LOGINนีเทียนต้าเซินผ่อนลมหายใจยาว มองนางกระโดดโลดเต้นอย่างเพลิดเพลินอยู่ใต้ต้นไม้วิญญาณ
คืนวานนี้นางได้อาภรณ์ชุดใหม่หลากสีสัน เครื่องประดับมีค่าประมาณสองหีบได้ อะไรที่เขาว่าไม่มีให้นาง เขานำมาให้นางทั้งหมด แม้นั่นจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของการต่ออายุขัยยมทูตก็ตามที
“ข้าอยากช่วยยมทูต ข้าก็ช่วย ไม่จำเป็นต้องตอบแทน” นางดื่มกลืนผลไม้ลูกสุดท้าย หัวเราะเสียงดัง “คือข้าว่างน่ะ”
“ข้ายินดีด้วยกับเจ้า ถิงถิงผู้แสนจะว่างงาน เจ้าอิ่มหรือยัง?”
“ไป ๆ ข้าอิ่มแล้วล่ะ...” ไม่จบคำดี รอยยิ้มบนใบหน้างดงามพลันหายไป ภายใต้บรรยากาศเยียบเย็นผิดปรกติ เสียงสุนัขเห่าหอนดังจากที่ใดสักแห่ง...
“สุนัขเรียกคู่ที่ไหนกัน? ข้าขอฟังก่อน...”
ปีศาจอสูรต่างได้ยินเฉพาะเสียงของเผ่าพันธุ์เดียวกัน เมื่อแต่ละเผ่ามีการส่งสารที่แตกต่าง
นีเทียนต้าเซินแม้มีอายุขัยมายาวนาน กลับไม่เคยติดต่อโลกภายนอก การมองเห็นผ่านดวงตาพิพากษาถึงการกระทำดีชั่วเพื่อตัดสินโทษดวงวิญญาณ มิอาจล่วงรู้อย่างลึกซึ้ง เรียกได้ว่าเขาไม่สนใจเลยต่างหาก
หากเสียงที่ดังในอีกฟากฝั่งเป็นจิ้งจอกเงินของนาง จะส่งเสียงเห่าหอนตอบสุนัขอย่างเลื่อนลอยไร้ประโยชน์หรือยังไง? มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดีในการส่งสารข้ามเผ่าพันธุ์
ถิงถิงปิดตาลง เนรมิตผีเสื้อน้อยในร่างโปร่งใสเรืองแสงได้ ลูกสมุนนับร้อยของนางกำลังโผบินข้างกายบุรุษจิ้งจอก นั่นทำให้เสียงของเขาเงียบไป
ฮู่โหมวส่ายหน้ามองผีเสื้อมากมายด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง ตะโกนเรียกหานางอย่างบ้าคลั่ง
“ข้าขอสั่งห้ามไม่ให้เจ้าติดต่อกับใครทั้งสิ้น นั่นจะนำปัญหามาให้ข้าและแดนมรณา”
“ก็แค่บอกว่าข้าสบายดี”
“ข้าบอกว่าไม่ได้”
คำปฏิเสธของนางเป็นการยกมุมปากจนมองเห็นเขี้ยวแหลมคมทั้งสองข้าง นัยน์ตาสีอำพันลืมพรึบมองบุรุษเทพ นางก้าวร้าวด้วยนิสัยของปีศาจ
ฮู่โหมวกำลังเป็นห่วงนาง พวกเขาจดจำทุกอย่างได้ในชั่วข้ามคืนเดียว หลังการรื้อฟื้นความจำของท่านปู่หลี่หวังหยาง สลัดเกสรถอนพิษแห่งการลบเลือนของยมทูตทิ้งไปเสีย จากนั้นผู้นำตระกูลจิ้งจอกเงินก็เดินทางมาเรือนใต้แห่งแมลงบุปผา
ฮู่โหมวบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านจิตแห่งผีเสื้อ ด้วยความหลงใหลที่มีต่อนางทำให้เขาเรียนรู้ภาษาของพวกนาง เขาถามว่านางอยู่ที่ใด นางไม่ได้ตอบคำถามนั้น นีเทียนต้าเซินชี้เกราะนิ้วแหลมคมบังคับสั่งนาง
“อย่าได้แยกเขี้ยวของเจ้าใส่ข้าอีก จะหาว่าข้าไม่เตือน เจ้าต้องทำตามคำสั่งข้าเท่านั้น”
“ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของท่าน ข้าบอกท่านว่าข้าจะช่วย ก็เพราะว่าข้าอยากช่วยเท่านั้น ข้าไม่จำเป็นต้องกลับไปกับท่านก็ได้ ข้าไม่ใช่วิญญาณ ข้ายังมีลมหายใจ ไม่มีเหตุให้ยมทูตต้องมาจับกุมตัวข้า”
นีเทียนต้าเซินเลิกคิ้วขึ้นมองนางอย่างไม่เชื่อหู นางหันหลังกลับไปทางต้นไม้วิญญาณ เขาจึงใช้กำลังบังคับนาง สะบัดฝ่ามือสร้างวงเวทสีนิลเป็นกรงขัง
ถิงถิงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอ่อนน้อมเชื่อฟัง เพียงสัมผัสรับรู้ถึงห้วงความคิดของมิตรปีศาจ ใบหน้างามพลันปรากฏเป็นรอยแยกตรงหว่างคิ้ว นางฟาดมือวาดพลังหยินต่อสู้พญามัจจุราชที่ใช้แค่ฝ่ามือขวาข้างเดียว เขาผลักวงเวทสีขาวใส่นาง ล้มลงบนพื้นหญ้าหมดสติไป
-----------
นีเทียนต้าเซินเกิดความกังวลโดยไร้สาเหตุ ขณะเงื้อมมือมัจจุราชดึงร่างไร้สติประคองไว้ในอ้อมแขน ศีรษะน้อยหล่นลงแนบชิดบนอกกว้าง นางแลดูผ่อนคลายในนิทราด้วยเวทแห่งการหลับใหลของยมทูต
เมื่อครู่นี้ดูยังไงนางก็เหมือนปีศาจแมงมุมอัปลักษณ์ยามเกรี้ยวกราด เขาจึงตัดสินใจไม่จับนางกลับไปในร่างผีเสื้อ ยัดใส่กรงเหมือนนางเป็นสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง ทว่าโอบอุ้มนางในอ้อมแขนอย่างบุรุษพึงกระทำต่อสตรี ควบขี่อาชาแห่งความมืดมาถึงหน้าเรือนไม้กว้างใหญ่ วางนางลงบนฟูกอย่างระวังมือ
‘ไยเจ้าดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง เป็นเพราะจิ้งจอกเงินนั่นหรือ?’
