Short
ไม่มีของเหลือทิ้งอีกต่อไป

ไม่มีของเหลือทิ้งอีกต่อไป

โดย:  อีเทอร์นิตี้จบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
10บท
1views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

ตอนที่ลูก้า โมเร็ตติ เลือกเครื่องประดับสำหรับงานแต่งงานของเรา เขายังคงซื้อมาสองชิ้นแล้วปล่อยให้เบียงก้า พี่สาวฝาแฝดของฉันเป็นฝ่ายเลือกก่อน ชิ้นหนึ่งเป็นกำไลข้อมือทับทิมจากการประมูลในซิซิลี ส่วนอีกชิ้นเป็นสร้อยข้อมือสีดำสำเร็จรูป แบบที่มีขายตามร้านเครื่องประดับในห้างสรรพสินค้าทั่วไป เป็นครั้งแรกที่ฉันเอื้อมมือออกไปก่อนที่เบียงก้าจะทันตั้งตัว ฉันชี้ไปที่กำไลทับทิม "ครั้งนี้ ฉันขอเลือกก่อนได้ไหมคะ" ลูก้าวางฝ่ามือลงบนศีรษะของฉันด้วยความเอ็นดูตามใจแบบที่เขาชอบใช้เพื่อทำให้ฉันว่าง่าย "เบียงก้าเป็นคนหัวรั้นเรื่องคุณภาพมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เธอไม่มีวันรับมันไปหรอก เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้วนี่ เอเลน่า อีกชิ้นก็ไม่ได้แย่นะ" ฉันไม่ได้ตอบกลับในทันที ความรู้สึกบางอย่างในอกก็เงียบลง ในครอบครัวของฉันเอง เบียงก้ามักจะได้เค้กชิ้นแรก ได้ที่นั่งที่สะอาดสะอ้าน และได้ห้องพักฝั่งที่เห็นทิวทัศน์สวยงามเสมอ แม่บอกว่าเธอจำเป็นต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเพราะเธอเหมาะสมกับชื่อตระกูลเบลลินีมากกว่า ส่วนพ่อก็บอกว่ามันคือความเหมาะสมตามหลักความเป็นจริง การแต่งงานก็เป็นไปในทำนองนั้นเช่นกัน ตระกูลเบลลินีและตระกูลโมเร็ตติต่างหมั้นหมายลูกสาวคนหนึ่งไว้กับทายาทของโมเร็ตติ ตั้งแต่ก่อนที่พวกเราคนใดคนหนึ่งจะรู้จักว่าความรักคืออะไรด้วยซ้ำ ใคร ๆ ต่างก็คิดว่าลูกสาวคนนั้นต้องเป็นเบียงก้า ทว่าเธอกลับแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เธอเลือกที่จะรักษาอิสรภาพและภาพลักษณ์อันไร้ที่ติของเธอไว้ มากกว่าต้องกลายมาเป็นคุณนายโมเร็ตติ ลูก้าเลยหันมาหาลูกสาวตระกูลเบลลินีคนที่เหลืออยู่ ฉันรู้จักลูก้ามานานถึงยี่สิบปี และในโลกของเขา ฉันมักจะเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเบียงก้าเสมอ ฉันมองสร้อยข้อมือสีดำบนโต๊ะแล้วดันมันกลับไป "เบียงก้าเอาไปทั้งสองชิ้นเลยก็ได้ค่ะ ฉันไม่เลือกแล้ว" ฉันไม่อยากได้ของเหลือจากการเลือกของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่อีกต่อไป

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1

ลูก้าขมวดคิ้ว "เอเลน่า สร้อยข้อมือเส้นนั้นไม่คู่ควรกับพี่สาวของเธอหรอก"

ฉันสบตาเขาตรง ๆ "ถ้าอย่างนั้น ทำไมมันถึงคู่ควรกับฉันล่ะคะ"

เขาชะงักไปวินาทีหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา "ตอนที่พวกเธอสองคนยังเด็ก ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอเหมือนเงาของเบียงก้า ทับทิมมันดูฉูดฉาดเกินไปสำหรับเธอ สีดำเหมาะกับเธอแล้ว เงียบเชียบ ว่าง่าย"

