Masukหลังแก้ปัญหาไอมารจนผืนดินกลับมาเพาะปลูกได้อีกครั้ง ก็ถึงเวลาที่เว่ยซือหงต้องไปผจญภัยจริง ๆ เสียที สมบัติวิเศษ สมุนไพรล้ำค่า ทรัพยากรอื่น ๆ อีกมากมายที่อยู่ในดินแดนลับ นางจะกวาดให้เรียบ!
Lihat lebih banyakThe forest was never supposed to feel alive at night.
But tonight, it did.
Eli stopped walking the moment that thought formed in his mind, his breath catching slightly as the darkness ahead seemed to press closer.
The flashlight in his hand flickered weakly, throwing unstable beams between the trees. Shadows stretched unnaturally long, twisting between the trunks like something watching from every direction.
He tightened his grip.
“…This was a bad idea,” he muttered under his breath.
His voice sounded too small against the silence.
Too exposed.
Everyone in his village knew the rules—never enter the forest after sunset. Not even for a shortcut. Not even for curiosity. It wasn’t a superstition anymore. It was survival.
People who went in at night didn’t always come back.
And when they did…
They weren’t the same.
Eli had always thought it was exaggerated. Village fear passed down like stories meant to scare children into obedience.
But standing here now, surrounded by trees that felt too still, he wasn’t so sure anymore.
A cold breeze passed through the branches.
Eli paused.
The wind should have sounded normal.
Instead, it felt… heavy.
Like it carried something with it.
He slowly turned his head.
Nothing was behind him.
Just darkness.
But the feeling of being watched didn’t go away.
“…Okay,” he whispered. “Time to go back.”
He took one step backward.
Then another.
His heart was already beating faster than normal, though he tried to convince himself it was just nerves. Just imagination. Just fear playing tricks on him.
Then—
A sound.
Eli froze instantly.
It wasn’t wind.
It wasn’t insects.
It was something dragging across the ground.
Slow.
Uneven.
Wrong.
His throat tightened.
“…Hello?” he called out.
His voice cracked slightly.
Silence answered him.
But this silence was not empty.
It felt… aware.
Like the forest was listening back.
Then the sound came again.
Closer this time.
Eli’s fingers tightened around the flashlight so hard it almost hurt.
“No… no, I’m definitely not imagining that,” he whispered.
Slowly, against every instinct screaming at him to run, he turned the flashlight forward.
The beam cut through the darkness.
And stopped.
Something was there.
A shape.
Lying at the base of a tree.
Completely still.
Eli’s breath caught immediately.
For a moment, he didn’t move at all.
His mind tried to convince him it was just a log. Or clothes. Or anything else.
But even from here, he could tell—
That was a person.
“…Is that a body?” he whispered.
The forest didn’t answer.
His feet moved before he even decided to move.
Step.
Then another.
Each step felt heavier than the last, like the ground itself didn’t want him getting closer.
The closer he got, the more details became visible.
Torn clothing.
Dark stains spreading across the ground.
The metallic smell hit him fully now.
Blood.
Fresh.
Eli swallowed hard.
“This is not my problem,” he whispered.
But his body didn’t listen.
He crouched slowly beside the figure.
His flashlight beam trembled slightly as he moved it closer to the man’s face.
Young.
Sharp features.
Dark hair falling across his forehead.
Unnaturally still.
Eli hesitated.
“…Hey,” he said softly. “Can you hear me?”
No response.
He leaned in slightly.
Checking for breath.
And then—
A faint inhale.
Eli froze.
“…He’s alive.”
Relief hit him instantly.
But it didn’t last.
Because in the next second—
The man’s hand moved.
Fast.
And grabbed his wrist.
Hard.
Eli gasped violently.
“Hey—what the—?!”
The grip was iron.
Impossible to break.
His pulse spiked instantly as he tried to pull away.
But it was useless.
The man’s eyes snapped open.