เขาก้มมองนางแล้วรู้สึกปวดศีรษะ เมื่อกลิ่นหอมอบอวลประหนึ่งเย่ไหลเชียง[1]แรกแย้มบาน ทั้งกลิ่นหอมฉุนของดอกเหมยฮวาพัดผ่านปลายจมูก
หากเป็นมนุษย์คงไม่รอดพ้นมารยาปีศาจ ยิ่งเป็นปีศาจราตรีตระกูลผีเสื้อ ตามตำรากล่าวว่าพวกนางมีกลิ่นกายหอมฟุ้งเสมือนดอกไม้งามที่อาบยาปลุกกำหนัด ผิวพรรณผุดผ่องนุ่มเนียน เพียงสัมผัสก็พาลให้เกิดราคะ
เทพผู้บำเพ็ญเพียรมานับสามแสนปีในโลกมรณา เห็นจะเป็นครั้งแรกที่แตะต้องเนื้อตัวสตรี ใกล้ชิดสตรี
ถึงคราวเผชิญด่านเคราะห์ ดันเป็นปีศาจน้อยแสนบริสุทธิ์ผุดผ่อง งดงามทั้งกายใจ นางเป็นผู้ซื่อตรงและจริงใจ แถมตัวกระจ้อยร่อยไม่เจียมตน กล้าง้างกรงเล็บปีศาจต่อกรเทพมรณาอายุขัยนับแสนปีเทวโลก เขาอาจล้มทั้งภพภูมิได้ด้วยผ่อนลมหายใจยมทูตครั้งเดียว
ไม่ต่างจากว่าเขารังแกเด็กน้อย! นีเทียนต้าเซินส่ายหน้าไปมา ด้วยความรู้สึกละอาย
‘เอาล่ะ คงถึงเวลาทบทวนตำราทั้งสามเล่ม เป็นไปได้ว่าอาจพบคำตอบ...’
ความคิดแน่วแน่เป็นกังวลทอดผ่านนัยน์ตาสีชาด เขายังอยู่ในห้องนอนของนาง ปัดมือตีอากาศเรียกตำราที่ห้อมล้อมด้วยพลังหยินหยาง
เล่มหนึ่งเปล่งแสงสว่างจ้าเรียก ‘ตำราแห่งการเกิด’ อีกเล่มสีทอง ‘ตำราแห่งความเป็นและความตาย’ และอีกเล่ม ‘ตำราสีชาด’
นีเทียนต้าเซินจำได้ว่าเทพมรณาคนแรกผู้ทำหน้าที่รวบรวมดวงวิญญาณส่งแดนปรภูมิ พิพากษาตัดสินความชั่วร้ายบนบัลลังก์เพลิง ผู้ส่งมอบภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้เขาดูแลนครมรณาทั้งสามในเวลาต่อมา กำชับให้อ่านตำราทั้งสามเล่มอย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘ท่านอาจารย์ส่งตำราสีชาดให้ข้ากับมือ ให้ข้าอ่านมันทุกบรรทัด แล้วจึงละสังขารไป’
ตำราคู่ครองเปล่งแสงสีชาด ได้รับการขนานนามว่าเป็นตำราที่มีพลังมากมหาศาล ในขณะที่มันไม่มีประโยชน์อะไร เปล่งแสงเลื่อนลอยอยู่กลางห้องทำงาน
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีนิลยืนนิ่งคิดไม่นาน เขาก้มมองใบหน้างามน่ารักพลันผุดรอยยิ้มมีนัย ทันใดนั้นเอง นัยน์ตาสีชาดที่เบิกกว้างกลางท้องนภาบอกถึงผู้มาเยือน
เจ้าของเรือนสะบัดชายอาภรณ์วาดวงเวทขนาดใหญ่ เพื่อปิดบังเจ้าของร่างงามบนฟูก ป้องกันเขตแดนของตนด้วยเวทหยินหยาง สร้างเกราะกำบังทั่วเมฆา ไม่ให้บุคคลภายนอกมองผ่านมาเห็นสิ่งใด
‘สองเทพนั่น... ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!’
ในเมื่อเทพมรณาทั้งสามไม่มีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกัน นีเทียนต้าเซินนึกขึ้นได้ว่าเขาควรย้ายสถานที่ทำงาน ปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้แพร่งพรายไปถึงอีกสองเทพมรณา เขาปัดมืออีกครั้งหนึ่ง สมบัติส่วนตัวทั้งหมดมาอยู่ในห้องนอนของปีศาจน้อย ค่อยนั่งลงบนฟูกข้างสตรีที่ผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอ
----------
[1] ดอกราตรี
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







