เข้าสู่ระบบเวลาผ่านไปเนิ่นนานเกือบค่อนคืน
เดวายังคงทำงานเพลินด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข เธอนั่งมองแบบร่างที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะตัดสินใจหยิบแบบที่เธอชอบที่สุดขึ้นมาดู
“ลองตัดตัวนี้ก่อนแล้วกัน...” พึมพำกับตัวเอง ก่อนลุกไปเปิดตู้เก็บผ้าที่อยู่ด้านข้างห้อง ในนั้นมีม้วนผ้าหลากหลายชนิด ถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
เดวาไล่นิ้วไปตามเนื้อผ้าแต่ละชนิด ก่อนเลือกผ้าสีครีมอ่อนออกมาหนึ่งพับ
“สีนี้น่าจะเหมาะ...”
เธอลากผ้ากลับมาที่โต๊ะตัด ก่อนกางแบบร่างออกแล้วเริ่มวัดขนาด โดยยึดสัดส่วนตัวเองเป็นหลัก เพราะตัดออกมาแค่ครั้งเดียวน่าจะใส่ได้ทั้งเอมิล่า และปูเป้ เพราะขนาดตัวทั้งสามใกล้เคียงกัน
ทุกขั้นตอนเดวาตั้งใจทำอย่างละเอียด ตั้งแต่การวัดสัดส่วน การเผื่อตะเข็บ ไปจนถึงการวางแพตเทิร์นบนผ้า
กรรไกรตัดผ้าคมกริบค่อย ๆ เคลื่อนตามเส้นที่เธอขีดเอาไว้ ชิ้นผ้าถูกตัดออกทีละส่วน
เดวาไม่ได้เร่งมือ เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร อาจทำให้ทรงเสื้อเปลี่ยนไปได้ทั้งหมด
เมื่อได้ชิ้นส่วนครบ เธอก็หันไปประจำที่จักรเย็บผ้า สมาธิทั้งหมดของเดวาจดจ่ออยู่กับแนวตะเข็บตรงหน้า
เธอเย็บตัวเสื้อเข้าด้วยกัน ก่อนกลับด้านเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย ใช้กรรไกรเล็มด้ายส่วนเกิน แล้วลองนำชิ้นงานขึ้นทาบกับหุ่นโชว์
เสื้อสายเดี่ยวทรงสวยที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังเป็นเพียงเส้นดินสอบนกระดาษ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นเสื้อผ้าจริงขึ้นมาแล้ว
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปโดยที่เธอไม่รู้ตัว กระทั่งเสื้อที่เธอตั้งใจจะทดลองตัดเล่น ๆ ในคืนนี้ กลับกลายเป็นชิ้นงานต้นแบบที่สมบูรณ์กว่าที่คิด
เดวายืนอยู่หน้ากระจก สวมเสื้อที่เพิ่งตัดเสร็จด้วยตัวเอง ก่อนหมุนตัวดูทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
รอยยิ้มบาง ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ไม่ลืมที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้
“เริสไม่ไหว” เดวาไม่ลืมที่จะเอ่ยชม และให้กำลังใจตัวเอง ความเหนื่อยที่สะสมมาตลอดวันเหมือนหายไปจนหมด
เธอหันกลับไปมองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยความรกของเศษผ้า แต่ก็เลือกที่จะมองผ่าน ก่อนหยิบสมุดขึ้นมาเปิดหน้าถัดไป
“ตัวต่อไปตัดเป็นกระโปรงก็แล้วกัน”
แต่ยังไม่ทันได้เริ่มร่างแบบใหม่ เสียงประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกจากทางด้านนอก เดวาหันไปมองทันที ก่อนจะเห็นร่างสูงในชุดสูทยืนพิงกรอบประตูอยู่
มิลเลอร์มองเดวาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เสื้อตัวจิ๋วที่เธอสวมใส่
“ทำเอง? ”
เดวาพยักหน้า
“ค่ะ”
มิลเลอร์เดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยิบแบบร่างบนโต๊ะขึ้นมาดู เขาไม่ใช่คนที่เข้าใจเรื่องแฟชั่นมากนัก แต่สายตากลับกวาดดูรายละเอียดบนกระดาษอย่างตั้งใจ