เงา

เบียงก้ากับฉันเป็นฝาแฝดกัน แต่ตั้งแต่วันที่เราลืมตาดูโลก ทุกคนก็ปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นแค่ของเลียนแบบสีซีดจาง ที่ไม่มีค่าพอจะไปยืนเคียงข้างเธอเลยสักนิด เบียงก้าได้ที่หนึ่งของโรงเรียนเสมอ ส่วนฉันเรียนจนตาล้าแต่ผลการเรียนก็ยังคงวนเวียนอยู่แค่ระดับปานกลาง ฉันถือกระเป๋าให้เธอ คอยใส่ชุดราตรีให้เธอ และได้ยินคนพากันเรียกฉันว่า 'ยัยเงา'มานานนับสิบปี

ฉันเคยบอกลูก้ามากกว่าหนึ่งครั้งว่าฉันเกลียดคำนี้ และทุกครั้งเขาก็จะบอกว่า "โอเค ฉันจะไม่พูดมันอีก" ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เบียงก้าอยู่ในห้อง คำพูดเหล่านั้นก็มักจะหลุดออกจากปากเขา ราวกับใบมีดที่กรีดแทงอย่างเงียบเชียบ

ฉันมองลูก้าด้วยสายตาเรียบเฉย "เราเลิกกันเถอะค่ะ"

ลูก้าส่งยิ้มแบบที่ใช้ปลอบประโลมมาให้ "พอได้แล้วน่า ถ้าเธอไม่ชอบสร้อยข้อมือเส้นนี้ เราค่อยไปเลือกชิ้นอื่นกัน อย่าเอาคำว่าเลิกมาพูดเล่นเป็นเด็ก ๆ เลย งานแต่งงานจะมีขึ้นในอีกสัปดาห์เดียวแล้วนะ"

"ฉันไม่ได้พูดเล่นค่ะ"

เบียงก้าดันกำไลทับทิมมาทางฉัน "เอเลน่า เอาของฉันไปสิ เธอกำลังจะแต่งงานแล้วนะ อย่าทำให้ลูก้าต้องเสียหน้าเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้เลย"

ลูก้าห้ามเธอไว้ "ฉันซื้อกำไลชิ้นนั้นให้เธอนะเบียงก้า เอเลน่าใส่เครื่องประดับแบบนั้นไม่ขึ้นหรอก ให้เธอไปก็เสียของเปล่า ๆ"

ที่แท้การให้เลือกก็เป็นแค่เรื่องจอมปลอมมาตั้งแต่แรก ลูก้าเก็บสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้เบียงก้าอยู่แล้ว ส่วนฉันก็แค่ถูกขอให้รอรับของเหลือที่ดูดีหน่อยเท่านั้นเอง

ฉันสะบัดมือออกจากการเกาะกุมแล้วหันหลังเดินจากมา ลูก้าเดินตามมาพร้อมกับถอนหายใจอย่างเอือมระอา "ก็ได้ ๆ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปชอปปิง เธออยากได้อะไรก็เลือกเอาตามใจชอบเลย พอใจหรือยัง"

พวกเราเพิ่งจะเดินลงมาถึงโซนสินค้าหรูหราชั้นล่าง เบียงก้าก็หยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม "ฉันอยากลองกลิ่นซีดาร์ตัวใหม่จัง มันน่าจะเหมาะกับงานเลี้ยงอาหารค่ำของมูลนิธินะคะ"

ลูก้าพยักหน้ารับทันที "ถ้าอย่างนั้นเราไปจัดการเรื่องนี้ก่อนก็แล้วกัน เอเลน่ารอได้"

เบียงก้าลองน้ำหอมกลิ่นแล้วกลิ่นเล่าจนเลือกไม่ถูก ลูก้าเลยซื้อมาทั้งสองกลิ่น แล้วยื่นกลิ่นที่เบียงก้ายังไม่คิดจะใช้ในตอนแรกมาให้ฉัน "เอ้า เธอเองก็ได้ของขวัญเหมือนกันนะ เบียงก้ารสนิยมดีอยู่แล้ว เธอควรจะดีใจนะ"

