เข้าสู่ระบบเมื่อกลับไปถึงเรือนของตนแล้วฮวาจื่อชิงก็ตรงไปนั่งในห้องอุ่นแล้วโบกมือไล่สาวใช้ของนางให้ออกจากห้องอุ่นไปให้หมด เหลือแค่เพียงนางและญาติผู้พี่ของนางเพียงเท่านั้น
“ชิงชิง แท้จริงแล้วเป็นเจ้าใช่ไหมที่วางแผนให้ร้ายอนุเฉียว” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงชะงักมือที่กำลังรินน้ำชา นางเหลือบตาขึ้นมามองสีหน้าของฮวาจื่อเฉิงครู่หนึ่งแล้วจึงได้ลงมือรินน้ำชาลงในถ้วยดินเผาใบเล็กสองถ้วย ถ้วยหนึ่งสำหรับฮวาจื่อเฉิงส่วนอีกถ้วยหนึ่งเป็นของตนเอง
“ใช่แล้ว แท้จริงแล้วเป็นข้าเองที่วางแผนให้ร้ายนาง ข้าสังเกตเห็นว่านางหมายตาสินเดิมของท่านแม่ของข้ามานานแล้ว ข้าก็เลยช่วยสงเคราะห์ด้วยการสั่งให้สาวใช้รุ่นเล็กในเรือนของนางนำเครื่องประดับที่ท่านแม่ของข้าตำหนิว่าไม่สวยและไม่ชอบสวมใส่ไปให้นาง โดยอ้างว่าท่านพ่อของข้ามอบให้ แล้วหลังจากนั้นข้าก็มอบเงินให้สาวใช้ผู้นั้นไถ่ถอนตนเอง แถมยังมอบเงินอีกส่วนเพื่อเติมสินเดิมให้สาวใช้ผู้นั้นตอนที่ได้รู้ว่านางจะแต่งงานไปอยู่ต่างเมืองกับสามี” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่กลัวว่าอนุเฉียวจะจดจำสาวใช้ผู้นั้นได้แล้วตามตัวนางกลับมาเพื่อแก้ต่างให้ตนเองหรอกหรือ หากว่าสาวใช้ผู้นั้นกลับมาบอกกับผู้อื่นว่าเป็นเจ้าที่มอบหมายให้นางนำเครื่องประดับของท่านแม่ของเจ้าไปให้อนุเฉียว คนที่จะได้รับโทษโบยก็คงจะเป็นเจ้าแล้ว” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ นางยกถ้วยชาขึ้นมาดูแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“สตรีที่คิดว่าตนเองสูงส่งเช่นนางมีหรือที่จะสามารถจดจำใบหน้าของสาวใช้รุ่นเล็กในเรือนได้ อีกทั้งยามที่สาวใช้ผู้นั้นไถ่ถอนตนเองข้าก็จงใจมอบเงินให้แก่สาวใช้อีกหลายคนในแต่ละเรือนเพื่อให้พวกนางไถ่ถอนตนเองเช่นกัน ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดติดใจสงสัยและติดตามไปสอบถามสาวใช้หลายคนที่ไถ่ถอนตนเองในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงนั้นแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้าเป็นทำนองว่าเขาเข้าใจแล้ว
มารดาของฮวาจื่อชิงคือคุณหนูจากสกุลพ่อค้า เรื่องความรู้กิริยามารยาทอาจจะไม่ทัดเทียมคุณหนูสกุลใหญ่หลายสกุลในเมืองหลวงแต่เรื่องความมั่งคั่งซูอวี้หลันไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใด แม้ว่าฮวาฉือท่านอาของเขาจะรังเกียจและเคยตำหนิว่าซูอวี้หลันรักใคร่เงินทองมากว่าเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ยามให้เขาเลือกขึ้นมาเขาก็ยังเลือกแต่งซูอวี้หลันเป็นฮูหยินของตนอยู่ดี แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยรับเฉียวเหมยคุณหนูสกุลใหญ่ผู้ตกยากเข้ามาเป็นอนุของตนในภายหลัง สร้างความขัดเคืองใจให้ซูอวี้หลันเป็นอย่างมากก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกกับอนุอยู่เป็นประจำ