“สวยดี” แน่นอนว่าเขาพร้อมสนับสนุนเดวาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจหรือเงินทอง
“ขอบคุณค่ะ แล้วนี่พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“สักพักแล้ว ไม่เห็นเธอในห้องนอนเลยแอบเข้ามาดู ไม่คิดว่าจะเห็นอะไรแบบนี้”
“อะไรแบบนี้คือยังไง” ทำไมมิลเลอร์ไม่ชอบพูดอะไรให้มันชัดเจน เหมือนคนปกติเขาบ้าง
“เก่ง ทำต่อสิ” มิลเลอร์เดินไปนั่งลงบนโซฟาในห้อง เขาอยากเห็นว่าคนเก่งของเขา จะทำออกมาได้อีกกี่ตัว
“แล้วพี่ไม่ง่วงหรือไง”
“ไม่ค่อยง่วง ” ปกติเขาก็ทำงานเยอะเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว “เป็นเธอไม่ใช่เหรอที่ควรไปนอน แล้วพรุ่งนี้ไม่มีเรียนหรือไง”
“ พรุ่งนี้มีเรียนบ่ายค่ะ แต่ตัดกระโปรงตัวนี้เสร็จก่อน วาถึงจะไปทำรายงานต่อ”
“ถ้าเกี่ยวกับเอกสารฉันช่วยทำได้นะ”
“ทำเป็นเหรอคะ” หากมิลเลอร์ช่วยเธอทำได้จริงๆ คงจะช่วยแบ่งเบาเธอได้ไม่น้อย
“ดูถูกผัวตัวเองเกินไปแล้ว”
“เฮ้อ....” เดวากลอกตามองบน ไม่ได้หมั่นไส้กับความโอ้อวดในความเก่งเกินเบอร์ของเขา หากแต่เป็นสรรพนามสถานะ ผัว ที่เขามักยัดเยียดให้เธอต่างหาก
“เอารายละเอียดงานที่อาจารย์สั่งมาสิเดี๋ยวทำให้”
เดวาเดินไปหยิบไอแพดมากดเปิดอีเมล รายละเอียดงานที่อาจารย์สั่งให้มิลเลอร์ดู ชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับ ลุกขึ้นแล้วถือไอแพดเธอเดินออกไปจากห้อง
เดวามองตามิลเลอร์เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจมากนักเขาทำได้ก็ดีทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายยังไงก็ต้องทำอยู่แล้ว ก่อนจะหันกลับไปสนใจชิ้นงานใหม่ต่อ
ด้านมิลเลอร์หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของเดวา เขากลับไม่ได้ตรงไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแต่อย่างใด
มาเฟียหนุ่มเดินผ่านโถงทางเดินไปยังห้องรับรอง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกไปยังลูกน้องคนสนิท
[ครับนาย] ปลายสายกดรับด้วยความเร็ว
“มึงอยู่ไหน”
[ห้องผมครับ] เพราะเป็นเวลาเลิกงานแล้ว ทามจึงอาบน้ำเตรียมเข้านอน
“ขึ้นมาหากู เอาโน้ตบุ๊กมึงมาด้วย”
[มีงานด่วนเหรอครับ? ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จจะได้แต่งตัวถูก ]
“เปล่า ใส่ชุดนอนขึ้นมาก็ได้”
[ได้ครับ] ทามรับคำเจ้านายอย่างงง ๆ ก่อนจะรีบแต่งตัวเดินออกจากห้องพักของตัวเองไม่ถึงห้านาทีต่อมา มือซ้ายหนุ่มก็มาโผล่ตรงหน้าเจ้านายพร้อมโน้ตบุ๊ก
“นายมีงานอะไรให้ผมทำครับ”
มิลเลอร์ยื่นไอแพดของเดวาให้ทันที
“ทำรายงานให้เมียกูหน่อย”
ทามก้มมองหน้าจอ ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยินคำสั่ง เป็นบอดีการ์ดมาเฟียชีวิตเสี่ยงตายมากพอแล้ว ยังต้องมาทำงานไร้สาระแบบนี้อีกเหรอ เถียงเจ้านายในใจเพราะพูดออกเสียงไม่ได้ เดี๋ยวได้ไปคุยกับรากมะม่วงแทน
“ของคุณเดวาเหรอครับ”
“อืม” เมียเขาก็มีคนเดียวไหม หรือมันเห็นมีหลายคน
“แล้วทำไมคุณเดวาไม่ทำเองครับ”
มิลเลอร์ปรายตามองลูกน้องด้วยแววตาเรียบนิ่ง
“กูบอกว่าจะช่วยเดวา ”
“......” ทามมองหน้าเจ้านาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา “นายก็ทำสิครับ”
“กูก็บอกว่าจะช่วย”
“...”