ฉันไม่ได้รับถุงนั้นมา ฉันไม่อยากได้ของที่คนอื่นเลือกแล้วทิ้งอีกต่อไป "คืนนี้ฉันจะย้ายข้าวของออกจากเพนต์เฮาส์ของคุณ และฉันจะไม่กลับมาอีก"

มือของเขาชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ในที่สุดรอยยิ้มก็เลือนหายไปจากใบหน้า "เอเลน่า พอได้แล้ว"

คืนนั้น ลูก้าลากตัวพ่อกับแม่ของฉันมาที่เพนต์เฮาส์โมเร็ตติ ก่อนที่ฉันจะทันได้เก็บของออกจากลิ้นชักสักช่องด้วยซ้ำ แม่จับข้อมือฉันแน่นจนผิวบิดเบี้ยวแล้วกระชากฉันไปยังห้องนั่งเล่น "แกเสียสติไปแล้วหรือไง! งานแต่งงานเหลืออีกแค่สัปดาห์เดียว แต่แกกลับมาพูดเรื่องเลิกเนี่ยนะ? ผู้ชายโปรไฟล์ดีอย่างลูก้าไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ นะ"

เอ็นโซ่ พ่อของฉันกระแทกไม้เท้าลงบนพื้นหินอ่อนอย่างแรงจนเสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง "พันธมิตรระหว่างตระกูลเบลลินีกับโมเร็ตติไม่ใช่เวทีให้แกมาเล่นละครเรียกร้องความสนใจนะ" เขาจับคางของฉัน บังคับให้ฉันสบตาเขา "แกไม่ได้มีหน้าตาสะสวยหรือความฉลาดเหมือนเบียงก้า การได้แต่งงานเข้าตระกูลโมเร็ตติคือความโชคดีที่แกไม่ได้คู่ควรด้วยซ้ำ"

หากเป็นในอดีต ฉันคงก้มหน้ายอมรับคำพ่นด่าทุกคำ และหวังว่าความว่าง่ายจะช่วยเรียกความสงสารเห็นใจได้บ้าง ทว่าในค่ำคืนนี้ ฉันเพียงแต่มองพวกเขานิ่ง ๆ เท่านั้น

ลูก้าขยับมาบังหน้าฉันไว้และพยายามปรับบรรยากาศให้ดีขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ เอเลน่าเป็นเด็กดี เธอแค่กำลังประหม่าก่อนถึงวันแต่งงานเท่านั้นเอง"

แม่มองเขาด้วยสายตาชื่นชมในทันที "เห็นไหม? ขนาดนี้แล้วลูก้ายังช่วยแก้ตัวให้แกเลย แกจะไปหาผู้ชายที่ดีขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก?"

ฉันแทบจะหลุดขำ ทุกคนต่างคาดหวังให้ฉันสำนึกในบุญคุณที่ลูก้ายอมแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาจัดให้อยู่ในอันดับสองเสมอมา

"ถ้าแกยังดึงดันจะเลิกให้ได้" แม่พูดขึ้น "ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก"

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพยักหน้า "ค่ะ"

พวกเขาทุกคนต่างพากันผ่อนคลายลง เพราะคิดว่าในที่สุดฉันก็ยอมจำนนและกลับไปอยู่ถูกที่ถูกทางของตัวเองแล้ว

ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพดีไซน์เครื่องหนังเล่มเก่าออกมา เบียงก้าเคยบอกว่างานฝีมือเป็นเรื่องไร้สาระ ส่วนลูก้าก็บอกให้ฉันไปเรียนเรื่องบัญชีคาสิโนแทน ฉันเลยใช้เวลาหลายปีในการศึกษาเรื่องบริษัทบังหน้า สัญญา บัญชีแยกประเภท และวิธีฟอกเงินสกปรกให้สะอาด

ฉันทุ่มเททำงานอย่างหนัก แต่กลับไม่มีใครมองเห็นตัวตนของฉันจริง ๆ เลย พวกเขาเห็นแค่เพียงว่าฉันไม่ใช่เบียงก้า ตลอดเวลากว่ายี่สิบปี ฉันถูกยัดเยียดให้เข้าไปอยู่ในชีวิตที่ไม่เคยเป็นของตัวเองเลยสักนิด

