ANMELDENเมื่อกลับไปถึงเรือนของตนแล้วฮวาจื่อชิงก็ตรงไปนั่งในห้องอุ่นแล้วโบกมือไล่สาวใช้ของนางให้ออกจากห้องอุ่นไปให้หมด เหลือแค่เพียงนางและญาติผู้พี่ของนางเพียงเท่านั้น
“ชิงชิง แท้จริงแล้วเป็นเจ้าใช่ไหมที่วางแผนให้ร้ายอนุเฉียว” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงชะงักมือที่กำลังรินน้ำชา นางเหลือบตาขึ้นมามองสีหน้าของฮวาจื่อเฉิงครู่หนึ่งแล้วจึงได้ลงมือรินน้ำชาลงในถ้วยดินเผาใบเล็กสองถ้วย ถ้วยหนึ่งสำหรับฮวาจื่อเฉิงส่วนอีกถ้วยหนึ่งเป็นของตนเอง
“ใช่แล้ว แท้จริงแล้วเป็นข้าเองที่วางแผนให้ร้ายนาง ข้าสังเกตเห็นว่านางหมายตาสินเดิมของท่านแม่ของข้ามานานแล้ว ข้าก็เลยช่วยสงเคราะห์ด้วยการสั่งให้สาวใช้รุ่นเล็กในเรือนของนางนำเครื่องประดับที่ท่านแม่ของข้าตำหนิว่าไม่สวยและไม่ชอบสวมใส่ไปให้นาง โดยอ้างว่าท่านพ่อของข้ามอบให้ แล้วหลังจากนั้นข้าก็มอบเงินให้สาวใช้ผู้นั้นไถ่ถอนตนเอง แถมยังมอบเงินอีกส่วนเพื่อเติมสินเดิมให้สาวใช้ผู้นั้นตอนที่ได้รู้ว่านางจะแต่งงานไปอยู่ต่างเมืองกับสามี” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่กลัวว่าอนุเฉียวจะจดจำสาวใช้ผู้นั้นได้แล้วตามตัวนางกลับมาเพื่อแก้ต่างให้ตนเองหรอกหรือ หากว่าสาวใช้ผู้นั้นกลับมาบอกกับผู้อื่นว่าเป็นเจ้าที่มอบหมายให้นางนำเครื่องประดับของท่านแม่ของเจ้าไปให้อนุเฉียว คนที่จะได้รับโทษโบยก็คงจะเป็นเจ้าแล้ว” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ นางยกถ้วยชาขึ้นมาดูแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“สตรีที่คิดว่าตนเองสูงส่งเช่นนางมีหรือที่จะสามารถจดจำใบหน้าของสาวใช้รุ่นเล็กในเรือนได้ อีกทั้งยามที่สาวใช้ผู้นั้นไถ่ถอนตนเองข้าก็จงใจมอบเงินให้แก่สาวใช้อีกหลายคนในแต่ละเรือนเพื่อให้พวกนางไถ่ถอนตนเองเช่นกัน ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดติดใจสงสัยและติดตามไปสอบถามสาวใช้หลายคนที่ไถ่ถอนตนเองในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงนั้นแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้าเป็นทำนองว่าเขาเข้าใจแล้ว
มารดาของฮวาจื่อชิงคือคุณหนูจากสกุลพ่อค้า เรื่องความรู้กิริยามารยาทอาจจะไม่ทัดเทียมคุณหนูสกุลใหญ่หลายสกุลในเมืองหลวงแต่เรื่องความมั่งคั่งซูอวี้หลันไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใด แม้ว่าฮวาฉือท่านอาของเขาจะรังเกียจและเคยตำหนิว่าซูอวี้หลันรักใคร่เงินทองมากว่าเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ยามให้เขาเลือกขึ้นมาเขาก็ยังเลือกแต่งซูอวี้หลันเป็นฮูหยินของตนอยู่ดี แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยรับเฉียวเหมยคุณหนูสกุลใหญ่ผู้ตกยากเข้ามาเป็นอนุของตนในภายหลัง สร้างความขัดเคืองใจให้ซูอวี้หลันเป็นอย่างมากก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกกับอนุอยู่เป็นประจำ