แม้ว่าฮวาจื่อชิงจะถือกำเนิดมาภายใต้ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ภายในเรือน แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยขาดแคลนเลยก็คือเงินทอง ทุกวันเกิดหรือวันที่นางรู้สึกดีนางก็พร้อมจะแจกจ่ายเงินทองของตนเองให้แก่สาวใช้ การใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบของนางทำให้สาวใช้และบ่าวรับใช้หลายคนสามารถไถ่ถอนตนเองจากการเป็นข้ารับใช้ในจวนได้ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดคิดสงสัยหากอยู่ๆ จะมีสาวใช้ไปขอไถ่ถอนตนเอง
“ภายในจวนแห่งนี้บรรดาข้ารับใช้อยากจะรับใช้ผู้ใดมากที่สุด ไม่ต้องสอบถามก็รู้แล้วว่าทุกคนจะต้องตอบไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเจ้าที่พวกเขาอยากจะปรนนิบัติรับใช้มากที่สุด” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็ทำแค่เพียงยกชาขึ้นมาดื่มเพียงเท่านั้น ท่าทีเฉยชาไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธของนางทำให้ฮวาจื่อเฉิงอดทอดถอนใจไม่ได้
“เจ้าสามารถเป็นที่รักของทุกคนในจวนได้นับว่าเป็นเรื่องดี น่าเสียดายว่าหลังจากนี้อีกแค่เพียงไม่กี่วันเจ้าก็ต้องไปอยู่ในจวนอื่นด้วยฐานะอื่นเสียแล้ว” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็ส่ายหน้าในทันที
“อย่าได้ใช้เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสารกับข้าเลย มันพลอยทำให้ข้ารู้สึกหดหูไปด้วย” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงทอดถอนใจออกมา
“ทั้งๆ ที่เจ้า เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่านปู่และท่านพ่อของข้าแท้ๆ ยังมีท่านอาอีก แม้ว่าเขาจะรักใคร่อนุเฉียวมากเพียงใดแต่ก็ยังทั้งรักและตามใจเจ้าอยู่ดี ยามนี้ข้าจึงคิดไม่ตกว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงยอมให้เจ้าแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ยไปเป็นฮูหยินของคนที่เรียกได้ว่าโหดร้ายมากที่สุดในแคว้นอย่างเซี่ยเหวินหลาง” เมื่อฮวาจื่อเฉิงเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงจึงได้เอ่ยออกมาตามตรง
“คำสัญญาของเหล่าผู้อาวุโสยากนักที่จะผิดสัญญาได้ ใช่ว่าท่านปู่ ท่านลุงและท่านพ่อจะอยากให้ข้าแต่งงานกับเซี่ยเหวินหลาง แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่อาจจะผิดคำสัญญาได้ต่างหาก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ใช้เรื่องการไว้ทุกข์ให้มารดาไปปฏิเสธการแต่งงานที่จวนสกุลเซี่ยแล้วแต่เรื่องการไว้ทุกข์ก็ยังไม่เป็นผล เซี่ยเหวินหลางยินดีที่จะรอให้ข้าออกทุกข์ก่อนแล้วค่อยแต่ง เมื่อทางเขายินดีรอพวกเราก็ยากจะปฏิเสธแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงขมวดคิ้วในทันที
“นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ คนอย่างเซี่ยเหวินหลางแม้ว่าจะเหี้ยมโหดไร้น้ำใจ แต่เขากลับยินดีที่จะรอให้เจ้าไว้ทุกข์มาตั้งสามปี เจ้ากับเขาไม่เคยได้พบหน้ากันสักครั้ง อย่าว่าแต่เจ้าเลยที่ไม่เคยได้พบเขาข้าที่เป็นบุรุษก็ยังยากจะได้เห็นหน้าเขาเลย คนผู้นี้วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องทรงพระอักษร ได้ยินว่าในยามที่สั่งประหารผู้คนเขาสะบัดปลายพู่กันอย่างเลือดเย็นเป็นที่สุด ไม่มีทางที่เขาจะเป็นบุรุษที่หลงใหลในอิสตรีจนถึงขั้นยินยอมรอได้ถึงสามปีเช่นนี้แน่” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยพลางจิบน้ำชาลงคอไปอึกหนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยต่อ
“จะว่าเป็นเพราะเขาอยากได้สกุลฮวาของพวกเราไปหนุนหลังก็คงไม่ใช่ ท่านปู่แทบจะไม่มีอำนาจอะไรในราชสำนัก เต็มที่ก็แค่เพียงได้รับความเคารพนับถือจากบรรดาขุนนางในราชสำนักเพียงเท่านั้น แต่หาได้มีอำนาจโน้มน้าวการตัดสินใจของพวกเขาได้ ท่านพ่อของข้าก็เป็นแค่เพียงรองเจ้ากรมคลังวันทั้งวันก็มักจะหลบหนีหน้าที่การงานกลับมานอนอ่านตำราที่จวน หาได้มีอำนาจตัดสินใจในกรมคลังได้ ส่วนท่านพ่อของเจ้าก็ยิ่งแล้วใหญ่รับราชการมาร่วมสิบปีหน้าที่การงานกลับถูกแช่แข็งอยู่แค่เพียงอาลักษณ์ของกรมอาญา บ่งบอกว่าไร้ซึ่งความสามารถในการทำงานอย่างแท้จริง ญาติทางฝั่งของภรรยาที่ไม่สามารถช่วยหนุนหลังเขาได้เช่นนี้แต่เซี่ยเหวินหลางกลับยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับเจ้า เรื่องนี้ทำให้ข้าอดรู้สึกไม่ได้ว่าสมองของเขาจะต้องมีปัญหาแน่ๆ” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนแล้วเอ่ยตำหนิญาติผู้พี่ของตนเองตามตรง
“หากท่านปู่ ท่านลุงและท่านพ่อมาได้ยินคำวิจารณ์เกี่ยวกับพวกเขาของพี่รอง ข้าเชื่อว่าทั้งสามคนย่อมจะยินดีที่จะช่วยกันจัดการท่านอย่างสมัครสมานสามัคคีโดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยชี้นำอย่างแน่นอน” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงหัวเราะออกมาในทันที
“ข้าแค่พูดตามความเป็นจริงเพียงเท่านั้น” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงส่ายหน้า
“ไม่ว่าเซี่ยเหวินหลางกำลังคิดอะไรอยู่ข้าไม่สนใจหรอก คำสัญญาแต่เก่าก่อนของท่านปู่ทำให้ท่านปู่ไม่อาจจะผิดคำพูดได้ แต่ข้าหาใช่คนที่ทำสัญญาดังนั้นหากเป็นข้าที่ผิดต่อคำสัญญาพวกเขาก็ทำอะไรท่านปู่และคนสกุลฮวาไม่ได้แล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแต่แล้วเขาก็พลันขมวดคิ้วในทันที
“ใกล้จะถึงวันที่เกี้ยวสกุลเซี่ยจะมารับเจ้าที่หน้าประตูจวนแล้ว เจ้าจะบิดพลิ้วไม่ยอมทำตามคำสัญญาของท่านปู่ได้อย่างไร ต่อให้เจ้าหนีการแต่งงานไปจนสุดหล้าข้าเชื่อว่าท่านปู่ก็จะสามารถตามตัวเจ้ากลับมาแต่งงานได้อยู่ดี” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมา
“แต่หากข้าหนีตามบุรุษไป ไร้ซึ่งความบริสุทธิ์แล้วต่อให้ท่านปู่ส่งคนไปตามข้ากลับมาได้ข้าก็แต่งเข้าสกุลเซี่ยไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้คนผิดคือข้าไม่ใช่ความผิดของสกุลฮวา ทั้งเซี่ยโหวและท่านเสนาบดีเซี่ยย่อมไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสร้างความลำบากให้สกุลฮวาแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที
“นี่เจ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อหลบเลี่ยงการแต่งงานหรือ” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ใช่! ข้าจะทำลายชื่อเสียงตนเอง” ฮวาจื่อชิงยอมรับออกมาแต่โดยดีทำให้บนใบหน้าของฮวาจื่อเฉิงเต็มไปด้วยความวิตกกังวลในทันที
ข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งเป่า เป็นบุตรชายคนที่สองของอดีตอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นอวิ๋นเซี่ยเหวินหลาง มารดาของข้าคือสตรีสกุลฮวามีนามว่าฮวาจื่อชิง ข้ามีพี่ชายและพี่สาวอย่างละหนึ่งคน พี่ชายมีนามว่าเซี่ยหย่งฉี ส่วนพี่สาวของข้ามีนามว่าเซี่ยหย่งหนิงข้ามีหลานชายถึง 4 คน เป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดจากพี่ชายของข้าเซี่ยหย่งฉี และท่านหญิงฉางอู่ผู้เป็นพี่สะใภ้ของข้า ส่วนพี่สาวของข้าแม้ว่านางจะยังไม่มีทายาท แต่ด้วยยาที่ข้าพึ่งจะปรุงให้นางไปทำให้ยามนี้นางกำลังตั้งครรภ์ใกล้จะมีทายาทให้แก่สกุลจี้ซึ่งเป็นสกุลของสามีของนางแล้ว“พี่หญิงตั้งครรภ์แล้วเช่นนี้ จี้ซูหรานก็คงไม่กล้าปากมากพูดจาเสียดสีพี่หญิงแล้วกระมัง” ฮวาเยี่ยนชีเอ่ยพลางเลื่อนจานผลไม้ให้พี่หญิงของข้า ฮวาเยี่ยนชีคือบุตรสาวของท่านลุงรองทางฝั่งสกุลเดิมของมารดาของข้า ตั้งแต่พี่หญิงของข้าตั้งครรภ์ทั้งฮวาเยี่ยนชีและข้าก็ต่างไม่กล้าวางใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความขัดแย้งในสกุลจี้เพียงลำพัง ดังนั้นช่วงนี้ข้าและฮวาเยี่ยนชีจึงมักจะมาเป็นแขกที่จวนสกุลจี้เป็นประจำ“ต่อให้นางอยากจะพูดจาเสียดสีก็ช่างเถิด ถึงอย่างไรนางก็ทำอันใดข้าที่เป็นทั้งท่านหญิงหย่งหนิงและพี่สะใภ
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ฮ่าๆ ดูเหมือนว่านายของพวกเจ้าจะให้เกียรติฝีมือของข้ามากเลยนะ จึงได้ส่งพวกเจ้ามาถึงสี่คนเช่นนี้”“ฉีเสี่ยวเสวียนอย่าได้พูดมาก ยินยอมตามพวกข้ากลับไปแต่โดยดีเสียเถิดเจ้าจะได้ไม่ต้องกลายเป็นผีเฝ้าป่าอยู่ที่นี่” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยออกมาพลางพุ่งเข้ามาโจมตีนาง ข้าทนเห็นสตรีผู้หนึ่งถูกรุมโจมตีไม่ไหวจึงออกหน้าช่วยเหลือ เพียงแต่ข้าหาได้ตั้งใจเรียนวิชายุทธ์ดังเช่นน้องชาย สุดท้ายวิชายุทธ์ดุจแมวสามขาของข้าจึงทำได้แค่เพียงทำให้ชายชุดดำเหล่านั้นเสียรูปกระบวนในการโจมตีเพียงเท่านั้นสุดท้ายนางก็กำจัดชายชุดดำได้จนหมดนางมองชายชุดดำสี่คนที่นอนสิ้นชีพอยู่บนพื้นแล้วก็รีบเดินไปสำรวจบริเวณรอบๆ ในทันที ข้าเองก็รีบติดตามนางไปเช่นเดียวกัน บุรุษแต่งกายแบบชาวยุทธ์หลายคนสิ้นชีพอยู่บริเวณนี้ความเศร้าโศกเสียใจของนางทำให้ข้าพึ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนางหาได้ติดตามข้ามาเพียงลำพัง แต่ยังมีคนของนางติดตามมาด้วยอีกหลายคนและยามนี้คนของนางก็สิ้นชีพไปเสียแล้ว“ท่านช่วยข้าฝังศพคนเหล่านี้ได้ไหม” เมื่อนางเอ่ยถามเช่นนี้ข้าก็จำต้องออกแรงช่วยนางขุดหลุมฝังคนทั้งหมด ข้าและนางใช้เวลาเกือบทั้งคืนในการจัดการศพแล้วหลังจา