ฉันโทรหาอาเรีย เพื่อนแท้เพียงคนเดียวของฉัน เธอเปิดสตูดิโอซ่อมแซมเครื่องหนังโบราณอยู่ที่สะวันนา กว่าที่เธอจะกดรับสาย หยาดน้ำตาก็ร่วงลงมาตามแก้มของฉันอย่างไร้เสียง "อาเรีย เธอยังต้องการผู้ช่วยช่างซ่อมอยู่ไหม"

อาเรียเงียบเสียงไปนานจนฉันนึกว่าสายหลุดไปแล้ว "เอเลน่า เธอจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันนี้แล้วนะ"

"ฉันรู้"

"เธอรักลูก้ามาตั้งแต่พวกเรายังเด็ก ๆ ยอมสละสิทธิ์โรงเรียนดีไซน์เพื่อมาทำบัญชีให้เขา เรียนรู้บัญชีแยกประเภทของเขา และยอมให้ครอบครัวของเขากลืนกินชีวิตเธอไปทั้งชีวิต นี่เธอคิดจะเดินหันหลังให้อดีตทั้งหมดนั้นจริง ๆ เหรอ"

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูค่ำคืนอันมืดมิดของชิคาโก "ใช่ ฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว"

อาเรียเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจ ก่อนที่น้ำเสียงของเธอจะเปลี่ยนเป็นเด็ดขาด "ดี ถ้างั้นฉันจะไม่ห้ามเธอเลย ตั๋วเที่ยวบินเร็วที่สุดที่ฉันจะหาได้คือตอนดึกในคืนวันแต่งงานของเธอ แล้วฉันจะเตรียมรถไปรอรับใกล้ ๆ โรงแรมนะ"

ฉันหลับตาลงพร้อมกับยิ้ม "ถ้าอย่างนั้น พระเจ้าคงเลือกวันเดินทางให้ฉันไว้แล้วล่ะ"

