LOGIN“คิดถึงจัง...คุณรู้ปะ พอลงเครื่องปุ๊บผมก็ตรงดิ่งมาคุณปั๊บเลยนะ” คนที่ยังกอดรัดร่างบอบบางไว้แน่นบ่นพึมพำ
“จะเล่าให้ฟังได้หรือยังคะ?” คนถูกกอดที่เหนื่อยล้าเกินกว่าจะดิ้นรนให้พ้นพันธนาการ เอ่ยถามเสียงขุ่น
“เล่าก็ได้ ว่าแต่คุณอยากมองหน้ากันก่อนไหม? หรือจะให้กอดไปเล่าไป ก็โอเคนะ...ผมชอบ” เพทายว่ายิ้มๆ เมื่อวงแขนที่คลายออกไปแล้วครู่ใหญ่ ยังคงมีร่างบางซุกซบอยู่ในอ้อมอกไม่ยอมถอยห่างไปไหน
คนที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าปล่อยให้มวลอารมณ์เข้าปกคลุมอยู่เหนือเหตุผล ดีดตัวออกห่างจากอ้อมแขนแข็งแรงที่ชวนให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว พลางแหวเสียงสูง “คุณเพทาย! คุณนี่มัน..”
“เล่าแล้วก็ได้ๆ...คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม เรื่องที่พ่อกับแม่ของผมเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็ก” เพทายเอ่ยเล่าเรียบๆ ก่อนจะระบายยิ้มบางๆเจือจางรอยเศร้าที่กดลึกในหัวใจ เมื่อนึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักผู้ล่วงลับไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ “ความจริงวันนั้น ผมก็ควรจะอยู่ที่นั่นด้วยนะ...เราจะได้ตายไปพร้อมๆกัน ไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลังให้โดดเดี่ยวและเจ็บช้ำกับความสูญเสียที่ต้องแบกรับเพียงลำพัง แต่ผมกลับเลือกออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ...ผมเกลียดตัวเองที่เลือกแบบนั้น”
ดวงตาสีถ่านฉายรอยเศร้าออกมาจางๆ ทำให้กะรัตอดไม่ได้จนต้องดึงมือหนาข้างที่ยังว่างของเพทายขึ้นมากุมไว้หลวมๆ ความจริงประวัติต่างๆเกี่ยวกับผู้ชายที่อยู่ข้างกายเธอในเวลานี้ ตัวเธอย่อมรู้ดีอยู่แล้วเพราะเคยค้นคว้าและศึกษาเพื่อหาทางรับมือกับนักธุรกิจหนุ่มที่แสนเก่งกาจอย่างเขา แต่ดูเหมือนเรื่องเล่าจากแผ่นกระดาษและปลายปากกาที่เคยรับรู้มา...จะเทียบไม่ได้เลยเมื่อได้ฟังจากปากคำของเจ้าตัว และแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลทางความรู้สึกของเธอให้ต่างออกไปด้วยเช่นกัน
“คุณไม่ได้อยู่ลำพังหรอกค่ะ คุณยังมีคุณปู่กับคุณย่า...ฉันรู้มาว่าท่านสองคนรักคุณมาก” คนรับฟังให้ความเห็น
“พวกท่านรักผมมากจริงๆ แต่ลึกๆแล้วผมก็ยังแอบเกลียดตัวเองอยู่ดีนั่นละ บางทีผมก็รู้สึกว่า ‘โชคชะตา’ กำลังเล่นตลกกับชีวิตผม วันนั้นถึงได้เลือกปล่อยให้ผมมีชีวิตอยู่แต่กลับพรากเอาครอบครัวของผมไป”
“ไม่มีใครถูกพรากไปหรอกนะคะ ครอบครัวยังคงอยู่กับคุณเสมอ” มือบางข้างที่ว่างเลือกวางลงบนอกข้างซ้ายของเพทายอย่างเบามือ คลี่ยิ้มละมุนแล้วเอ่ยอธิบายความหมายนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ “พวกท่านจะยังอยู่ในความทรงจำ และอยู่ในหัวใจของคุณค่ะ”
“ผมรู้” กิริยาอ่อนโยนและแววตาอ่อนแสงของกะรัต ทำให้เพทายอดไม่ได้ที่จะดึงมือบางข้างที่ประทับวางอยู่กลางใจขึ้นมาจุมพิต “ตอนนี้ผมค่อนข้างแน่ใจว่า...โชคชะตาคงมีเหตุผล ที่เลือกให้ผมยังมีชีวิตอยู่เพื่อมาเจอคุณ”
“..น้ำเน่า” คนที่เริ่มทำหน้าไม่ถูกตอบปัดแก้เก้อ
“แล้วคุณเห็นเงาจันทร์บ้างไหม หืม?” เพทายเอ่ยถามคล้ายสงสัย
คนฟังเลิกคิ้วคล้ายประหลาดใจในคำถาม แล้วยกยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อหวนนึกถึงรูปประโยคที่ชายหนุ่มเคยใช้ต่อความกับเธอเมื่อหลายเดือนก่อน
‘น้ำเน่า แต่มันก็เห็นเงาจันทร์นะ’
‘ขอโทษนะคะ ตอนนี้แปดโมงเช้า...ฉันไม่เห็นเงาจันทร์!’
‘วันนี้ยังไม่เห็น...แต่ถ้าเห็นเมื่อไรแสดงว่า ‘ใจคุณเป็นของผม’ เข้าใจตรงกันนะครับ’
“...คิดว่าไม่เห็นนะคะ ตอนนี้บ่ายสามโมงเย็นฉันเห็นแต่เงาแดด” กะรัตตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ฟังดูเหมือนลังเล แต่ว่าพอตอบกลับแบบนี้ก็แอบผิดหวังนิดๆเหมือนกันนะ”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







