เข้าสู่ระบบเมื่อสองวันก่อน เซี่ยเสวียนเย่ส่งคนมาแจ้งนางว่า เขามีเรื่องต้องกลับไปจัดการที่เมืองหลวงสักหน่อย ขอให้นางดูแลตนเองให้ดีแล้วเขาจะรีบเร่งกลับมา อีกทั้งยังพาองค์รักษ์ลับติดตามกลับไปยังเมืองหลวงทั้งหมด เฟิ่งจูหลานเข้าใจดีว่า ที่เขาบอกนางเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นห่วงนาง แต่เป็นห่วงร่างของสตรีที่เขารักต่างหาก หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ให้ตายเถอะ สวรรค์ช่างเล่นตลกเหลือเกิน นางแอบชื่นชมเขาเพราะว่าเขาหน้าเหมือนพระเอกซีรีส์ที่นางชอบ อุตส่าห์ได้มาเจอเมนตัวเองแล้วแท้ๆ แต่เขากลับมีใจรักต่อหญิงอื่นเสียนี่
เอาเถอะน่า ความรักคือการไม่หวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่หรือเช่นนั้น นางก็คิดเสียว่ากำลังดูเมนตัวเองแต่งงานก็แล้วกัน
วิถีติ่งมันก็มีแค่นี้แหละ สู้สู้!
เฟิ่งจูหลานพยายามไม่คิดเรื่องฟุ้งซ่านไร้สาระเหล่านี้อีก ยามนี้สิ่งที่นางจะต้องทำก็คือการมองหาทำเลดีๆ สักแห่งเพื่อทำการค้า ตอนนี้นางมีทุนรอนอยู่จำนวนหนึ่ง จากเงินที่เซี่ยเสวียนเย่มอบให้ และเงินที่ได้มาจากเฟิ่งหลิงหลง บวกกับกำไรจากการขายมาส์กหน้าดอกท้อ ก็คงจะพอซื้อร้านเล็กๆ สักร้านเพื่อทำการค้าได้กระมัง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงเดินมุ่งหน้าไปยังตลาดทันที เพราะไม่มีรถม้าให้ใช้ นางจึงต้องเดินไปพร้อมกับถงเสี่ยว วันนี้เฟิ่งจูหลานอารมณ์ดีอย่างมากที่ไม่มีคนของเซี่ยเสวียนเย่คอยตามติดนางเหมือนเช่นทุกวัน แม้พวกเขาจะคอยช่วยเหลือนางในบางเรื่อง แต่การที่มีคนมาคอยตามติดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมันก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดในบางครา
หญิงสาวเดินมาถึงตลาดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านสวนของตระกูลเฟิ่งมากนัก ที่แห่งนี้คือเมืองซานหลี เป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงพอสมควร ที่นี้อากาศค่อนข้างเย็นสบาย มีภูเขาล้อมรอบ เหล่าขุนนางระดับสูง จึงมักจะมาซื้อที่ดินแถบนี้เพื่อสร้างบ้านสวน ไม่เพียงแค่เอาไว้ปลูกผัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเลี้ยงสัตว์ขายเพียงเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่คลายร้อนในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย
เฟิ่งจูหลานมองสำรวจโดยรอบด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตลาดในยุคโบราณแห่งนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ มันทำให้นางได้มาสัมผัสกับบรรยากาศที่แตกต่างไปจากยุคปัจจุบัน หญิงสาวเดินดูข้าวของไปเรื่อยเปื่อย หากเจอสิ่งใดถูกใจนางก็ซื้อติดมือเอาไว้ ส่วนมากก็จะเป็นพวกของกิน ไม่เพียงเท่านั้นนางยังแวะไปที่ร้านตัดเสื้อผ้า เพื่อตัดชุดให้กับตนเองและถงเสี่ยว อย่างไรเสื้อผ้าที่นางสวมอยู่ก็เก่ามากแล้ว นึกแล้วก็เวทนาเจ้าของร่างเดิมยิ่งนัก ที่ต้องมาถูกพวกคนใจร้ายทารุณเช่นนี้
“คุณหนู บ่าวรับเอาไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เสื้อผ้าเหล่านี้ราคามันแพงเกินไป บ่าวเป็นเพียงสาวใช้ จะใส่ไปที่ใดกันเจ้าคะ”
ถงเสี่ยวเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจและยังมีท่าทีไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทราบว่าเฟิ่งจูหลานตัดชุดใหม่ให้กับตน ตลอดหลายวันมานี้เฟิ่งจูหลานลอบสืบความดูแล้ว พบว่าในยุคสมัยนี้ทาสทุกคนหากมีเงินมากพอก็สามารถไถ่ตัวจากการเป็นทาสได้ ต่อให้จะเกิดเป็นทาสแต่กำเนิดก็ตาม นางจึงมีความคิดว่า ก่อนที่นางจะกลับไปยังโลกปัจจุบัน นางก็อยากจะช่วยไถ่ตัวถงเสี่ยวปลดแอกให้นางเปลี่ยนจากทาสกลายเป็นสามัญชน ได้ทำมาหากินด้วยตนเองได้ และไม่ต้องไปเป็นทาสผู้ใดอีก เพราะตลอดเวลาที่นางมาอยู่ในร่างนี้ ถงเสี่ยวก็ดูแลนางเป็นอย่างดี นางจึงอยากตอบแทนสาวใช้น้อยผู้นี้บ้าง