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
10
บทที่ 1
ลูก้าขมวดคิ้ว "เอเลน่า สร้อยข้อมือเส้นนั้นไม่คู่ควรกับพี่สาวของเธอหรอก"ฉันสบตาเขาตรง ๆ "ถ้าอย่างนั้น ทำไมมันถึงคู่ควรกับฉันล่ะคะ"เขาชะงักไปวินาทีหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา "ตอนที่พวกเธอสองคนยังเด็ก ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอเหมือนเงาของเบียงก้า ทับทิมมันดูฉูดฉาดเกินไปสำหรับเธอ สีดำเหมาะกับเธอแล้ว เงียบเชียบ ว่าง่าย"เงาเบียงก้ากับฉันเป็นฝาแฝดกัน แต่ตั้งแต่วันที่เราลืมตาดูโลก ทุกคนก็ปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นแค่ของเลียนแบบสีซีดจาง ที่ไม่มีค่าพอจะไปยืนเคียงข้างเธอเลยสักนิด เบียงก้าได้ที่หนึ่งของโรงเรียนเสมอ ส่วนฉันเรียนจนตาล้าแต่ผลการเรียนก็ยังคงวนเวียนอยู่แค่ระดับปานกลาง ฉันถือกระเป๋าให้เธอ คอยใส่ชุดราตรีให้เธอ และได้ยินคนพากันเรียกฉันว่า 'ยัยเงา'มานานนับสิบปีฉันเคยบอกลูก้ามากกว่าหนึ่งครั้งว่าฉันเกลียดคำนี้ และทุกครั้งเขาก็จะบอกว่า "โอเค ฉันจะไม่พูดมันอีก" ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เบียงก้าอยู่ในห้อง คำพูดเหล่านั้นก็มักจะหลุดออกจากปากเขา ราวกับใบมีดที่กรีดแทงอย่างเงียบเชียบฉันมองลูก้าด้วยสายตาเรียบเฉย "เราเลิกกันเถอะค่ะ"ลูก้าส่งยิ้มแบบที่ใช้ปลอบประโลมมาให้ "พอได้แล้วน่า ถ้าเธอไม่ชอบสร้อยข้อมือเส้นน
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
วันรุ่งขึ้น ลูก้าพาฉันไปดูบ้านหลังใหม่มันเป็นวิลล่าริมทะเลสาบที่เตรียมไว้สำหรับความร่วมมือระหว่างตระกูล ตัวบ้านสร้างจากหินสีอ่อน มีประตูดิจิทัล และมีระบบรักษาความปลอดภัยของตระกูลโมเร็ตติอย่างแน่นหนา ฉันเดินตรงไปยังเบาะนั่งข้างคนขับ แต่ลูก้าจับข้อมือฉันไว้ก่อน "นั่งผิดแล้วที่รัก ตรงนั้นที่ของเบียงก้า"เบียงก้าเดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้านได้จังหวะพอดี ลูก้าเปิดประตูรถให้เธอด้วยความเคยชินที่เป็นธรรมชาติ "เธอ กำลังคิดจะหาซื้อสถานที่เงียบ ๆ สักที่ไว้เก็บเอกสารสำคัญของมูลนิธิน่ะ เลยจะเข้าไปดูพร้อมกับพวกเราด้วย"ฉันนั่งลงที่เบาะหลัง "ค่ะ"ลูก้ากับเบียงก้าพูดคุยกันเรื่องการประมูลการกุศลและกลุ่มผู้บริจาคทางการเมืองราวกับว่าไม่มีฉันนั่งอยู่ข้างหลัง ฉันมองเงาด้านข้างของคนทั้งคู่แล้วคิดได้ว่า... ที่ผ่านมาฉันไม่ได้นั่งอยู่เบาะหลังหรอก แต่ฉันถูกผลักให้ไปอยู่ตรงที่ขอบๆต่างหากเบียงก้าถูกใจห้องนอนใหญ่ชั้นบนมากเพราะมันหันหน้าเข้ารับแสงอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลสาบ ยืนอยู่ข้างบานกระจกด้วยแววตาเป็นประกาย "แสงแดดดีมากเลยค่ะ เอกสารที่เป็นกระดาษของฉันคงไม่ชื้นถ้าอยู่ห้องนี้"ลูก้าตอบโดยไม่รีรอเลยสักนิด "งั้
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
ลูก้าดึงชุดเดรสสีดำออกจากราวแขวนแล้วยื่นให้ฉัน "เอเลน่า เลือก ๆ ไปสักชุดเถอะ คืนนี้เบียงก้ามีธุระ อย่าทำให้เธอเสียเวลาเลย ชุดนี้เรียบง่ายดี เหมาะกับเธอแล้ว"สีดำอีกแล้ว เหมาะสมอีกแล้วฉันรับชุดที่ตัวเองไม่มีวันจะสวมใส่มาด้วยความรู้สึกสงบนิ่งอย่างที่สุด เวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งตัดสินใจจะเดินจากไป เธอไม่จำเป็นต้องกรีดร้องโวยวายเสมอไปหรอก บางครั้งเธอก็แค่เลิกรับเศษเดนความรักก็เท่านั้นคืนนั้น