยมากที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้”
เหตุผลที่ลู่ฟางหนิงช่วยเหลือนางโลมคนนั้นไม่ใช่หวังคำขอบคุณ แต่นางเห็นสตรีถูกทำร้ายอย่างอยุติธรรมไม่ได้ต่างหาก และยิ่งคนๆ นั้นเป็นพี่ชายของซูเยี่ยนหลิง ศัตรูของนาง นางจะไม่จัดการเขาได้อย่างไร
“ลุกขึ้นเถิด” ลู่ฟางหนิงประคองร่างของนางโลมคนนั้นให้ลุกขึ้นยืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หรูเอ๋อร์ไปตามเถ้าแก่หลี่มาพอดี
‘หลี่เซียนเมิ่ง’ มองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แม้นางจะดูแลหอชิงสุ่ยมานาน ทว่ากลับไม่เคยมีคนอายุน้อยต้องการพบนางมาก่อน หากให้คาดเดาเด็กหนุ่มตรงหน้าของนางคงมีอายุราวๆ สิบห้าหรือสิบหกปีเท่านั้น
“เจ้าหรือที่ต้องการพบข้า”
ลู่ฟางหนิงหันไปมองตามเสียงนั้นจึงพบเข้ากับใบหน้าอันคุ้นเคยในชาติก่อน แม้หลี่เซียนเมิ่งจะเป็นสตรีที่มีอายุถึงสามสิบกว่าปีแล้ว ทว่านางก็ยังคงงดงามไม่แปรเปลี่ยน
“ใช่ ข้าเองที่ต้องการพบท่าน”
ลู่ฟางหนิงเอ่ยตอบคำถามนั้นทันที หลี่เซียนเมิ่งรับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของเด็กหนุ่มตรงหน้า นางจึงเชิญอีกฝ่ายไปยังห้องรับรองห้องหนึ่งที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขกพิเศษเท่านั้น
ลู่ฟางหนิงมองตามทางเดินที่คุ้นตา เพราะชาติก่อนนางมาที่นี่เพื่อจ้างวานพี่น้องสกุลเฟยกับโจวหยางเทียน แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสามปีข้างหน้า ยามนี้นางชิงลงมือก่อน ย่อมหมายความว่านางเดินหมากก่อนโจวหยางเทียนหนึ่งก้าว ห้องรับรองที่มีไว้เฉพาะแขกคนพิเศษ นางก็เคยเข้าไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นหลังจากที่เข้ามาภายในห้องนางจึงไม่รู้สึกกังวลใจมากนัก
เมื่ออยู่ภายในห้องตามลำพังสองต่อสอง ลู่ฟางหนิงก็ไม่รีรอที่จะเอ่ยจุดประสงค์ของตนออกมาให้เถ้าแก่หลี่ได้รับรู้ “ข้าต้องการพบพี่น้องกุลเฟย”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้นหลี่เซียนเมิ่งก็มิได้มีท่าทีตื่นตระหนกหรือตกใจแต่อย่างใด เพราะหากมีคนอยากพบนางแน่นอนว่าคนเหล่านั้นต้องการจ้างวานนักฆ่าอย่างพี่น้องสกุลเฟย
“เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากพบพวกเขา ข้ายังมองไม่ออกว่าเด็กหนุ่มอย่างเจ้าต้องการพบพวกเขาด้วยเรื่องอันใด ที่สำคัญค่าจ้างของพวกเขาสูงมาก เจ้ามีปัญญาจ่ายไหวกระนั้นหรือ”
ลู่ฟางหนิงได้ยินคำถามนั้นของเถ้าแก่หลี่ก็เผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยว่า “ข้ามิได้ต้องการจ้างพวกเขา ข้าอยากพบพวกเขาต่างหาก”
“เกรงว่าข้าจะทำตามคำขอของเจ้าไม่ได้ เพราะพี่น้องสกุลเฟยจะไม่พบใครสุ่มสี่สุ่มห้า หากมิใช่เรื่องงาน”
แน่นอนว่า ‘งาน’ ที่เถ้าแก่หลี่เอ่ยถึงย่อมหมายถึง ‘การฆ่าคน’ ในเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้มาเพื่อจ้างวานพี่น้องสกุลเฟยให้ทำงานให้ นางย่อมต้องปฏิเสธเป็นธรรมดา
ลู่ฟางหนิงเตรียมตัวสำหรับความล้มเหลวนี้ไว้แล้ว เพราะคิดว่าอย่างไรเถ้าแก่หลี่ต้องปฏิเสธนางแน่ ดังนั้นก่อนที่นางจะจากไป นางจึงฝากคำพูดหนึ่งให้เถ้าแก่หลี่ไปบอกกับพี่น้องสกุลเฟย
“ข้าหวังว่าเถ้าแก่จะนำคำพูดเหล่านั้นไปบอกพวกเขาอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องสักประโยคนะขอรับ” เอ่ยจบลู่ฟางหนิงก็จากไปทันทีทิ้งให้หลี่เซียนเมิ่งได้แต่นั่งตกตะลึงกับคำพูดเมื่อครู่อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง
เด็กหนุ่มคนนี้รู้เรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร?
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
หลังจากที่สนทนากับองค์รัชทายาทเสร็จเรียบร้อย ลู่ฟางหนิงก็รีบกลับจวนด้วยจิตใจที่สับสนและวุ่นวาย แต่กระนั้นเมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าประตูจวนสกุลลู่ นางก็มิได้เผยท่าทางตื่นตระหนกออกมา ในทางกลับกัน นางรีบตรงไปหาบิดาที่เรือน และเรียกพี่ชายทั้งสองมาปรึกษาหารือร่วมกันแม่ทัพลู่หนิงเหอไม่รู้ว่าบุตรสาวคนรอ
ก่อนงานเลี้ยงขอบคุณหนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางจะเริ่มขึ้นหนึ่งวัน โจวหยางอวี้แอบส่งจดหมายนัดลู่ฟางหนิงออกมาพบที่ด้านนอก เพราะเขามีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกให้นางรับรู้ลู่ฟางหนิงแม้จะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทต้องการพบตนด้วยเรื่องอันใด แต่นางก็ออกไปตามนัดหมาย เพราะคิดว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทต้องการสนทนากับนาง
ไม่กี่วันต่อมา หนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง การมาของพวกเขาในครั้งนี้เป็นการมาอย่างเร่งรีบเพราะต้องการรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทโดยเร็วที่สุด หนิงอ๋องจึงมิได้นำกำลังพลมามากนัก จะมีก็เพียงแค่องครักษ์ส่วนตัวสองสามคนที่คอยคุ้มกันความปลอดภัยของหมอเทวดาตงหยางระหว่างการเดินทางเท่า
ตกดึกคืนนั้น โจวหยางเทียนจึงลอบออกไปพบกับลู่อวิ้นเหมย นับตั้งแต่วันที่พวกเขาตกลงร่วมมือกัน พวกเขาก็แอบสานสัมพันธ์กันอย่างลับๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ลู่อวิ้นเหมยก็ยอมพลีกายเป็นสตรีของเขาวันนี้รุ่ยอ๋องจองห้องในเหลาสุราแห่งหนึ่งเอาไว้ ไม่นานคนของเขาก็เดินนำสตรีที่สวมหมวกผ้าโปร่งปิดบ
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