แม้ว่าฮวาจื่อชิงจะถือกำเนิดมาภายใต้ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ภายในเรือน แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยขาดแคลนเลยก็คือเงินทอง ทุกวันเกิดหรือวันที่นางรู้สึกดีนางก็พร้อมจะแจกจ่ายเงินทองของตนเองให้แก่สาวใช้ การใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบของนางทำให้สาวใช้และบ่าวรับใช้หลายคนสามารถไถ่ถอนตนเองจากการเป็นข้ารับใช้ในจวนได้ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดคิดสงสัยหากอยู่ๆ จะมีสาวใช้ไปขอไถ่ถอนตนเอง
“ภายในจวนแห่งนี้บรรดาข้ารับใช้อยากจะรับใช้ผู้ใดมากที่สุด ไม่ต้องสอบถามก็รู้แล้วว่าทุกคนจะต้องตอบไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเจ้าที่พวกเขาอยากจะปรนนิบัติรับใช้มากที่สุด” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็ทำแค่เพียงยกชาขึ้นมาดื่มเพียงเท่านั้น ท่าทีเฉยชาไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธของนางทำให้ฮวาจื่อเฉิงอดทอดถอนใจไม่ได้
“เจ้าสามารถเป็นที่รักของทุกคนในจวนได้นับว่าเป็นเรื่องดี น่าเสียดายว่าหลังจากนี้อีกแค่เพียงไม่กี่วันเจ้าก็ต้องไปอยู่ในจวนอื่นด้วยฐานะอื่นเสียแล้ว” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็ส่ายหน้าในทันที
“อย่าได้ใช้เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสารกับข้าเลย มันพลอยทำให้ข้ารู้สึกหดหูไปด้วย” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงทอดถอนใจออกมา
“ทั้งๆ ที่เจ้า เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่านปู่และท่านพ่อของข้าแท้ๆ ยังมีท่านอาอีก แม้ว่าเขาจะรักใคร่อนุเฉียวมากเพียงใดแต่ก็ยังทั้งรักและตามใจเจ้าอยู่ดี ยามนี้ข้าจึงคิดไม่ตกว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงยอมให้เจ้าแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ยไปเป็นฮูหยินของคนที่เรียกได้ว่าโหดร้ายมากที่สุดในแคว้นอย่างเซี่ยเหวินหลาง” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงจึงได้เอ่ยออกมาตามตรง
“คำสัญญาของเหล่าผู้อาวุโสยากนักที่จะผิดสัญญาได้ ใช่ว่าท่านปู่ ท่านลุงและท่านพ่อจะอยากให้ข้าแต่งงานกับเซี่ยเหวินหลาง แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่อาจจะผิดคำสัญญาได้ต่างหาก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ใช้เรื่องการไว้ทุกข์ให้มารดาไปปฏิเสธการแต่งงานที่จวนสกุลเซี่ยแล้วแต่เรื่องการไว้ทุกข์ก็ยังไม่เป็นผล เซี่ยเหวินหลางยินดีที่จะรอให้ข้าออกทุกข์ก่อนแล้วค่อยแต่ง เมื่อทางเขายินดีรอพวกเราก็ยากจะปฏิเสธแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงขมวดคิ้วในทันที
“นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ คนอย่างเซี่ยเหวินหลางแม้ว่าจะเหี้ยมโหดไร้น้ำใจ แต่เขากลับยินดีที่จะรอให้เจ้าไว้ทุกข์มาตั้งสามปี เจ้ากับเขาไม่เคยได้พบหน้ากันสักครั้ง อย่าว่าแต่เจ้าเลยที่ไม่เคยได้พบเขาข้าที่เป็นบุรุษก็ยังยากจะได้เห็นหน้าเขาเลย คนผู้นี้วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องทรงพระอักษร ได้ยินว่าในยามที่สั่งประหารผู้คนเขาสะบัดปลายพู่กันอย่างเลือดเย็นเป็นที่สุด ไม่มีทางที่เขาจะเป็นบุรุษที่หลงใหลในอิสตรีจนถึงขั้นยินยอมรอได้ถึงสามปีเช่นนี้แน่” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยพลางจิบน้ำชาลงคอไปอึกหนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยต่อ
