LOGINตอนที่ 27 ท่านยายมาแล้ว
อู๋เจียวเหม่ย นอนอยู่ในตำหนักเย็น ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ข้างกายมีนางกำนัลดูแลอยู่สามคน รวมถึงถังม่านชิงอีกด้วย นางถูกองค์หญิงหนีบให้มาอยู่ตำหนักเย็น อันห่างไกลไร้ผู้คน
คนถูกโบยนอนแน่นิ่งคว่ำหน้า แผ่นหลังรวมถึงก้นแตกเป็นรอยบาดแผลหลายแห่ง นางกัดฟันไม่ไหวกรีดร้องเสียงหลง เพียงแค่ถูกตีไปไม้แรกก็ทำให้หัวใจของนางหล่นหายไปทันใด ความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่โดยฉับพลัน
เพิ่งจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเช่นนี้หนแรก มิน่าเล่าพวกนางกำนัลทั้งหลายถึงได้อ้อนวอนไม่ให้พวกนางถูกโบย รู้แล้วว่ามันเจ็บขนาดแทบจะไม่อาจมีชีวิตรอดเสียด้วยซ้ำไป
นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงสาม เหลือบตามองถังม่านชิงเป็นระยะนั่นเพราะไม่เห็นนางจะรู้สึกอันใดสักนิด เห็นว่าเจ้านายผู้สูงศักดิ์นั้นสลบไป นางจึงได้เปิดปากกล่าวถามขึ้นมา “นี่เป็นแผนของเจ้าใช่หรือไม่”
“แผนอะไรกัน ก็ข้าได้ยินมาเช่นนั้น แต่พอมาถึงที่ศาลาใครจะรู้เล่าว่าท่านแม่ทัพจะเอ่ยปฏิเสธองค์หญิง” ถังม่านชิงไม่รู้ว่าหายนะ จะมาเยือนอีกครั้ง ตอนนี้นางดูเย่อหยิ่งนัก เพียงเพราะองค์หญิงสามไว้วางพระทัย
“คอยดูเถิดข้าจะทูลไท่จื่อกับองค์ชายรองให้จัดการเจ้า” นางกำนัลหมายหัวถังม่านชิงเอาไว้
มีหรือที่ถังม่านชิงจะหวาดกลัวอันใด นางแทบจะทนรอให้ได้พบไท่จื่อและองค์ชายรองไม่ไหวเสียแล้ว อยากจะพบหน้าทั้งสองพระองค์อย่างใกล้ชิด ตอนนี้นางยิ้มเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงเนิบนาบขึ้นมาว่า
“พี่สาวอย่าได้คิดเช่นนั้นเลย ทุกอย่างที่ข้าทำ ล้วนหวังดีกับองค์หญิงทั้งสิ้น เหตุใดพี่สาวจึงคิดกล่าวหาใส่ร้ายข้าเช่นนี้ด้วยเล่า” นางแสร้งบีบน้ำตาให้ไหลลงมา
นางกำนัลคนสนิทมึนงงไม่น้อยนัก สตรีนางนี้กลับดำเป็นขาวได้อย่างรวดเร็วนัก เห็นทีว่าคิดจะกำจัดสตรีนางนี้คงจะยากยิ่ง องค์หญิงของนางไม่น่าเลยจริง ๆ
ไทเฮาประทับไม่ติด เดินวนไปมา ด้วยเพราะห่วงหลานสาว เกรงว่าจะมีคนคอยดูแลดีหรือไม่ พระพักตร์ของพระนางดูอมทุกข์นัก ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ให้กับความอัปยศในหนนี้ “เกิดมามิเคยมีใครเล่นงานเชื้อพระวงศ์ต้องโทษมาก่อน ตระกูลจ้าวเห็นทีว่าไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันแล้วกระมัง”
“เสด็จแม่ พระทัยเย็นก่อนเพคะ ตระกูลจ้าวยังมีความดีความชอบใหญ่โต แม่ทัพจ้าวปกป้องแดนเหนือมาร่วมหกปี ความดีความชอบมีมาก หากคิดกำจัดเสี้ยนหนามครั้งนี้ละก็ คงจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพจ้าวเพคะ” ฮองเฮากล่าวขึ้นมาทันใด