And Eli stopped breathing completely.
Gold.
Glowing faintly in the darkness.
Not human.
Not normal.
Eli’s mind went blank for half a second.
“What… are—”
Before he could finish—
The man yanked him forward.
Violently.
The world tilted.
Eli didn’t even have time to scream properly before—
Everything went dark.
เห็นดังนั้น เว่ยซือหลิวจึงวางใจ ปล่อยให้นางฝึกฝนด้วยตนเอง ส่วนเขาก็กลับไปตั้งใจบ่มเพาะอย่างจริงจัง ตัวเว่ยซือหลางและเว่ยซือเหลียงเองก็จากไปบ่มเพาะเช่นกันเว่ยซือหงยังคงฝึกทักษะการต่อสู้ต่อไปแม้จะไม่มีคู่ซ้อม นางไม่คิดไปนั่งบ่มเพาะ เพราะพอใจในระดับพลังตอนนี้ของตนแล้ว ขอแค่อยากเลื่อนระดับ แค่หลับตานางก็สามารถเลื่อนไปยังระดับราชันได้ทันที ดังนั้นการบ่มเพาะสำหรับนางแล้วไม่จำเป็นเลยเด็กหญิงตั้งหน้าตั้งตาฝึกยุทธ์ขัดเกลาฝีมือของตนต่อไปไม่หยุดยั้ง กระบวนท่าของนางก็เฉียบคมและดุดันขึ้นเรื่อย ๆทั้งรวดเร็วและอันตรายมั่นใจได้เลยว่า หากได้ประมือกับพี่ชายทั้งสองอีก ต่อให้ไม่อาจเอาชนะ แต่นางก็ไม่แพ้อย่างแน่นอน พอใจในพัฒนาการของตนยิ่งนักเว่ยซือหงจึงสลับไปศึกษาศาสตร์อักขระและปรุงยาบ้าง สลับสับเปลี่ยนไปเช่นนี้อย่างไม่รู้เบื่อ วันเวลาในมิติผลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม้ทุกคนจะมีใบหน้าและอายุเท่าเดิม เพราะเวลาในมิติไม่ส่งผลต่อมนุษย์ ทว่าระดับพลังของพวกเขานั้นคนละเรื่องไปเลย มันพัฒนาอย่างมากชนิดที่ว่าหากพวกเขาไม่ได้มีโอกาสเข้ามาฝึกฝนในมิติพฤกษาสวรรค์ พวกเขาก็ไม่อาจคิดฝันว่าตนเองจะมาถึงระดับนี้!เว่ย
ความจริงแล้วตระกูลเว่ยไม่ได้อาศัยอยู่ในจวน แต่พวกเขามารวมตัวกันอยู่ภายในมิติพฤกษาสวรรค์เว่ยซือหลินกับหลินซือเหยา แม่สามีลูกสะใภ้พากันเดินชมแปลงสมุนไพรพลังปราณระดับเซียนที่เคยเห็นชื่อแค่ในตำราด้วยความตื่นตาตื่นใจเว่ยซือหลิวกับเว่ยซือซานเองพากันศึกษากลยุทธ์ด้านการศึกสงครามในเรือนตำราส่วนสามพี่น้อง เว่ยซือหลาง เว่ยซือเหลียง และเว่ยซือหง พากันนอนกินผลไม้ปราณนิ่ง ๆ เนื่องจากพวกเขาเที่ยวเล่นในมิติจนพอแล้วกระทั่งได้เวลาอาหารกลางวัน ทุกคนก็มารวมตัวรับประทานอาหารพร้อมกันที่จุดเดียว จากนั้นเว่ยซือหลิวก็เอ่ยแจกแจงสิ่งที่แต่ละคนต้องทำขึ้นว่า“หลังจากนี้ข้าคิดว่าให้ทุกคนตั้งใจทำการบ่มเพาะดีกว่า ด้วยความช่วยเหลือจากมิติพฤกษาสวรรค์ พวกเจ้าทุกคนน่าจะเลื่อนระดับพลังปราณได้ไม่ยาก”“ข้าเห็นด้วยกับท่านพ่อนะขอรับ แต่นั่งบ่มเพาะนาน ๆ อย่างเดียวอาจเบื่อได้ เช่นนั้นให้ศึกษาอย่างอื่นที่ตนสนใจด้วยดีหรือไม่ขอรับ” เว่ยซือหลิวเสนอแนะ“จริงด้วยขอรับท่านปู่ ทำเช่นนี้จะได้คลายความเบื่อหน่าย การบ่มเพาะของพวกเราอาจจะก้าวหน้าเร็วขึ้น” เว่ยซือเหลียงเห็นด้วยกับความคิดบิดา“เช่นนั้นก็จัดเวลาด้วยตนเอง ศึกษาสิ่งที่สนใจส
“ได้ เริ่มจากข้าเลยแล้วกัน” หวังไท่หยางเป็นคนตรงไปตรงมาเอ่ยรับคำ ก่อนที่จะเอ่ยถึงข้อเสนอที่ตนเตรียมมาให้พ่อลูกตระกูลเว่ยและคนอื่น ๆ ได้ฟังถัดจากเขาคนอื่น ๆ ก็เริ่มนำเสนอข้อเสนอหรือสิ่งแลกเปลี่ยนของตนเองบ้าง การพูดคุยครั้งนี้เป็นไปอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใคร ทั้งเว่ยซือหลิวและเว่ยซือซานเองยังต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจยอมรับข้อเสนอหรือแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายหรือไม่การเจรจาเริ่มตั้งแต่ยามซื่อ(09:00-10:59) จนถึงยามซวี(19:00-20:59) โดยมีการหยุดพักรับประทานอาหารหนึ่งครั้งเท่านั้น การพูดคุยตกลงกันถึงได้สิ้นสุดลงโดยที่แต่ละคนมีรอยยิ้มบนใบหน้า บ่งบอกว่าการเจรจามันผ่านไปได้ด้วยดี“ยินดีที่ได้ร่วมมือนะน้องเว่ย” หรงเทียนฮ่าว “ยินดีที่ได้ร่วมมือเช่นกันน้องเว่ย” หวังไท่หยาง “หวังว่าเราจะได้ร่วมมือกันอีกนะน้องเว่ย” ฉินตงหยาง“หากน้องเว่ยมีของดีอย่าลืมบอกพวกเราด้วยนะ” อิงหลันฮวาจาก ‘นายท่านตระกูลเว่ย’ ปัจจุบันเปลี่ยนคำเรียกขานว่า ‘น้องเว่ย’ ชี้ชัดว่าจากการพูดคุยครั้งนี้ พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์กันไม่น้อยเลยทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นผลมาจากทุกข้อเสนอได้รับการตอบรับอย่างดีนั่นแหละ หากไม่ใช่เช่นนั้น
โอหยางจิง ตัวแทนจากหอเทพโอสถโอหยางเจี๋ย ตัวแทนจากสมาคมอักขระหรงเทียนฮ่าว ตัวแทนจากนิกายมังกรสวรรค์อิงหลันฮวา ตัวแทนจากนิกายจากบุปผาสวรรค์หวังไท่หยาง ตัวแทนจากนิกายพยัคฆ์สวรรค์ฉินตงหยาง ตัวแทนจากนิกายวิหคสวรรค์ตัวแทนที่มาจากนิกายทั้งสี่ ฟังจากที่โอหยางจิงที่เคยบอกกล่าวล่วงหน้าล้วนแต่เป็นเจ้านิกาย เป็นตัวตนยิ่งใหญ่ที่เขาสองพ่อลูกไม่อาจเสียมารยาทได้ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ศึกษาประวัติดินแดนเบื้องบนหรือที่ถูกกล่าวขานว่าทวีปศักดิ์สิทธิ์มาแล้วอย่างคร่าว