“ไม่ได้บอกว่าจะทำเอง”
“สรุปคือผมต้องทำ” ทามถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สมกับเป็นเจ้านายจริง ๆ
“ก็มึงน่ะสิ ไม่ใช่มึงแล้วกูจะเรียกมาทำหอกอะไร”
“แล้วต้องทำยังไงครับ” จบมาก็หลายปี ลืมไปหมดแล้ว
“อ่านรายละเอียดแล้วจัดข้อมูลให้เป็นรายงาน ขอด่วน”
“นายจะเอาพรุ่งนี้เช้า? ”
“อืม...”
“นายครับ”
“อะไรอีก”
“งั้นผมขอคิดเป็นโอทีสามแรงนะครับนาย” ว่าจบทามก็หอบงานออกไปจากห้องเจ้านายทันที ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้คัดค้าน
@BLACK VEIL
Private Club & Lounge
แพรวานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง พลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบด้วยอารมณ์หงุดหงิด ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปทั่วบริเวณเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้
“ไหนแกบอกว่าคุณมิลเลอร์ เข้ามาที่คลับตั้งแต่สองทุ่มแล้วไง นี่ฉันนั่งรอจนรากจะงอกยังไม่เห็นคุณเขาจะเดินออกมาโชว์ตัวให้เห็นเลย” แพรวาหันไปถามเพื่อนที่กำลังนั่งดื่มด้วยกันด้วยความหัวเสีย
อุตส่าห์ตั้งใจแต่งตัวสวยมาดักรอเจอ กลับไร้วี่แววของมิลเลอร์ซะงั้น
“แกก็รู้ว่าคุณเขาเป็นเจ้าของคลับ จะให้เดินไปทั่วเหมือนเด็กเสิร์ฟได้ยังไง” โรส มองค้อนใส่เพื่อน
“ก็ฉันอยากเห็นหน้าเขานี่ แกรู้ไหมตัวจริงเขาหล่อมาก วันนั้นที่ไปคุยงานกับคุณพ่อ ฉันน่าจะขอคอนแทกต์เขามาด้วย”
“ไม่ขอหรือคุณเขาไม่ให้ย่ะ คุณมิลเลอร์น่ะลุคเขาเหมือนเพลย์บอยก็จริง แต่เข้าถึงตัวยากมาก เพื่อนของฉันที่เป็นนางแบบเล่าว่า ถ้าคุณมิลเลอร์ไม่เป็นฝ่ายเลือกเอง ต่อให้สวยแค่ไหนก็ไม่มีวันได้เข้าใกล้เขาหรอก”
พูดจบโรสก็ชี้นิ้วไปยังบริเวณชั้นสามของ BLACK VEIL โซนพิเศษถูกแยกออกจากพื้นที่ทั่วไปอย่างชัดเจน ประตูทางเข้าที่ต้องใช้คีย์การ์ดผ่าน ทว่ายังมีบอดีการ์ดชุดดำยืนประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่แค่โซนวีวีไอพีธรรมดา
แต่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของมิลเลอร์และกลุ่มคนสนิท รวมถึงใช้รับรองแขกสำคัญที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
แม้แต่ลูกค้าวีไอพีของ BLACK VEIL ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ขึ้นไป
“แกเห็นโซนนั้นมั้ย นั้นน่ะโซนต้องห้ามเลยแหละ ”
แพรวาเงยหน้ามองตาม ก่อนริมฝีปากจะยกยิ้มอย่างมั่นใจ
“งั้นเหรอ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปให้แกดู”