ด้วยเพราะชังหน้าสตรีนางนั้นยิ่งนัก อารามแค้นใจเรื่องอดีตอีกด้วย มารดาของไป๋ฟางหรงมีอิทธิพลในใจของหวงซ่างเสมอมา ไม่ว่านางจะกล่าวกระทบกระทั่งอันใด มักจะเป็นพระสวามีออกปากห้ามปราม และครั้งนี้เหมือนกัน ลงโทษลูกสาวของนางแทบจะกลายเป็นคนพิการ
มิใช่ว่าเกรงใจอีกฝ่ายหรืออย่างไรกัน พระนางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า แท้ที่จริงแล้วไป๋ฟางหรงเป็นลูกสาวของท่านหมอ หรือเป็นองค์หญิงอีกคนของหวงซ่างกันแน่ แอบไปพลอดรักกับสตรีนางนั้นจนเกิดเป็นไป๋ฟางหรงขึ้นมา จากนั้นให้ท่านหมอไป๋รับผิดชอบ
“ข้าเกลียดชิงชังคนพวกนั้นนัก เหม่ยเอ๋อร์ของข้าต้องเจ็บปวดมากเพียงใด กับแค่การแต่งงานครั้งนี้ เหตุใดเรื่องราวจึงบานปลายใหญ่โตเช่นนี้กัน” ไทเฮาประทับบนเก้าอี้ ฝ่าพระหัตถ์กำแน่นริมฝีปากขบกัดบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“พวกเราควรลงมืออย่างเงียบ ๆ อย่าให้ฝ่าบาทรู้เด็ดขาด” ไทเฮากำชับกับลูกสะใภ้ เห็นพ้องต้องกันว่า พวกนางจะไม่ให้หลานสาวเจ็บปวดเช่นนี้เพียงแค่ลำพัง คนพวกนั้นจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต มันถึงจะหายแค้นคับอกคับใจของนาง
ผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้น นอนอยู่ในห้องเดียวกับภรรยา มิได้นอนร่วมเตียงเดียวกัน เขานอนอยู่ตั่งไม้ มีหมอนและผ้าห่มกันความเหน็บหนาว ขอเพียงแค่ได้นอนร่วมห้อง ถึงจะไม่ได้นอนร่วมเตียงก็ไม่เป็นไร เขานอนพลิกไปมาหลายครั้ง
ไป๋ฟางหรงเพราะเหนื่อยมาก และได้รับยาบำรุงจากท่านน้าอาชุนแล้ว จึงทำให้นางหลับสนิทเหมือนเช่นเดิม จ้าวหย่งคังนอนตะแคงยกมือขึ้นเท้าคางของตน หันหน้ามองภรรยา อย่างเคลิบเคลิ้ม เห็นนางนอนหลับสนิทเช่นนี้ นึกอยากจะเข้าไปนอนกอดด้วยเสียจริง หากว่านางตื่นขึ้นมาจะโกรธเกลียดเขาหรือไม่นะ
ว่าแล้วจ้าวหย่งคังก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากตั่งไม้ตัวยาว ก้าวเบา ๆ เกรงว่านางจะได้ยิน ค่อย ๆ เดินไปใกล้ ๆ เตียงของนาง จากนั้นเขายกมือขึ้นปัดปลายจมูกนางเล็กน้อย ก็เดาได้แล้วว่าหลับสนิทเหมือนเดิมแล้ว เขาจัดการสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน จากนั้นก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน เสียงนกร้องขับขาน ท้องฟ้าดูโปร่งใสขึ้นมากนัก หน้าต่างที่แง้มเอาไว้ให้อากาศถ่ายเทก็มีสายลมพัดผ่านเข้ามาให้รู้สึกเย็นสบายไม่น้อย ฟางหรงค่อย ๆ ขยับเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น ก็พบว่ามีเจ้าเด็กตัวแสบสองคนยืนยิ้มแป้นอยู่
