ANMELDENแม้ว่าฮวาจื่อเฉิงจะเป็นคนที่มักจะชอบทำตัวออกนอกกรอบที่บิดาและมารดากำหนด ประพฤติตนแตกต่างจากพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กอย่างสิ้นเชิง แต่เขาก็ไม่เคยทำเรื่องนอกลู่นอกทางที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียมาถึงวงศ์สกุล ในความคิดของเขาการที่ฮวาจื่อชิงคิดจะทำลายชื่อเสียงของตนเองเช่นนี้อาจจะเป็นการทำให้นางไม่อาจจะกลับสกุลฮวาได้อีก
“หากเจ้าทำเช่นนั้น ข้าเกรงว่าอนุเฉียวคงจะสุมไฟสร้างความเกลียดชังเจ้าให้แก่ท่านพ่อของเจ้าและคนอื่นๆ ภายในจวน หลังจากนั้นเจ้าอาจจะไม่ได้กลับจวนสกุลฮวาอีกเลย” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงพยักหน้า
“ข้ายินดีรับผลที่ตามมา เดิมทีข้าก็คิดว่าจะยอมแต่งงานเพื่อรักษาคำสัญญาให้ท่านปู่ แต่เมื่อหลายวันก่อนข้าพึ่งจะรู้ว่า เซี่ยเหวินหลางมีนางในดวงใจแล้ว ข้ากังวลว่าหากข้าแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ยไปเขาอาจจะรับนางในดวงใจเข้าไปเป็นอนุในจวน ข้าไม่อยากจะเดินซ้ำรอยกับท่านแม่ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือหนีตามบุรุษอื่นไป คนสกุลเซี่ยอาจจะแค้นใจในการกระทำของข้า แต่ข้าเชื่อว่าพวกเขาย่อมจะไม่ติดใจเอาความกับท่านปู่เพียงเพราะหลานสาวไม่รักดีผู้หนึ่งแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงเข้าใจความรู้สึกของนาง เรื่องความทุกข์ใจของมารดาทำให้ฮวาจื่อชิงไร้ซึ่งความสุขมาโดยตลอด อีกทั้งคนอย่างเซี่ยเหวินหลางที่มีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนั้น หากเขามีสตรีอื่นในใจจริงก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะมอบความเมตตาให้ฮวาจื่อชิง
“เช่นนั้นก็ตามแต่ใจของเจ้าเถิด ข้าจะช่วยหาช่องทางหนีให้เจ้าเอง” เขาเอ่ยพลางนิ่วหน้า
“เจ้ามีคนในใจแล้วหรือ และเขายินดีจะพาเจ้าหนีไปใช่ไหม” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงส่ายหน้าในทันที
“ข้าหมั้นหมายกับเซี่ยเหวินหลางผู้อื่นรับรู้กันทั่ว แล้วบุรุษคนใดจะกล้ามายุ่งกับข้ากันเล่า อีกทั้งช่วงสามปีนี้การไว้ทุกข์ให้ท่านแม่หาใช่แค่ข้ออ้างเพื่อยืดการแต่งงาน แต่ข้าไว้ทุกข์ให้ท่านแม่จริงๆ ดังนั้นข้าจึงไม่มีบุรุษให้หนีตามหรอก ข้าตั้งใจจะใช้เรื่องหนีตามบุรุษเป็นข้ออ้างในการทำให้สกุลเซี่ยคิดรังเกียจจนไม่ตามหาข้าเพื่อนำตัวกลับมาแต่งงานกับเซี่ยเหวินหลางอีกเพียงเท่านั้น” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล พี่รองของเจ้าผู้นี้จะออกหน้าหาบุรุษมาให้เจ้าหนีตามเอง” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาตบหน้าอกของตนเองเพื่อขันอาสาอย่างเต็มที่