ๆ ทวีปศักดิ์สิทธิ์ เป็นทวีปที่ปกครองตนเอง ไม่มีราชวงศ์ แบ่งออกเป็น 4 ดินแดน 4 นิกายหรือสำนักศึกษาอันเป็นขุมอำนาจสำคัญ ได้แก่ ดินแดนมังกร ดินแดนพยัคฆ์ ดินแดนวิหค และดินแดนบุปผาดินแดนมังกร เป็นดินแดนที่มีพื้นที่ใหญ่และเฟื่องฟูมีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุด จึงถูกจัดให้เป็นเมืองหลวงของทวีปศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนมังกรเป็นที่ตั้งของนิกายมังกรสวรรค์ โดยตระกูลหรงจัดเป็นตระกูลใหญ่และเรืองอำนาจมากที่สุดในดินแดนนี้ทิศเหนือของดินแดนมังกรคือดินแดนวิหค ที่อยู่บนเทือกเขาสูงไม่อาจเดินทางด้วยวิธีธรรมดา จำต้องขึ้นเรือเหาะหรือเรือบินเท่านั้น ดินแดนวิหคเป็นที่
เว่ยซือหงทำตามคำพูดของตนเองได้ดียิ่ง ทรัพยากรใด ๆ ที่ดีและล้ำค่า นางล้วนพาคนทั้งกลุ่มไปเสาะหาและเก็บมาทั้งหมด ซึ่งด้วยเหตุนั้นจึงหนีไม่พ้นการปะทะกับคนอื่น ๆ เพื่อแย่งชิงทรัพยากร หากตกลงแบ่งปันกันด้วยดีได้ ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์และแยกทางไปเงียบ ๆ แต่ถ้าไม่ ก็ต้องใช้กำลังช่วงชิงมา ถึงจะกล่าวเช่
เว่ยซือหลางก้าวไปยืนด้านหน้า ฝีเท้าของเขาหนักแน่นมั่นคง มองสัตว์อสูรตรงหน้าเขม็ง เจ้าตุ่นดินไม่น้อยหน้า มันไม่รอช้า เร่งหน่วงพลังปราณระดับจักรพรรดิขั้นสูงแล้วโจมตีออกไปเบื้องหน้าทันทีตูม!อัก!“พี่ใหญ่!”เว่ยซือหลางเช็ดเลือดที่มุมปากพลางกล่าว “พี่ไม่เป็นไร แค่อยากลองรับพลังที่เทียบเท่าระดับราชันดู
“พี่ใหญ่!” “คุณชาย!”เว่ยซือหง เว่ยซือหลาง อาลู่ อาลั่ว หลิงจู หลิงอิง เอ่ยแทบจะพร้อมกันเมื่อจู่ ๆ ร่างของเว่ยซือหลางและอาเฮ่ออาฮุนปรากฏอยู่ข้างหน้าก่อนหน้านี้พวกเขารู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะอีกเพียงสองวันก็จะครบหนึ่งเดือน แต่พี่ชายก็ยังไม่กลับออกมาจากค่ายกล ทั้งเมื่อครู่จู่ ๆ ตัวค่ายกลก็พังทลายลง
กลุ่มผู้เยาว์ตระกูลเว่ยออกเดินทางแรมเดือน ภายในแหวนมิติของแต่ละคนเต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่ามากมาย ทั้งนี้หลังติดตามเว่ยซือเหลียงมานานนับเดือน อาชาวายุก็ยินยอมพร้อมใจเป็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาของเขาในที่สุด เนื่องจากมันไม่อาจทำใจมองผ่านความจริงใจ และน้ำพลังปราณที่อีกฝ่ายเอาออกมาปรนเปรอมันได้กล่าวได้ว่












Ulasan-ulasan