ดินเนอร์มื้อค่ำระหว่างทั้งสอง ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดวาเหมือนจะเจริญอาหารกว่าปกติ เนื่องจากซีฟู้ดที่คนของมิลเลอร์จัดหามาวันนี้ มีแต่รสชาติค่อนข้างถูกปากเธอทั้งนั้น“พรุ่งนี้ ไปล่องเรือกันไหม”“วาไปค่ะ”“ถ้านอนบนเรือจะเมาหรือเปล่า”“อันนี้วาไม่แน่ใจเลยค่ะ” เพราะมันเป็นครั้งแรกของเธอ“งั้นเอาลำใหญ่ที่สุดออก ลำนั้นติดลูกค้าจองหรือเปล่า” มิลเลอร์หันไปสั่งเพทายแกมถาม“ไม่ติดครับนาย ”“งั้นก็เอาตามนั้น”เพทายโค้งศีรษะให้เจ้านาย ก่อนจะปลีกตัวออกไปเงียบๆ ให้เจ้านายทั้งสองได้มีเวลาส่วนตัว“พี่เลอร์ทานกุ้งไหมคะวาแกะให้”“ไม่ครับ” มิลเลอร์ส่ายหน้าวางแก้วไวน์ในมือลง แล้วเป็นฝ่ายหยิบกุ้งมาแกะเปลือกออก นำไปวางไว้บนจานให้เดวาเสียเอง คนที่ถูกเอาใจตลอดมื้ออาหารยิ้มจนแก้มแทบปริ“ขอบคุณค่ะ”“กินล็อบสเตอร์อบชีสเนยกระเทียมไหม”“หืม..มีเหรอคะ วาไม่ได้สั่งนี่”“มี พวกไอ้เพทายมันสั่งมากิน มันก็เลยสั่งมาเผื่อวาด้วยหนึ่งตัว”“ไม่เอาแล้วค่ะ วาท้องจะแตกแล้ว พี่เลอร์นั่นแหละกินบ้าง วาเห็นดื่มแต่ไวน์ไม่ยอมกินอะไรเลย ”“ไม่ค่อยหิวน่ะ พี่เพิ่งกินข้าวกับพ่อแม่มาก่อนออกมาหาเรา”“วันนี้ไปหาคุณพ่อคุณแม่มาเหรอคะ”“ครับ
รถหรูสีดำคันคุ้นตาจอดอยู่ริมถนนไม่ไกลจากหน้าร้านนัก ร่างสูงยืนพิงตัวอยู่ข้างรถ กำลังก้มมองโทรศัพท์ในมือด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในมืออีกข้างมีถุงเครื่องดื่มแบรนด์ดังถืออยู่เดวารีบเดินออกจากร้าน“รอวานานไหมคะ” เอ่ยถามแล้วพุ่งตรงเข้าไปสวมกอดเอวหนาเอาไว้แน่นอย่างเคยชินมิลเลอร์ก้มมองคนในอ้อมแขน ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่นาน” ยื่นถุงเครื่องดื่มให้คนรัก เดวารับมา ก่อนเปิดดูด้านในดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเมนูโปรดของตัวเอง“ขอบคุณนะคะ จำได้ด้วยว่าวาชอบกินอะไร”“แค่ความชอบของแฟนตัวเอง ทำไมฉันจะจำไม่ได้” มันมีผู้ชายนิสัยเสียแบบนั้นด้วยเหรอ“พี่เลอร์น่ารักที่สุด” เดวาอมยิ้มจนแก้มแทบปริ กับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขา“ขึ้นรถเถอะ” มิลเลอร์ทำหน้าที่เปิดประตูรถให้เหมือนทุกครั้ง รอจนเดวาขึ้นไปนั่งเรียบร้อยจึงปิดประตูให้ ก่อนเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าร้าน เดวาก็หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาดูดหนึ่งคำ ก่อนหันมองคนข้างกาย“สักคำไหมคะ”“ฉันไม่ชอบกินของหวาน” มิลเลอร์ส่ายหน้าน้อย ๆ ระหว่างตอบ เดวาจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เธอหันกลับไปสนใจเครื่องดื่มในมือตัวเอง ก่อนจะนึกบางอ