ข้าชื่อฮวาจื่อเฉิง เป็นบุตรชายคนที่สองของฮวาเฉินกับต่งฟางหรู ท่านปู่ของข้าคือฮวาเหลียงมหาราชครูผู้ได้รับความนับหน้าถือตาจากบรรดาขุนนางทั้งหลาย ตั้งแต่เด็กข้าเป็นคนที่มีความจำดีมาก มากเสียจนทุกคนในจวนต่างตั้งความหวังว่าข้าจะเก่งกาจมากกว่าพี่ใหญ่ของข้าที่สามารถท่องจำสี่ตํารา ห้าคัมภีร์ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาตั้งความหวังเอาไว้ เพราะข้ากลับไปฝากตัวเป็นศิษย์หมอเทวดาที่มารักษาอาการป่วยให้แก่ท่านปู่ที่จวนของข้าความสามารถทางด้านการรักษาของข้านั้น ข้าสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าหากไม่นับอาจารย์ของข้าเข้ามาด้วยข้าก็ถือว่าเป็นผู้มีฝีมือทางด้านการรักษาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ทั้งการวินิจฉัยโรคและการปรุงยาแม้แต่อาจารย์ยังเคยชมว่าข้าคือลูกศิษย์ที่เขาภูมิใจมากที่สุดข้ามีญาติผู้น้องอยู่ผู้หนึ่ง นางมีนามว่าฮวาจื่อชิงเป็นเด็กสาวที่น่ารักและน่าสงสาร ข้ารักนางเสียยิ่งกว่าน้องสาวแท้ๆ ซึ่งนางมักจะพูดว่าก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะข้าไม่มีน้องสาวร่วมสายเลือดเลยสักคน…ฮวาจื่อชิงมีพละกำลังมหาศาลตรงข้ามกับใบหน้าอันน่ารักและรูปร่างอันบอบบางของนางเป็นอย่างมาก แต่นางและมา
“ความทุกข์ยากและกาลเวลาช่วยพิสูจน์ความจริงใจของคน” ฮวาจื่อชิงได้เห็นแล้วว่าคำพูดประโยคนี้คือความจริง เซี่ยเหวินหลางเป็นทั้งสามีที่ดีและเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ อย่างแท้จริง เขาช่วยนางอบรมเลี้ยงดูลูกๆ จนเติบใหญ่ เขาเป็นกำลังใจในทุกครั้งที่นางต้องเผชิญกับปัญหา ยามที่นางคิดถึงตอนที่ตนเองเคยหนีไปจากเขาขึ้นมา นางก็ได้แต่ขบขันความคิดอันโง่งมของตนเอง แม้ว่าเซี่ยเหวินหลางจะไม่สามารถละทิ้งอำนาจในมือได้ทั้งหมด แต่เขาก็สามารถทำให้นางและลูกรู้สึกว่าตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขายามนี้นางไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดข่มขู่เขาอีกต่อไปแล้วว่าถ้าหากเขาทำไม่ดีต่อนางหรือว่านำสตรีอื่นเข้ามาเป็นคู่ร่วมชีวิต นางก็จะพาลูกๆ หนีไปจากเขา เพราะตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกันมาจนกลายเป็นท่านปูและท่านย่า เขาก็ไม่เคยทำให้นางอยากจะหนีไปจากเขาอีกเลย“กำลังคิดอะไรอยู่ ฟ้ามืดแล้วอากาศก็เริ่มจะหนาวเย็นขึ้นมาแล้วนะ” เซี่ยเหวินหลางเอ่ยพลางถอดเสื้อคลุมของตนเองมาคลุมให้นาง“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนที่ข้าเคยทำโง่ๆ อย่างเช่นการคิดว่าตนเองจะสามารถหนีการแต่งงานกับท่านไปได้” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้เซี่ยเหวินหลางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