“รับเอาไว้เถอะ เผื่อเจ้ามีโอกาสได้ใส่ ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากข้า เจ้าอยู่กับข้ามาก็นาน แต่ข้ากลับพาเจ้ามาลำบากสารพัด”
“คุณหนูอย่ากล่าวเช่นนี้ นี่เป็นหน้าที่ของบ่าวนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย บ่าวก็จะอยู่ข้างกายคุณหนูไปชั่วชีวิต”
“รู้แล้วๆ พวกเราไปแวะร้านขนมสักหน่อยเถอะ”
เมื่อจัดการเรื่องที่ร้านตัดเสื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็จ่ายเงินและบอกว่าให้เจ้าของร้านนำชุดใหม่ไปส่งให้นางที่บ้านสวนเกษตรของตระกูลเฟิ่ง จากนั้นนางก็พาถงเสี่ยวไปที่ร้านขนม และเดินดูนั่นดูนี่ จนมาสะดุดตาเข้ากับร้านค้าร้านหนึ่ง
ร้านค้าแห่งนี้มีขนาดพอเหมาะพอดี ไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่เกินไป อีกทั้งทำเลที่ตั้งก็อยู่ในที่ที่ผู้คนสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน ไม่เพียงเจ้าของเดิมยังประกาศขายร้านค้าในราคาห้าร้อยตำลึงอีกด้วย
ราคานี้ออกจะแพงถูกไปเสียหน่อยสำหรับร้านค้าที่มีทำเลทองเช่นนี้ เฟิ่งจูหลานมีท่าทีครุ่นคิด แม้แต่ถงเสี่ยวเองก็ยังบอกนางว่ามันถูกเกินไปจนน่าสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นเฟิ่งจูหลานกลับชอบร้านนี้อย่างยิ่ง เพราะถูกใจทำเลร้านค้าและบรรยากาศโดยรอบ เฟิ่งจูหลานมีท่าทีครุ่นคิด ในขณะที่นางกำลังคิดไม่ตก กลับมีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“แม่นางคนงาม เจ้าสนใจร้านนี้หรือ?”
เรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมากเสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วยเสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พ
เฟิ่งจูหลานเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเสิ่นสวิน นางรีบจัดการเก็บบัญชีเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะปิดร้านและเดินตามเสิ่นสวินไปยังศาลาว่าการทันที เรื่องราวจบลงที่คนผู้นั้นถูกจับ และมันยังซัดทอดไปถึงเถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ร้านเครื่องประทินโฉมอีกร้านที่เปิดมาก่อนนางหลายสิบปี เถ้าแก่ฉินขัดขืนและยังวางท่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ แต่เสิ่นสวินที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองย่อมมีอำนาจมากกว่าเถ้าแก่ร้านค้าเช่นเขา เสิ่นสวินจึงขอร้องให้คนของทางการรีบตรวจสอบร้านค้าของเถ้าแก่ฉินเสีย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเครื่องประทินโฉมของเถ้าแก่ฉินมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมากและยังขายเกินราคาอีกด้วย เถ้าแก่ฉินถึงกับหน้าซีดเผือด และจ้องมองเสิ่นสวินเขม็งก่อนจะถูกคนของทางการลากตัวไปเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็หันมาเอ่ยขอบคุณเสิ่นสวิน“ขอบคุณท่านมาก”เสิ่นสวินพยักหน้าให้เฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาทอดสายตามองบาดแผลตรงลำคอของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“ไปหาหมอสักหน่อยดีหรือไม่?”เฟิ่งจูหลานเกือบลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหากเสิ่นสวินไม่เอ่ยทักขึ้นมา นางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องหรอก เ
ด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”“เจ้าค่ะคุณหนู”ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค
เดิมทีกุหลาบพวกนี้ในยุคโบราณมักจะนำเอาไปเคี่ยวทำน้ำหอม หรือหมักน้ำส้มสายชูเพื่อล้างหน้า แต่เพราะวิธีทำยังไม่ได้ทันสมัยเท่ากับยุคปัจจุบัน ทำให้เครื่องประทินโฉมที่ทำมาจากกุหลาบและน้ำส้มสายชูมีกลิ่นฉุน และกรดแรงเกินไปจนแสบผิวเฟิ่งจูหลานนำเมล็ดชาที่ตากแห้งแล้วมาตำจนเป็นผงละเอียด จากนั้นนางก็นำผงชาที่ตำละเอียดไปต้มกับน้ำสะอาด ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณหนึ่งเค่อ ต่อมาก็นำมากรองเศษตะกอนออกด้วยผ้าไหมกรองละเอียด 2-3 ชั้น จะได้น้ำสกัดที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ที่พอเขย่าแล้วจะเกิดฟองนุ่ม น้ำสกัดตัวนี้ล่ะคือตัวเชื่อมที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ต่อมานางก็จัดการต้มน้ำดอกกุหลาบ ผสมน้ำส้มสายชูหมักเจือจาง และน้ำผึ้ง มืออีกข้างใช้ตะกร้อไม้ไผ่กวนตีน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกวนไปเรื่อยๆ น้ำใสกับน้ำมันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากของเหลวใส กลายเป็นของเหลวสีขาวนวล นุ่มลื่น มีความข้นนิดๆ เหมือนน้ำนม หลังจากนั้นนางก็ตักใส่ขวดใบใสและพักเอาไว้ และนำน้ำกุหลาบที่เตรียมเอาไว้เททับลงไปด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าขวด 3-4 ครั้ง เพื่อให้เนื้อเนียนผสมเข้ากันชั่วคราวแล้วรีบหยดทาผิว เพราะสารสกัดจา
เมื่อตกลงทำสัญญากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานและเสิ่นสวินก็ทำการจมอบเงินและทำสัญญาซื้อขายกันอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาให้ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในที่ว่าการอำเภอมาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้ด้วย เมื่อได้ร้านค้ามาอยู่ในมือแล้ว เฟิ่งจูหลานก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้เดินดูภายในร้านนางก็ยิ่งรู้สึกชอบเข้าไปใหญ่ ภายในร้านตกแต่งได้อย่างงดงามอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นด้านหลังร้านยังมีสระบัวสวยงามตั้งอยู่ด้วย นับว่างดงามมากจริงๆ“ท่านไม่เสียดายแน่หรือที่ขายร้านนี้ ท่านเป็นถึงบุตรชายคนรองของท่านเจ้าเมือง ดูแล้วไม่น่าขาดแคลนเงิน เหตุใดต้องขายร้านนี้ด้วยเล่า?”นางหันมาเอ่ยถามเสิ่นสวินอีกคราเพราะเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ก่อนจะมองเห็นแววความเศร้าใจสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มไป ก่อนที่เขาจะรีบเก็บสายตานั้นกลับคืนและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดังเดิม“ข้าเบื่อแล้ว ไม่อยากจะดูแลร้านนี้ ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น มีสตรีมากมายรอให้ข้าไปเกี้ยวพาอยู่ เจ้าไม่ต้องถามให้มากความหรอกน่า ซื้อแล้วก็แล้วไปเถอะ ทำไม หรือติดใจในตัวข้า ได้ร้านไปแล้ว ยังอยากจะได้เจ้าของร้านเดิมอีกหรือ?”“หุบปากไปเถอะ
เฟิ่งจูหลานหันกลับไปมอง ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาของเขาหล่อเหลา ยามยิ้มจะเห็นลักยิ้มปรากฏเด่นชัดบนข้างแก้มทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองฉายแววขี้เล่นหยอกเย้า ท่าทางดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก นางไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน และจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีคนผู้นี้อยู่เลยแม้แต่น้อย“คุณชายเป็นเจ้าของร้านนี้หรือเจ้าคะ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามอย่างนอบน้อม นางสังเกตดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว คาดว่าคงจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินอย่างแน่นอน ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยตอบ“ใช่แล้ว นี่คือสินเดิมที่มารดาข้าทิ้งเอาไว้ให้น่ะ หากเจ้าชอบ ข้าลดราคาให้อีกก็ได้นะ”เขาเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวย เฟิ่งจูหลานได้ฟังเช่นนั้นก็ย่นหว่างคิ้ว เกิดมานางเพิ่งเคยเห็นคนที่เอาสินเดิมของมารดาตนเองมาขายกินเช่นนี้“ของของมารดาท่าน ไม่เก็บเอาไว้ดูต่างหน้าหน่อยหรือ เหตุใดต้องขายด้วยเล่า หากเป็นเช่นนี้ข้าไม่ซื้อดีกว่า ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก”เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำท่าจะเดินจากไป ชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบตรงเข้ามาขวางหน้านาง พลางโบกพัดในมือและเอ่ย“จะรีบไปไหนเล่าแม่นางคนงาม เอาอย่างนี้ หาก