“วันนี้เก่งจริง ๆ ตื่นก่อนแม่เสียอีก” ฟางหรงกล่าวปนยิ้มแย้ม เห็นเจ้าตัวแสบแต่งตัวอย่างรัดกุมเป็นชุดสีดำ ด้านหลังปักด้วยลายดอกเหมย ช่างดูสูงส่งนัก แต่ทว่าคล้ายมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เมื่อชุดที่ลูก ๆ ของนางใส่ปกติแล้วจะใส่เพียงแค่วันสำคัญเท่านั้น
นั่นเพราะเป็นชุดของหุบเขาไป๋หรง สัญญาลักเป็นชุดสีดำด้านหลังปักด้วยลายดอกเหมย แต่ทว่าลูก ๆ ของพวกนางเหตุใดวันนี้จึงได้สวมชุดนี้กันเล่า และยังยืนเงียบอีกด้วย
“ท่านยายมาแล้วรึ” คำถามนี้นางเองยังหวาดกลัว กว่าจะได้แต่งเข้าตระกูลจ้าวไม่ง่ายสักนิด ท่านแม่ของนางทั้งโหดเหี้ยมดุร้ายเป็นที่สุด
เด็ก ๆ สองคนมีหรือจะกล้า ยืนเงียบ ๆ พยักหน้าเท่านั้น “แม่รู้แล้ว เดี๋ยวให้ท่านยายอาชุนนำชุดมาให้แม่ด้วยเล่า” เห็นทีว่านางจะต้องสวมชุดนั้นแล้ว ไม่อยากใส่ก็ต้องใส่
ห้องรับอาหารบรรยากาศดูอึดอัดนัก จ้าวหย่งคังตื่นแต่เช้าเตรียมข้าวต้มเอาให้ลูก ๆ และภรรยา แต่ทว่าเมื่อเขากำลังยกข้าวต้มมา กลับเห็นว่ามารดาภรรยายืนไพล่หลัง ดวงตาดุดันยิ่งนัก เขาวางถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะ แล้วจึงกล่าวขึ้นมา “คารวะท่านแม่ยายขอรับ”
“เอากองไว้ตรงนั้น” น้ำเสียงเหี้ยมและแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหารอย่างท่วมท้น ไม่แม้แต่จะเหลือบมองใบหน้าของลูกเขย สองมือที่ไพล่หลังนั้นทำให้นางดูสูงส่ง ท่าทางองอาจเฉกเช่นแม่ทัพใหญ่ รัศมีช่างดูกล้าแกร่งนัก ผิดจากเมื่อครั้งเก่าก่อนเขาได้พบกับนาง มิเคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อน
“คุกเข่าสำนึกผิดเสีย” น้ำเสียงแข็งกระด้างกล่าวขึ้นมา จากนั้นเจียงจินจูเดินไปมองดูข้าวต้มร้อน ๆ กลิ่นหอม ๆ นางจับถ้วยยกขึ้นมา หมุนซ้ายทีขวาที จับช้อนได้ จึงได้ชิมข้าวต้มถ้วยนั้น
“เจ้าทำเองรึ” นางมิใช่คนโหดร้ายป่าเถื่อน แต่ทว่าเมื่อครู่สั่งลูกเขยคุกเข่า เจ้าหมอนี่ก็ทำตามอย่างว่าง่ายไม่อิดออดสักนิด และท่ามกลางสายตาคนหมู่มาก ยังกล้าคุกเข่ามิกลัวชื่อเสียงของตนเสียหายอีก
“ขอรับท่านแม่ ข้าเรียนรู้ทำอาหารจากท่านป้ามู่ฮัวขอรับ” หย่งคังไม่กล้ายิ้มสักนิด ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ชายชุดดำร่วมสามสิบคนยืนอยู่หน้าจวนพวกเขาล้วนสวมชุดสีดำ ด้านหลังปักลายดอกเหมยสีขาวเอาไว้ แต่ทว่านายหญิงเจียงจินจู ปักด้วยดิ้นทองที่สูงส่งเหนือผู้ใด ร่วมถึงไป๋ฟางหรงและเจ้าฝาแฝดทั้งสองที่สวมชุดปักด้วยดิ้นทอง บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งของหุบเขาไป๋หรง