ก๊อกๆ“ขออนุญาตครับนาย” เสียงเพทายดังขึ้นจากหน้าประตู“เข้ามา”หลังจากได้ยินคำอนุญาต ร่างสูงบอดีการ์ดหนุ่มก็เปิดประตูเข้ามา ในมือมีถุงก๋วยเตี๋ยวเรือจากร้านดังที่ผู้เป็นนายสั่งไว้“ของนายหญิงครับ” เพทายวางถุงอาหารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง“ขอบใจ มึงมีงานอะไรก็ไปทำเถอะ”มิลเลอร์เหลือบมองคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนโซฟาเล็กน้อย ดูเหมือนเดวาจะไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมากินง่าย ๆ“ครับ” เพทายกำลังจะหมุนตัวกลับ แต่เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหยุดเสียก่อน “อ้อ...ด้านนอกโซนวีไอพี มีคุณมิกินั่งดื่มอยู่นะครับ”มิลเลอร์ชะงัก เพราะนี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ที่มิกิยังไม่หยุดรามือจากการตามจีบเขาเสียทีช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญอุตส่าห์จัดการแพรวา จนหนีหายย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศพร้อมกับครอบครัวได้ ยังมาเหลือยัยญี่ปุ่นขี้อ่อยคนนี้อีก และแน่นอนเรื่องนี้เอเดนต้องเป็นคนมาจัดการ เพราะถ้าไม่ไปคุยงานแทนเอเดนในครั้งนั้น ก็คงไม่ต้องเจอยัยญี่ปุ่นคนนี้“ถ้านายไม่อยากเผชิญหน้ากับเธอ หากต้องการกลับ ผมจะพาออกทางลับด้านหลังให้ครับ”“ไม่ต้อง” มิลเลอร์ถอนหายใจ ก่อนเหลือบมองเดวาที่นอนหลับอยู่ “กูคงนอนที่นี่”“ครับ”“ส่วนยัยญี
หลายเดือนต่อมา...หลังจากเดวาเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าไปได้สักพักใหญ่แล้ว ชื่อเสียงของ “เดมิอา” ก็เริ่มดังและติดตลาดและเริ่มมีรู้ค้ารู้จักมากขึ้น และในทุกๆวันหลังจากเรียนเสร็จ ปูเป้กับเดวาจะเดินทางมาทำงานที่ร้านทันที“ นี่พวกเธอสองคนไม่คิดจะเดินไปหาฉันฝั่งห้องเสื้อบางเหรอ เหง๊า เหงา” เอมิล่าเดินกรีดกรายเข้ามาหาเพื่อนทั้งสองที่กำลังวุ่นวายช่วยทำงาน“ถ้าเหงามากขนาดนั้น แกก็ควรรับงานไหม ” เดวาส่ายหน้า มีคนบ้าที่ไหนปฏิเสธลูกค้าเป็นว่าเล่น“นั้นสิ ทำไมเอมิรับงานตัดชุดแค่ชุดเดียวล่ะ”“ขี้เกียจน่ะ ทำเยอะไปก็เหนื่อยเหมือนที่เฮียเลอร์บอก ก็เลยลองเป็นคนขี้เกียจดู”“แล้วเป็นไงที่นี่” ปูเป้ที่กำลังถ่ายคลิปโปรโมตร้านอยู่ เป็นต้องหยุดทำงานแล้วเดินมาเท้าเอวถาม“ก็สบายน่ะสิ พวกเธอก็ลองขี้เกียจบ้างอย่าหักโหม ร้านมันไม่เจ๊งหรอก” เพราะต่อให้ที่ร้านไม่ขายดีหรือต่อให้ขายไม่ได้สักตัว ก็มีเงินจากธุรกิจสีเทาของแก๊งพี่ๆ ไหลเวียนเข้ามาในร้านเพื่อฟอกให้มันกลายเป็นสีขาว“แต่ร้านเรามันกำลังเป็นกระแสไง ไม่ผลิตงานออกมาขายก็เสียดายลูกค้า” เดวาแย้ง“ตามใจแกก็แล้วกัน แต่อย่าหักโหมให้มันมากเข้าใจไหม แล้วอย่าลืมว่าผัวที่
“ทำไมแกทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ยัยแพร” ผู้เป็นแม่เอ่ยตำหนิลูกสาวที่เอาแต่เมาหัวราน้ำ หลังจากผู้เป็นย่าเดินทางมาที่บ้านแล้วบอกว่า ไม่สามารถบังคับเดวาให้เลิกกับมิลเลอร์ได้ อีกทั้งยังหัวเสียใส่พวกเธอและบอกให้แพรวาไปหาทางเอาชนะเดวาให้ได้เองทว่า... ธุรกิจฝังครอบครัวแม่สามี ยังถูกมิลเลอร์เล่นงานอย่างหนัก ที่เผลอไปแตะต้องของรักอีกฝ่ายเข้าให้ เธอกับสามีก็ไม่คิดว่าผู้ชายที่ไม่สนใจผู้หญิงที่ไหนเลย จะหลงเดวาได้มากขนาดนี้“ถ้าแม่ช่วยแพรแก้ปัญหาไม่ได้ก็หุบปากไปเลย ”“นี่ฉันเป็นแม่แกนะ แกพูดหยาบคายแบบนี้กับแม่ได้ยังไง”“ออกไป ออกไปจากห้องแพรเดี๋ยวนี้” แพรวาเริ่มโวยวายเสียงดัง และควบคุมสติตัวเองไม่ได้“ ยัยแพรแกช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม ” ทำไมแพรวาถึงได้เหมือนคนเป็นไบโพลาร์อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ มันจะมีด้วยเหรอคนที่ถูกทุกคนเอาใจและได้ความรักมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็ก จะกลายเป็นโรคประสาท หรือเป็นเพราะเธอกับแม่สามีเสี้ยมให้ลูกสาวเกลียดน้อง และชอบเอาชนะมากเกินไป แพรวาถึงได้สติหลุดยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ขนาดนี้“ออกไป ฉันบอกให้ออกไป กรี๊ด.....” แพรวากรี๊ดออกมาเหมือนคนสติแตก ทำเอาคนเป็นแม่ต้องรีบวิ่งออกไปจาก
บรรยากาศภายในวันเปิดตัวห้องเสื้อคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า แขกจากแวดวงธุรกิจแฟชั่น และเหล่าคนรู้จักทยอยกันเดินทางเข้ามา ร่วมแสดงความยินดีกับสองเจ้าของแบรนด์อย่างไม่ขาดเดวายืนต้อนรับแขกอยู่ข้างเอมิล่า ใบหน้าหวานประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แม้ภายในใจจะทั้งตื่นเต้นและภูมิใจ กับสิ่งที่ทั้งสองต่างช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยกัน“แม่ขอแสดงความยินดีกับน้องวา น้องเอมิด้วยนะลูก” เดหลีหอบช่อดอกไม้ช่อใหญ่สองช่อมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกสาวและหุ้นส่วนร้าน ส่วนสามีเธอนั้นติดประชุมที่บริษัทมาร่วมงานไม่ได้ ไหนจะความวุ่นวายจากบ้านใหญ่ที่สามีเธอต้องไปรับมือ และได้วิดีโอคอลมาแสดงความยินดีกับเด็กทั้งสองตั้งแต่เช้าแล้ว“ขอบคุณคุณแม่นะคะ”“ขอบคุณค่ะคุณแม่”สองสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับยื่นมือไปรับดอกไม้ มาถือไว้ในอ้อมแขนคนล่ะช่อ“คุณแม่ทานอะไรมาหรือยังค่ะ เดี๋ยวเอมิพาไปทาน ให้ยัยวาต้อนรับแขกอยู่หน้าร้านเนี่ยแหละ อีกอย่างจะได้ทักทายและทำความรู้จักแขกคนอื่นด้วย”เอมิล่าเปิดทางให้แสงเพื่อนสนิทในคราบหุ้นส่วนเต็มที่ เพราะยังไงหลักๆ แล้วเอมิล่าตั้งใจจะยกร้านนี้ให้เดวาดูแลและบริหารเป็นหลัก“ได้ยังไงอะ แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยรู้จัก