เมื่อพวกเรากลับมาถึงคฤหาสน์เบลลินีเพื่อรับประทานอาหารค่ำ ฉันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉันและมันก็เป็นวันเกิดของเบียงก้าเช่นกันลูก้าเป็นคนสั่งเค้กมา เขาตบกล่องเค้กลงตรงกลางโต๊ะแล้วยิ้ม "พวกเธอเกิดวันเดียวกัน เพราะงั้นเค้กก้อนเดียวก็พอแล้ว สะดวกดีใช่ไหมล่ะ"เค้กก้อนนั้นงดงามมาก มันโรยหน้าด้วยเศษถั่วพิสตาชิโอและครีมเฮเซลนัท เบียงก้าชอบพิสตาชิโอที่สุด ส่วนฉันแพ้ถั่วทว่าไม่มีใครมองเห็นความผิดปกติในเรื่องนี้เลยสักคนลูก้าปักเทียนลงบนเค้กแล้วตั้งใจวางมงกุฎวันเกิดสีเงินลงบนผมของเบียงก้า "ให้เบียงก้าอธิษฐานก่อนเลย"ฉันมองเค้กที่เต็มไปด้วยถั่ว มองมงกุฎ และมองรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนใบหน้าของ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
มีคนเคาะประตูห้องของฉันลูก้ายืนอยู่ข้างนอกและพูดจาเหมือนกับว่าเขากำลังขอร้องเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ "เอเลน่า งานรับรางวัลของเบียงก้ามีแค่ครั้งเดียวนะ งานเริ่มตอนสิบโมง แถมสื่อมวลชนก็แห่กันไปเต็มไปหมด เธอรับมือคนเดียวไม่ไหวหรอก"ฉันมองเขา "แล้วยังไงคะ""เราเลื่อนงานแต่งงานของเราไปเป็นตอนเย็นได้ไหมล่ะ พวกพิธีรับตัวเจ้าสาวกับดื่มอวยพรในครอบครัวก็ข้าม ๆ ไป แล้วไปเริ่มที่งานเลี้ยงฉลองเลย"ฉันแทบจะหลุดขำ เขาคิดว่าคนเราจะแต่งงานกันสักกี่ครั้งในชีวิตกันเชียวสาวใช้ที่ชั้นล่างคนหนึ่งแอบบ่นพึมพำว่า "งานแต่งงานครั้งแรกที่ชิคาโกเขาไม่จัดกันตอนกลางคืนหรอก มันดูเหมือนพวกงานแต่งแก้ขัดมากกว่า"แม่ของฉันตวาดสวนทันที "เหลวไหลน่า นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว อย่าเอาความเชื่อโบราณมาพูดเลย"ลูก้าเดินเข้ามาในห้องของฉัน แววตาของเขาดูอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "เอเลน่า คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม เธอเป็นคนที่มีเหตุผลและเข้าใจอะไรล่ะง่ายที่สุดแล้ว"ฉันมองเขาแล้วก็หวนนึกถึงวันหนึ่งในวัยเด็ก ฉันเคยชนะรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดศิลปะ แต่พ่อแม่กลับเลือกไปดูเบียงก้าแสดงเดี่ยวไวโอลิน ลูก้าสัญญาว่าจะมาหาฉัน ทว่าสุด
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
การโจมตีนี้ตั้งใจจะเล่นงานเขาโดยเฉพาะ ศัตรูที่ไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาในงานมอบรางวัลของเบียงก้าได้แกะรอยมาเจอเวทีงานแต่งงานที่เขาควรจะยืนอยู่ และเอเลน่าก็ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเพียงลำพัง"ขับให้มันเร็วกว่านี้หน่อย" ลูก้าสั่งคนขับรถเหยียบคันเร่งฝ่าสัญญาณไฟแดงไปถึงสองแยก เบียงก้าจับเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนหน้าถอดสี ทว่าลูก้าไม่ได้หันไปมองเธอเลยแม้แต่แวบเดียวเมื่อเขาไปถึงโรงแรม โถงล็อบบี้อบอวลไปด้วยกลิ่นควันปืน ดอกลิลลี่ และดินปืน แขกมากมายพากันร้องไห้อยู่ตามกำแพง ขณะที่คนของโมเร็ตติคอยลากร่างผู้บาดเจ็บไปหลบหลังโต๊ะที่คว่ำลูก้าวิ่งเข้าไปในห้องบอลรูมแล้วไปหยุดอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ที่พังยับเยินกลีบกุหลาบสีขาวกระจายเกลื่อนกราดอยู่บนพื้นหินอ่อน เศษผ้าเวลคลุมผมที่ขาดวิ่นห้อยย้อยลงมาจากโต๊ะลงนามอวยพร บนหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ แหวนหมั้นของโมเร็ตติวางจมอยู่ในแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากแจกันที่แตกกระจายไร้เงาของเอเลน่าเขาหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา "เธออยู่ไหน"ใบหน้าของมาร์โก้ถอดสีจนเป็นสีเทา "มีผู้หญิงในชุดเจ้าสาวคนหนึ่งถูกพยุงออกไปทางประตูพนักงานก่อนที่เราจะปิดล้อมห้องครับ เธอมีเล