ฟางหรงรีบร้อนแต่งกายอย่างรวดเร็ว มีท่านน้าอาชุนช่วยดูแล จากนั้นจึงได้รีบวิ่งออกจากห้องไม่มีความสำรวมสักนิด เมื่อมาถึงโถงหน้าห้องรับอาหารแล้ว นางรีบยอบกายลงอย่างดงาม “คารวะท่านแม่”
“เหอะ ยังเห็นข้าอยู่ในสายตาเจ้าอีกรึ” เจียงจินจูกล่าวขึ้นเล็กน้อย เหลือบมองลูกสาวที่แสนดื้อรั้น นิสัยของลูกสาวและหลานสาวช่างเหมือนกันยิ่งนัก
“ท่านแม่ละก็ เพิ่งมาถึงนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะเจ้าคะ” ฟางหรงระบายยิ้มอ่อน ทำให้เจ้าพวกเด็ก ๆ นึกขบขัน ท่าทางของมารดา จากนั้นผินหน้ามองสามี “ยังไม่ลุกขึ้นมารินน้ำชาให้ท่านแม่อีก” นางดุเขาเข้าให้ แท้จริงแล้วเป็นห่วงเขามากกว่า
เหอะ
เจียงจินจูหัวเราะอยู่ในลำคอ เหลือบมองลูกเขยตัวดีรินน้ำชาให้นาง นางรับมาและจิบเล็กน้อยวางลงโต๊ะเหมือนเดิม จ้าวหย่งคังไม่กล้ายิ้มแย้มสักนิด จะหายใจยังลำบากนัก กลิ่นอายสังหารแรงกล้าของแม่ยายทำให้เขาขนลุกซู่
“เดี๋ยวข้าจะไปข้าวต้มมาเพิ่มนะ เจ้าคุยกับท่านแม่ไปก่อน ข้าไปประเดี๋ยวเดียว” จ้าวหย่งคังรีบร้อนก้าวเท้าออกไปทันใด
อาชุนเขามายืนในห้องด้วย “นายหญิงสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้องมาพูดดี ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ให้ดูแลนางให้ดี” เจียงจินจูจิบชาอีกรอบ เหลือบตามองสาวใช้ของนาง ต่อว่าไปสักเล็กน้อย
“คุณหนูเอาแต่ใจที่สุด เรื่องอันใดก็หมายหัวข้าน้อยเอาไว้ทั้งนั้น” อาชุนรีบโยนเผือกร้อน ๆ ให้ฟางหรงทันใด นางไม่กล้าคิดเลยเสียด้วยซ้ำ หากนางถูกทำโทษแล้วละก็ คงนอนพักร่วมเดือนเป็นแน่
“ดีเสียจริงลูกสาวข้า หกปีมานี้เจ้าเคยคิดจะไปเยี่ยมแม่หรือไม่” มีแต่ส่งหลานสาวไป นางไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมมารดาสักครั้ง หรือว่าแท้จริงแล้วนางกำลังหวาดกลัวอันใดกัน
“ท่านแม่อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะแก่เร็วและไม่สวยนะ” ฟางหรงกล่าวเย้าแหย่มารดา
“ท่านยายขอรับ เดินทางมาไกล ๆ เช่นนี้พักผ่อนสักวันก่อนก็ได้”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องมีแสร้งตีเนียน” คำแรกดุเจ้าหลานชายตัวดี รับปากว่าจะดูแลน้องสาว แต่เหตุใดปล่อยให้ตกน้ำไปได้ อากาศก็ยิ่งเหน็บหนาวถึงเพียงนี้ “หลินเอ๋อร์ของยายเจ้าตกน้ำหายดีแล้วรึ” นางกวักมือเรียกหลานสาว ให้เขามาหาใกล้ ๆ
“ไม่เจอกันตั้งหลายวัน คิดถึงยายบ้างหรือเปล่า” นางย้ำถามเพราะมีหลานสาวอยู่ นางก็เบิกบานขึ้นมาไม่น้อย