ความห่างไกลสำหรับคู่รักบางคู่อาจจะทำให้เกิดความห่างเหิน แต่สำหรับเซี่ยเหวินหลางและฮวาจื่อชิงแล้วความห่างไกลทำให้เขาและนางรู้หัวใจตนเองว่าต่างฝ่ายก็ต่างขาดกันและกันไม่ได้ ช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแม้ว่านางจะพยายามทำตนเองให้ยุ่งเข้าไว้ ทั้งทำการค้าและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับเรื่องการเพาะปลูก แต่ยามค่ำคืนที่ต้องอยู่คนเดียวนางมักจะคิดถึงเขาอยู่เสมอฉีเหม่ยเจินและเซี่ยจ้งหวายก็เช่นกันเดิมที่เซี่ยจ้งหวายวางแผนเอาไว้ว่าจะให้เซี่ยถิงและเซี่ยเฟิงอารักขาฉีเหม่ยเจินกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นว่าเมืองหลวงสงบสุขดีแล้วเขาจึงได้เร่งเดินทางมาเพื่อมารับฉีเหม่ยเจินกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง“ข้าไม่กลับ!” คำพูดของฉีเหม่ยเจินทำให้ เซี่ยเหวินหลางและฮวาจื่อชิงรีบพาลูกๆ กลับเรือนของตนเองในทันที ส่วนบรรดาสาวใช้ก็รีบจากไปเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่คนทั้งคู่“เหตุใดจึงไม่กลับเล่า เจินเจินความเข้าใจผิดในกาลก่อนเจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าหาใช่ความผิดของข้า พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกินครึ่งชีวิตแล้วยามนี้เจ้ายังคิดจะทิ้งให้ข้าต้องใช้ชีวิตคนเดียวอีกหรือ” คำพูดของเซี่ยจ้งหวายทำให้ฉีเหม่ยเจินยิ้มออกมา“ก็เพราะเคยร
ฮวาจื่อชิงหันไปมองยังทิศทางของเสียงแล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยเหวินหลางที่เดินขึ้นบันไดมาบนชั้นสอง นางรีบวิ่งไปหาเขาในทันทีโดยไม่รักษากิริยา นางยื่นมือของตนเองไปจับมือของเขาเอาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี“ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาหาข้าได้เสียที”“ข้าสะสางกิจธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบมาหาเจ้าในทันที” เซี่ยเหวินหลางเอ่ยพลางยื่นมืออีกข้างมาลูบศีรษะของนางฮวาจื่อชิง นางรู้สึกดีกับการกระทำของเขาแต่เมื่อคิดว่าสถานที่แห่งนี้ยังมีผู้อื่นอยู่ นางจึงได้คลายมือของตนออกจากฝ่ามือของเขาแล้วขยับห่างจากร่างของเขาเล็กน้อยเพื่อรักษากิริยาของตนเองในสายตาของผู้อื่น แต่เซี่ยเหวินหลางกลับไม่ยอมเขายื่นมือมาจับกุมมือของนางเอาไว้แล้วจูงมือพานางเดินตรงไปยังทิศทางที่เหอเจาและจี้อวิ๋นหนานยืนอยู่“ลูกๆ ของข้าซุกซนข้าต้องขออภัย เมื่อข้าพาพวกเขากลับไปถึงบ้านแล้วข้าจะอบรมสั่งสอนพวกเขาด้วยตนเอง แต่เจ้าเล่ามาเอ่ยวาจาก้าวร้าวแถมยังแนบชิดกับบุรุษอื่นที่มิใช่สามี เจ้าคิดว่าตนเองวางตัวดีแล้วหรือ” คำถามของนางทำให้เหอเจาเม้มปากแน่น ส่วนจี้อวิ๋นหนานที่รับรู้ได้ถึงกระแสความเกลียดชังจากเซี่ยเหวิน