“แค่หนีไปเฉยๆ มิได้หรือ เหตุใดข้าต้องหนีตามบุรุษไปจริงๆ ด้วย ข้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดมาตามสืบหรอกว่าแท้จริงแล้วข้าหนีตามบุรุษคนใดไป” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงส่ายหน้าในทันที
“ทั้งท่านปู่ ท่านพ่อและท่านอา จะต้องไม่มีผู้ใดเชื่อแน่ว่าเจ้าหนีตามบุรุษผู้หนึ่งไป พวกเขาจะต้องคิดว่าเจ้าแค่หนีการแต่งงานไปเพียงเท่านั้น และก็จะเป็นอย่างที่เจ้าเคยพูดก่อนหน้านี้ หากเจ้าหนีไปโดยไม่มีเรื่องบุรุษมาเกี่ยวข้อง เจ้าก็จะถูกตามตัวกลับมาแต่งงานอยู่ดี อีกทั้งคราวนี้เจ้าอาจจะถูกจับแต่งงานกับคนที่เลวร้ายกว่าเซี่ยเหวินหลางก็เป็นได้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่าข้าจะหาบุรุษหนาตาดีมาสักคนทำให้ผู้อื่นเห็นว่าเจ้าไปกับเขา คราวนี้ก็จะไม่มีผู้ใดไปตามตัวเจ้ากลับมาแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงที่คิดว่าตนเองกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาอันมืดมิดรีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ คืนข้าจะหนีตามบุรุษออกจากจวน ส่วนท่านก็ไปหาบุรุษมาให้ข้าหนีตาม” คำพูดของน้องสาวทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า ฮวาจื่อชิงจึงได้เอ่ยถามญาติผู้พี่ของตนเองด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่รอง ครั้งนี้ข้าสามารถเชื่อใจท่านได้ใช่ไหม แผนการของข้าคงจะไม่ล้มเหลวจนไม่เป็นท่าเพราะท่านใช่หรือไม่” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจในทันที
“หากเจ้าไม่เชื่อใจข้าก็ไปคิดหาหนทางเอาเองเถิด ข้าขอบอกกับเจ้าเลยนะว่าถ้าหากเจ้าอยากทำเรื่องดีๆ ให้ไปปรึกษาพี่ใหญ่ ถ้าหากอยากทำเรื่องที่ต้องใช้กำลังให้ปรึกษาน้องสาม ส่วนข้าที่ถนัดแต่เรื่องชั่วช้า เจ้าย่อมจะต้องปรึกษาตอนที่คิดจะลงมือทำเรื่องไม่ดีท่านั้น” คำพูดของเขาทำให้ฮวาจื่อชิงพยักหน้า
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าจึงได้นำเรื่องนี้มาปรึกษาท่านอย่างไรเล่า” คำพูดของนางทำให้มุมปากของฮวาจื่อเฉิงกระตุกในทันที เขาสามารถด่าตนเองว่า “ชั่วช้า” ได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่คำพูดของฮวาจื่อชิงกลับทำให้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกนางด่าว่า “ชั่วช้า” ทั้งที่นางยังไม่ได้เอ่ยคำนี้ออกมาเลยสักคำ แถมยังทำให้เขารู้สึกว่าคำว่า “ชั่วช้า” กำลังติดแน่นอยู่กลางหน้าผากของเขาทุกครั้งที่ญาติผู้น้องของเขามองมาอีกด้วย
“...”