“แน่นอนเจ้าค่ะ เมื่อวานหลานกำจัดองค์หญิงสาม มิให้มาระรานท่านพ่ออีกด้วย เก่งหรือไม่เจ้าคะ” ฟางหลินโอ้อวดตนเองเข้าให้ แววตาเป็นประกายนัก ดวงหน้าของนางน่ารักพริ้มเพราเป็นที่สุด จนทำให้ท่านยายจับแก้มของนางดึงเบา ๆ
“เหลวไหลแล้ว เรื่องใหญ่โตเพียงนี้” ท่านยายระบายยิ้มกับหลานสาวอีกครั้ง น้ำเสียงไม่มีทางที่จะกล่าวดุด่าหรือตำหนิสักเล็กน้อย เพราะฐานะของนางคือท่านประมุขน้องแห่งหุบเขาไป๋หรง
“วันนี้ยายจะไปสั่งสอนคนพวกนั้นให้เจ้าเอง ถือดีอย่างไรกันกล้าข่มเหงรังแกหลานสาวของข้า ข้าหาใช่ไม้ใกล้ฝั่งไม่ วันนี้อู๋อ้ายเสียนจะต้องชดใช้” น้ำเสียงเข้ม ๆ กล่าวขึ้นมาราวกับเรื่องดินฟ้าอากาศเสียอย่างนั้น
“ท่านแม่ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าคะ” ฟางหรงกล่าวห้าม รีบรินน้ำชาอย่างประจบทันใด
“ท่านประมุขน้อยอยู่ไหนกัน” ในที่สุดท่านประมุขหุบเขาไป๋หรงก็มาถึงแล้ว เรื่องก็คงจะวุ่นวายพอสมควรทีเดียว ต่อจากนี้ก็คงจะไม่มีความสงบสุขอย่างแท้จริง เจียงจื่อเทา ร่างกายดูใหญ่โต น้ำเสียงขึงขังนัก
ผู้ช่วยมือขวาของท่านประมุขใหญ่กล่าวขึ้นอย่างจงใจ เขาคิดจะจัดการคนพวกนั้นแทบจะอดทนไม่ไหวเสียแล้ว คนพวกนั้นเป็นใครกัน เหิมเกริมริอ่านคิดจะเป็นศัตรูกับเขาไป๋หรงเชียวรึ ชายคนนี้คือซ่งเหวิน โหดเหี้ยมไร้ที่ติ ทำงานไม่มีพลาดลุล่วงสำเร็จอย่างเฉียบขาด
“ใครกันมันกล้ารังแกท่านประมุขน้อย พวกเราจะจัดการพวกมันให้เองขอรับ”
ฟางหลินไม่คิดว่าสิ่งที่นางทำจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ “ท่านน้า ท่านลุง ท่านอาทั้งหลายโปรดอยู่ในความสงบก่อนเจ้าค่ะ ข้าไป๋ฟางหลินยังสบายดีทุกอย่าง ไม่ลืมภาระหน้าที่ ไม่ละเลยตำแหน่งท่านประมุขน้อยอย่างเด็ดขาด วันนี้ขอให้พวกท่านใจเย็น ๆ ดื่มน้ำดับกระหายก่อนนะเจ้าคะ”
ตอนพิเศษ ท่านอ๋องและมู่หลันอู๋เมิ่งซาน ท่านอ๋องรูปงาม นามก็เพราะวันนี้เป็นวันมงคล ดังนั้นในพระตำหนักจึงได้ครึกครื้นนัก ปกติแล้ว ท่านอ๋องมิชอบความครื้นเครงเช่นนี้ หากแต่ว่าวันนี้กำลังจะมีภรรยาเสียที เมื่อเช้าขบวนรับเจ้าสาว มีสินสมรสมอบให้นางยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตารถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่า งดงามและหรูหราอย่างไม่เคยมีมาก่อน เรื่องสมรสครั้งนี้เล่าลือว่า เดิมทีนั้นเป็นคุณหนูหลิวเดินหน้าไปขอหมั้นหมาย หากแต่วันแต่งงานกลับเป็นท่านอ๋องส่งขบวนสินสมรสมากมาย เหล่าชาวบ้านพากันยืนดูสองข้างทาง มองตั้งนานก็ยังไม่เห็นปลายขบวนเสียทีสตรีนางหนึ่งเห็นขบวนยาวเหยียดเช่นนี้ นึกอิจฉายิ่งนัก สตรีนางหนึ่งก็หน้าตาบูดบึ้ง เกิดมาก็เพิ่งจะรู้ว่า ท่านอ๋องเป็นคนแสนดีเช่นนี้ เหล่าหญิงสาวพากันเสียดายนักหนา บางคนก็อยากจะเป็นสตรีผู้โชคดี แต่ทว่าท่านอ๋องประกาศกร้าวก่อนแต่งงาน ตำหนักของเขาจะไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากหลิวมู่หลันเท่านั้นพิธีในช่วงเช้าเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็เหลือเพียงแค่พิธีเข้าหอของเขาเท่านั้น ตัวของท่านอ๋องปกติมักเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย ไม่เคยแย้มยิ้มพูดคุยกับผู้ใดมากความ หากแต่วันนี้เป็นวันมงคลทำให้อู๋เมิ่งซานแย้ม
ตอนพิเศษ ห้องนอนของแม่ทัพจ้าวแสงเทียนสว่างไสววูบวาบอยู่ไม่น้อยนัก หน้าต่างถูกเปิดเอาไว้เพื่อรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา บรรยากาศในห้องนอน ช่างดูอบอวลไปด้วยความรัก เมื่อแม่ทัพจ้าว ค่อย ๆ บรรจงจุมพิตภรรยาที่หน้าผากมน ก่อนจะเลื่อนมาจุมพิตเป็นดวงตาทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นก็ทาบทับลงริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางฝ่ามือหนาคลึงเคล้าซาลาเปานุ่มมือ ช่างทำให้ฟางหรงเริ่มไม่เป็นตัวของตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อถูกปลายลิ้นอุ่นร้อนหยอกเย้านางเข้าให้ นางรู้สึกราวกับจะขาดใจ เมื่อปลายลิ้นร้ายกาจหยอกเย้า กระหวัดรัดรึงร้อนแรงสลับกับอ่อนโยนหวานหอมฝ่ามือหนายังคงหยอกเย้าเต้างาม ก่อนจะค่อย ๆ แบะสาบเสื้อของนางออก เผยให้เห็นเนินอวบอิ่ม เสียงหวานของภรรยาเริ่มร้องครางแว่วหวานออกมาเบา ๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นสามีเร่งปรนเปรอดึดดูดลิ้นร้อนเล็ก ๆ ของนางอื้อ เสียงหวานร้องอื้ออ้าไม่เป็นภาษา ฝ่ามือเรียวของนางสวมกอดเข้าที่ต้นคอของสามี ยอดถันงดงามเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขาปลดสายคาดเอวและเสื้อของนางออกทีละชิ้น ทีละชิ้น จนเรือนร่างเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตาของเขาฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาของนาง สัมผัสตรงไ
ตอนที่ 55 สำนึกผิดองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมตั้งแต่กำเนิด องค์ชายรองผู้นี้ทำทุกอย่างลงไปก็เพราะเรียกร้องให้บิดา หรือฮ่องเต้แคว้นเฉิงสนพระทัยเขาบ้าง นั่นเพราะกำเนิดจากพระสนมขั้นผิน ชีวิตในวังล้วนแล้วแต่ต้องแย่งชิงอำนาจมีท่านอาชินอ๋องเป็นที่พึ่ง คล้ายกับว่าเป็นบิดาอีกคน ความคิดอันตื้นเขินจึงทำให้องค์ชายรอง ทำเรื่องชั่วช้าไม่อาจให้อภัย เมื่อถูกจ้าวฟางหลินสอนสั่ง ใบหน้านั้นมีบาดแผล