“จะว่าเป็นเพราะเขาอยากได้สกุลฮวาของพวกเราไปหนุนหลังก็คงไม่ใช่ ท่านปู่แทบจะไม่มีอำนาจอะไรในราชสำนัก เต็มที่ก็แค่เพียงได้รับความเคารพนับถือจากบรรดาขุนนางในราชสำนักเพียงเท่านั้น แต่หาได้มีอำนาจโน้มน้าวการตัดสินใจของพวกเขาได้ ท่านพ่อของข้าก็เป็นแค่เพียงรองเจ้ากรมคลังวันทั้งวันก็มักจะหลบหนีหน้าที่การงานกลับมานอนอ่านตำราที่จวน หาได้มีอำนาจตัดสินใจในกรมคลังได้ ส่วนท่านพ่อของเจ้าก็ยิ่งแล้วใหญ่รับราชการมาร่วมสิบปีหน้าที่การงานกลับถูกแช่แข็งอยู่แค่เพียงอาลักษณ์ของกรมอาญา บ่งบอกว่าไร้ซึ่งความสามารถในการทำงานอย่างแท้จริง ญาติทางฝั่งของภรรยาที่ไม่สามารถช่วยหนุนหลังเขาได้เช่นนี้แต่เซี่ยเหวินหลางกลับยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับเจ้า เรื่องนี้ทำให้ข้าอดรู้สึกไม่ได้ว่าสมองของเขาจะต้องมีปัญหาแน่ๆ” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนแล้วเอ่ยตำหนิญาติผู้พี่ของตนเองตามตรง
“หากท่านปู่ ท่านลุงและท่านพ่อมาได้ยินคำวิจารณ์เกี่ยวกับพวกเขาของพี่รอง ข้าเชื่อว่าทั้งสามคนย่อมจะยินดีที่จะช่วยกันจัดการท่านอย่างสมัครสมานสามัคคีโดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยชี้นำอย่างแน่นอน” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงหัวเราะออกมาในทันที
“ข้าแค่พูดตามความเป็นจริงเพียงเท่านั้น” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงส่ายหน้า
“ไม่ว่าเซี่ยเหวินหลางกำลังคิดอะไรอยู่ข้าไม่สนใจหรอก คำสัญญาแต่เก่าก่อนของท่านปู่ทำให้ท่านปู่ไม่อาจจะผิดคำพูดได้ แต่ข้าหาใช่คนที่ทำสัญญาดังนั้นหากเป็นข้าที่ผิดต่อคำสัญญาพวกเขาก็ทำอะไรท่านปู่และคนสกุลฮวาไม่ได้แล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแต่แล้วเขาก็พลันขมวดคิ้วในทันที
“ใกล้จะถึงวันที่เกี้ยวสกุลเซี่ยจะมารับเจ้าที่หน้าประตูจวนแล้ว เจ้าจะบิดพลิ้วไม่ยอมทำตามคำสัญญาของท่านปู่ได้อย่างไร ต่อให้เจ้าหนีการแต่งงานไปจนสุดหล้าข้าเชื่อว่าท่านปู่ก็จะสามารถตามตัวเจ้ากลับมาแต่งงานได้อยู่ดี” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมา
“แต่หากข้าหนีตามบุรุษไป ไร้ซึ่งความบริสุทธิ์แล้วต่อให้ท่านปู่ส่งคนไปตามข้ากลับมาได้ข้าก็แต่งเข้าสกุลเซี่ยไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้คนผิดคือข้าไม่ใช่ความผิดของสกุลฮวา ทั้งเซี่ยโหวและท่านเสนาบดีเซี่ยย่อมไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสร้างความลำบากให้สกุลฮวาแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที
“นี่เจ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อหลบเลี่ยงการแต่งงานหรือ” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ใช่! ข้าจะทำลายชื่อเสียงตนเอง” ฮวาจื่อชิงยอมรับออกมาแต่โดยดีทำให้บนใบหน้าของฮวาจื่อเฉิงเต็มไปด้วยความวิตกกังวลในทันที
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