หลังจากนัดแนะเวลาหนีออกจากจวนกับญาติผู้พี่ของตนเองเรียบร้อยแล้ว ฮวาจื่อชิงก็กลับเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วเก็บข้าวของของตนเองอย่างเร่งรีบ ทรัพย์สินบางส่วนนางนำไปแลกเป็นตั๋วเงินมาเรียบร้อยแล้ว เป็นเพราะหวาดกลัวว่าตั๋วเงินจะถูกคนชั่วแย่งชิงไปนางจึงนำตั๋วเงินที่ได้มาพับใส่ถุงหนังกันน้ำแล้วเย็บติดกับชายแขนเสื้อชายกระโปรง ผ้าคาดเอว รวมไปถึงชายเสื้อคลุม เสื้อผ้าที่นางนำไปด้วยเป็นผ้าป่านธรรมดาแต่ด้านในซุกซ่อนตั๋วเงินที่มีมูลค่าสูงเพียงพอให้นางไปเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไม่ลำบาก
“คุณหนู ท่านยอมให้บ่าวติดตามไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ” ซูหมัวมัวเอ่ยพลางจ้องมองฮวาจื่อชิงจัดเก็บข้าวของด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“หากไม่มีหมัวมัวคอยดูแลทรัพย์สินที่เหลือให้ข้า วันหน้ายามเมื่อข้ากลับมาจะยังเหลืออะไรให้ข้าได้ชื่นชมอีก หมัวมัววางใจเถิดข้าจะดูแลตนเองให้ดี จะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมารังแกข้าอย่างเด็ดขาด” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหมัวมัวก็พยักหน้าแล้วช่วยนางซุกซ่อนทรัพย์สินเอาไว้ในช่องลับที่พวกนางช่วยกันเย็บขึ้นมา
“คุณหนูอย่าได้ปล่อยให้ท้องตนเองหิว อย่าได้ปล่อยให้ร่างกายต้องทนหนาว ยามร้อนก็ต้องรู้จักหาที่หยุดพัก หากไม่ไหวจริงๆ สกุลซูก็ยังสามารถช่วยเหลือคุณหนูได้” คำพูดของซูหมัวมัวทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมา
“หมัวมัวโปรดวางใจ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ตนเองต้องทนรับความยากลำบากแน่ ยามที่ออกจากที่นี่ไป ข้าก็ไม่ต้องคำนึงถึงฐานะคุณหนูสกุลบัณฑิตแล้ว พละกำลังอันล้นเหลือของข้าก็จะได้สามารถนำมาใช้ได้เสียที ที่สำคัญต่อไปนี้ข้าก็ไม่ต้องแอบฝึกยุทธ์อีกต่อไปแล้ว” ทั้งคำพูดและสีหน้าที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวังของนางทำให้ซูหมัวมัวพลันยิ้มออกมา
“ท่านไม่ต้องกังวล พี่รองจะลอบติดตามไปส่งข้าด้วยตนเอง แม้ว่าเขาจะมีวิชายุทธ์แค่พอป้องกันตัวแต่เล่ห์เหลี่ยมของเขาย่อมสามารถช่วยข้าได้แน่” คำพูดของนางทำให้ซูหมัวมัวพยักหน้า ฮวาจื่อชิงจึงเข้าไปโอบกอดซูหมัวมัวเอาไว้แล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
“ฝากท่านช่วยบอกกับท่านปู่ ท่านลุงและท่านป้าให้ข้าด้วย ว่าข้าต้องขออภัยต่อพวกเขาที่ทิ้งพวกเขาไปเพราะความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะกลับมาขอขมาพวกเขาแน่ นี่คือจดหมายที่ข้าเขียนถึงพวกเขา หลังจากที่ข้าออกจากจวนไปแล้วรบกวนหมัวมัวนำไปให้พวกเขาด้วย” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางยื่นจดหมายขอขมาของนางให้แก่ซูหมัวมัว ซูหมัวมัวจึงได้รับจดหมายไปถือเอาไว้ด้วยใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา
“อย่าร้องไห้เลย ข้าไม่ได้ไปแล้วไปลับเสียหน่อย รอให้เรื่องซาลงรอให้เซี่ยเหวินหลางแต่งงานกับผู้อื่นไปแล้วข้าจึงจะกลับมาได้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยซับน้ำตาให้ซูหมัวมัวด้วยความอ่อนโยน
“ข้าหิวแล้วท่านไปจัดเตรียมสำรับอาหารให้ข้าด้วยตนเองเถิด วันนี้ข้าจะกินดื่มให้เต็มที่เพราะหลังจากนี้ข้าคงยากจะได้กินอาหารฝีมือท่านแล้ว” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหมัวมัวก็เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออกอีกครั้งแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสั่นเครือ
“เช่นนั้นคุณหนูก็นอนเอาแรงสักหน่อยเถิด กว่าบ่าวจะทำอาหารเสร็จท่านก็คงจะนอนงีบหลับได้ตื่นหนึ่งพอดี” เมื่อซูหมัวมัวเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็พยักหน้าเก็บข้าวของที่จะนำติดตัวไปในคืนนี้ใส่ลงไปในหีบข้างเตียงแล้วก็ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงอันอ่อนนุ่มของตนเองเพื่องีบหลับเตรียมพร้อมสำหรับการทำเรื่องไม่ดีในคืนนี้
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