แต่แววตาของเขากำลังสำนึกผิดหาได้แค้นเคืองนางไม่เขาเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง เห็นเด็กชายคนที่ถูกพิษเล่นงานฟื้นขึ้นมา พลันใบหน้าที่ห่อเหี่ยว แต่ทว่าหล่อเหลาแย้มยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ทำให้เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในห้อง ต่างหันมองเป็นตาเดียวกัน“คุณชายจ้าว ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว ข้าเฉิงจิ่งเจี้ยน ทำผิดคิดร้าย หวังลอบสังหารท่านแม่ทัพจ้าว ชาตินี้มีความผิดติดตัว ขอคำนับคุณชายจ้าวเป็นการขอโทษ”“สายเลือดมังกรสูงส่งถึงขั้นโขกหัวให้หลานชายข้า น่าหัวเราะสิ้นดี” เจียงจินจู นั่งจิบชาอย่างสบายใจ เหยียดยิ้มอีกฝ่ายเข้าให้ “โชคดีที่หลานข้าไม่ถึงแก่ชีวิต หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตเจ้าย่อมส
ตอนที่ 54 ถอนพิษในที่สุดจ้าวหย่งเล่อก็ได้รับยาถอนพิษ แต่ก็ต้องแลกกับตัวประกัน นั่นก็คือองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ทว่าผู้ที่นำยารักษามาให้นั้นเป็นท่านอาของเขา เป็นท่านอ๋องแคว้นเฉิง รูปงามไม่เบา อายุเพิ่งจะยี่สิบแปดใบหน้าของเขาดูหล่อเหลานัก และยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาอีกด้วย ผิดกับองค์ชายรองอย่างลิบลับท่านอ๋องผู้นี้มิได้รู้มาก่อนว่าหลานชายของเขาได้แอบขโมยยาพิษมา แต่ทว่าเพื่อรักษาอาการต้องพิษร้ายแรงนี้ เขาจึงได้เดินทางมาด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ถูกพิษของแมงมุมดำเป็นเพียงแค่เด็กน้อยใบหน้าน่ารักคนหนึ่งท่านอ๋องถึงกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ “รู้หรือไม่ที่เจ้าทำมันหมายถึงอันใด มันจะกลายเป็นสงครามระหว่างแคว้น ช่างไม่มีหัวคิด คอยดูกลับไปข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดเอง” ท่านอ๋องผู้นี้ค่อนข้างรักความสงบ แต่ทว่าเขาชื่นชอบการรักษาและยังเป็นผู้คิดค้นพิษร้ายแรงเอาไว้อีกด้วยนั่นก็เพราะเกรงว่าสักวันหนึ่ง ฮ่องเต้ซึ่งเป็นพี่ชายอาจจะได้รับพิษร้าย และไม่มีหนทางการรักษา ด้วยเพราะแคว้นเฉิงไม่ค่อยสงบ คลื่นลมในราชสำนักก่อตัวขึ้นไม่เว้นวัน คาดว่าองค์ชายรองที่มาสร้างเรื่องที่แคว้นอู๋จะต้องมีขุนนางบางคนหนุนหลังเป็
