เข้าสู่ระบบม้าล้มลงอย่างเจ็บปวด รถม้าที่ลากอยู่ก็พลิกคว่ำไปด้วย ทำให้เกิดเสียงดังโครมคราม ก่อนที่ฝุ่นจะฟุ้งกระจายไปทั่ว ตอนที่เห็นภาพนี้ จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกมึนงง ยังมีคนอยู่ในรถด้วย นี่เป็นเพราะสายตาของคนคนนั้น ทำให้ในหัวของนางราวกับถูกปิศาจเข้าสิง ให้ลงมือช่วยเหลือ ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้...
ภาพในอดีตตอนที่ออกจากจวนจ้าว ผุดขึ้นมาในหัว คำพูดที่ถูกเยาะเย้ยจากผู้คน ‘คุณหนูสี่ตระกูลจ้าว รูปร่างใหญ่โตเหมือนวัว พละกำลังมหาศาล’ หรือว่านางจะมีพละกำลังจากสวรรค์จริงๆ?
จู่ๆ หญิงชราคนหนึ่งก็ตบไหล่ของจ้าวเยี่ยนเจียว “ยายหนู เจ้าเก่งมาก แรงเยอะดีจริงๆ ตีม้าตัวหนึ่งตายได้เลย”
จ้าวเยี่ยนเจียวได้ยินดังนั้นก็กลับมามีสติ ไม่รู้ว่าควรจะถือว่าเป็นคำชมหรือคำเสียดสี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางฝึกฝนฝีมือการต่อสู้ภายใต้การจัดการของคังหมัวมัว ผู้อาวุโสตั้งใจจะให้นางมีรูปร่างที่งดงาม นางเรียนอย่างกระตือรือร้น เพียงแค่อยากมีฝีมือติดตัว หากเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่นในอนาคต เวลาทะเลาะวิวาทจะได้ไม่แพ้ แต่ด้วยความสามารถเพียงเล็กน้อยของนาง ไม่มีทางที่จะฆ่าม้าได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“คนคนนี้ตกลงมาจากรถม้า ทำไมไม่ขยับเลยล่ะ? ตายแล้วหรือ?”
ตายแล้ว?! สีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวซีดเผือด นางใช้มือและเท้าคลานขึ้นจากพื้น ขาสั่น หัวใจก็สั่นไปด้วย นางตั้งใจจะช่วยคน แต่ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถม้าจะคว่ำเยี่ยงนี้
เดินอ้อมซากรถม้าที่พังไม่มีชิ้นดี นางก็เห็นคนนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น
คนที่ยืนดูต่างพากันชี้นิ้วซุบซิบ แต่ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปช่วย เพราะคนตายเป็นสิ่งต้องห้าม สีหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวดูไม่ดีนัก นางพึมพำอธิษฐานในใจอย่างเงียบๆ แล้วเดินเข้าไปอย่างแน่วแน่ ย่อตัวลง ยื่นนิ้วออกไปสัมผัสลมหายใจของอีกฝ่าย
เมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่พัดผ่านนิ้ว นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คนยังไม่ตาย ตราบใดที่ยังไม่ตายแค่นี้ก็พอแล้ว
“คุณชาย?” นางขยับเข้าไปใกล้เขา ได้กลิ่นสมุนไพรจางๆ เพราะคลุกคลีอยู่กับดอกไม้และเครื่องหอมมาตั้งแต่เด็ก นางจึงไวต่อกลิ่นมาก คนคนนี้น่าจะอยู่กับสมุนไพรมานาน
การเรียกของนางไม่ได้รับการตอบสนอง นางจึงยื่นมือออกไปอีกครั้ง แตะที่แก้มของเขาเบาๆ
จ้าวเยี่ยนเจียวมีรูปร่างเจ้าเนื้อ แต่ด้วยการดูแลและสั่งสอนของคังหมัวมัว ทำให้ผิวของนางขาวเนียนละเอียด สีผิวของคนตรงหน้าก็ขาวเนียนไม่แพ้นาง ชุดคลุมสีดำที่เขาสวมใส่ยิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นไร้ที่ติ
เมื่อนึกถึงภาพนั้น แวบหนึ่ง จ้าวเยี่ยนเจียวก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย ในช่วงหลายปีมานี้นางเห็นคนที่หน้าตาดีที่สุดคือไป๋เสี่ยวหราน แต่ผู้ชายคนนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ยังไม่ทันได้คิดให้ละเอียดก็มีคนเข้ามาขัดจังหวะ
มีคนคนหนึ่งเบียดฝูงชนพุ่งตรงเข้ามา “คุณชาย?! คุณชายเป็นอะไรไป? ท่านบาดเจ็บตรงไหน? คุณชาย ทำไมไม่ตอบข้าเลย คุณชาย”
“อย่าเอะอะ” จ้าวเยี่ยนเจียวมองค้อนคนที่เข้ามา คนคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นคนที่สุขุม แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อเจอเรื่องก็เอาแต่ร้องโวยวาย จากน้ำเสียง น่าจะเป็นคนรับใช้ในบ้านของเขา “คุณชายของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แค่ไม่รู้ว่าบาดเจ็บตรงไหน อย่าขยับเขาสุ่มสี่สุ่มห้า”
นางพูดจบก็ผลักคนนั้นออกไปอย่างไม่เกรงใจ ไม่สนใจสีหน้าตกใจของเขา มือทั้งสองข้างลูบไปตามตัวของผู้ชาย
หลี่ต้าจ้วงที่กำลังร้องไห้โวยวายอยู่ก็หยุดนิ่งทันที ต่อหน้าธารกำนัล ยายเด็กอ้วนคนนี้กลับกล้าเอามือลูบคลำคุณชายรองผู้สูงศักดิ์ของเขา...
“โชคดี กระดูกไม่เป็นอะไร” จ้าวเยี่ยนเจียวยกมุมปากขึ้น มองหลี่ต้าจ้วง “ข้าว่าคุณชายของเจ้าคงจะหมดสติไปตอนที่ตกลงมาจากม้า รออีกสักพักคงจะฟื้นแล้ว แต่อย่างไรก็ควรพาเขาไปโรงหมอให้หมอตรวจดู เพื่อความสบายใจ”
หลี่ต้าจ้วงกะพริบตาแล้วได้สติ เขามึนงงพยักหน้า กำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อจะอุ้มคนแต่จ้าวเยี่ยนเจียวกลับเร็วกว่า ยกเขาขึ้นมาในอ้อมแขนทันที
เมื่อหลี่ต้าจ้วงเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้าง แข็งทื่อไปทันที
คุณชายผู้สูงศักดิ์ของเขา ถูกยายเด็กอ้วนล่วงเกินอีกครั้งแล้ว...
จ้าวเยี่ยนเจียวอุ้มคนไปโดยไม่ได้สนใจความสับสนบนใบหน้าของหลี่ต้าจ้วง นางอุ้มไว้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า เท้าของนางไม่ได้ลังเล เดินไปยังโรงหมอ พบว่าหลี่ต้าจ้วงไม่ได้ตามมา นางชะงักเท้า เอี้ยวตัวส่งสายตาตำหนิ เอ่ยปากเร่งเร้า “โรงหมออยู่ข้างหน้า อย่ามัวแต่ชักช้า เจ้าตามมาเร็วหน่อย”
หลี่ต้าจ้วงได้สติรีบตามไป มองดูคุณชายของตัวเองถูกเด็กสาวตัวอ้วนอุ้มวิ่งผ่านถนนใหญ่ เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป คุณชายของเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