ตอนที่ 53 ฟางหลินปากหวานองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ยกมือกอบกุมลำคอที่ร้อนผ่าว ราวกับถูกเพลิงแผดเผาเข้าให้ ดวงตาของเขาเถลือกถลนและท่าทางลนลานนัก เขานั่งลงบนพื้น เกาะปลายเท้าของหญิงสูงวัย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับมีโลหิตอยู่ในกระบอกตาทั้งสองข้าง“ข้าบอกแล้ว บอกแล้ว” น้ำเสียงกล่าวขึ้นปนความหวาดกลัวจับใจ ใบหน้าขององค์รองช่างดูตื่นตระหนกกับเรื่องที่ตนเองประสบพบเจอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำร้ายเขาเช่นนี้มาก่อน “ข้าขโมยมาจากท่านอาของข้า”“ยาถอนพิษอยู่ไหน อยู่กับใคร” เจียงจินจูตวาดเสียงดังกล่าวถาม นางยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งสองข้าง คล้ายดั่งแจกันหยกมีหู สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไม่พอใจมากโข พร้อมจะลงมือสังหารองค์ชายรองคนนี้ให้สิ้นชีวิตภายในพริบตา หากเขาเล่นตุกติก นางไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปแน่“อยู่กับท่านอา ข้าไม่ได้เอามาด้วย ข้าก็แค่ขโมยมาเท่านั้น ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้” จิ่งเจี้ยนรีบร้อนกล่าวขึ้นมา ใบหน้าปูดบวมแดงช้ำอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อครู่ยังถูกสตรีผู้นี้นำยาพิษให้เขากินอีกด้วย “ข้าไม่ได้โกหกแน่นอน” เขากล่าวหนักแน่น แววตาอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง“ถอนพิษให้ข้าก่อน ข้ายังไม่อยากตาย”
ตอนที่ 52 ท่านยายเล่นงานแม่ทัพจ้าวนำทหารกลุ่มหนึ่งไปล้อมที่จวนตระกูลถังเอาไว้ เขาส่งรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางม้าเร็วไปก่อนหน้านี้ก็หลายวันแล้ว คิดเสียว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากสะสางภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้นจบลง แต่เรื่องราวมิได้ง่ายปานนั้นเมื่อแม่ทัพจ้าวมาถึงจวนตระกูลถัง ก็ไม่พบชายชราคนนั้นแล้ว เห็นทีว่าเขาคงหนีไปได้ไม่ไกลนัก ยังมีอีกกลุ่มที่กำลังซุ่มโจมตีแม่ทัพจ้าวอยู่ในจวนตระกูลถัง ยังไม่ทันไร ชายชุดดำราวสักยี่สิบคนก็ทะยานลงมา ในมือพวกเขาถืออาวุธไว้ทุกคนแม่ทัพจ้าว สวมชุดดำหน้ากากสีดำอำพรางใบหน้าของตนเองเอาไว้ มีสายคาดหน้าผากเป็นสีขาว พวกพ้องของแม่ทัพจ้าว แต่งกายเช่นเดียวกัน ไม่ถึงอึดใจ จวนตระกูลถังก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตไหลเป็นทางเปรอะเปื้อนไม่น้อยนักส่วนลานกว้างกลางเมืองนั้น ผู้ที่ปลอมตัวเป็นแม่ทัพจ้าว เขาถูกปลดออกจากการพันธนาการแล้ว เขายืนเต็มความสูง บิดกายไปมาคล้ายว่ายืดเส้นยืดสายเสีย แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด กระบี่คมกริบมันวาววับ ยามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วอยู่ในมือของตนหลิวมู่ฉวนดึงหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง “ยินดีด้วย พวกเจ้าถูกหล