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
หนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์โจมตี ในตอนเช้าของสะวันนาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไอเกลือ เนื้อไม้ ยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นหนังเก่าๆสตูดิโอของอาเรียตั้งอยู่ภายใต้ป้ายไม้ที่เขียนว่า'ฮาร์เบอร์ แอนด์ ไฮด์ เรสเตอเรชั่น' ฉันทำงานโดยมีผ้าพันแผลซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ จนกระทั่งอาการมือสั่นเริ่มเบาลง ครั้งแรกที่ฉันวางฝ่ามือลงบนโต๊ะตัดเย็บ หัวใจของฉันก็สงบนิ่งขึ้นอย่างมั่นคง แผ่นผืนหนังไม่เหมือนกับมนุษย์ มันมีลาย เส้นใย และรอยแผลเป็นในตัวเอง เราแค่ต้องจับทิศทางตามพื้นผิว ซ่อมแซมให้ถูกจุด และค่อย ๆ เย็บไปอย่างช้า ๆ ฉันชอบความรู้สึกที่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้แบบนี้ตอนอยู่ชิคาโก ฉันเป็นแค่ผู้ช่วยที่เอาแต่ปวดหัวกับรายงานคาสิโน ลูก้าบอกว่าฉันล้มเหลวไปทุกเรื่อง พ่อแม่บอกว่าฉันไม่มีทางเทียบชั้นเบียงก้าได้ และฉันเองก็เกือบจะเชื่อพวกเขาไปแล้วจนกระทั่งหีบโบราณชิ้นแรกที่ฉันซ่อมแซมเสร็จถูกบล็อกเกอร์สายตกแต่งบ้านคนหนึ่งซื้อไป เธอโพสต์รูปภาพลงบนโลกออนไลน์ และกระแสในช่องคอมเมนต์ก็ระเบิดขึ้นทันที[ฝีมือการเย็บและเก็บงานประณีตงดงามมากเลยค่ะ][ช่วยบอกทีว่าเธอรับทำตามออเดอร์ไหม ฉันยินดีจะรอค่ะ][การได้เห็นของเก่าแก่ได้รั
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
แม่เป็นฝ่ายเปิดฉากพูดก่อน "เอเลน่า เบลลินี! แกหายหัวไปไหนมาหลังจากเหตุการณ์บุกถล่มงานแต่งงาน แล้วปล่อยให้พวกโมเร็ตติต้องพลิกแผ่นดินชิคาโกตามหาตัวแกจนวุ่นวายขนาดนี้ พวกโมเร็ตติจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? แล้วตระกูลเบลลินีล่ะจะทำยังไง?"เสียงของลูก้าทุ้มต่ำลง "หมอนั่นเป็นใคร"ฉันไม่ได้ตอบ แม่เลยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระแทก "ที่แท้ก็มีผู้ชายคนอื่นนี่เอง มิน่าล่ะแกถึงหนีหายไปได้อย่างไร้ร่องรอย แกมันไม่ฉลาด เรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่จำเป็นต้องทำตัวไร้ยางอายขนาดนี้ด้วยหรือไง?"โรวันมองมาที่ฉันก่อนจะหันไปมองพวกเขา น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มนิ่ง "เดี๋ยวผมพาฟินน์ไปข้างหลังก่อนนะ มีอะไรก็เรียกผมได้ตลอดเวลาครับ"เขาไม่ได้ออกหน้าแย่งสิทธิ์ในการพูดหรือทึกทักแทนฉัน เขาเปิดโอกาสให้ฉันได้เลือกด้วยตัวเอง และนั่นทำให้ความกลัวในใจของฉันเริ่มหายไปลูก้ายังคงจ้องมาที่ฉัน "เอเลน่า กลับบ้านกับฉันเถอะ มีอะไรค่อยไปคุยกันที่โน่น เธอจากมาปุบปับเกินไป มีเรื่องอะไรที่เราคุยกันดี ๆ ไม่ได้งั้นเหรอ"ฉันมองเขาแล้วยิ้ม "ลูก้าคะ ครั้งก่อนที่ฉันบอกว่าเราเลิกกัน คุณไม่เชื่อฉัน งั้นคราวนี้ฉันจะพูดให้ชัดเจนอย่างเป็นทางการนะคะ..
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอกโรวันเดินเข้ามาพร้อมกับฟินน์ที่ถือถุงหนังที่ยังทำไม่เสร็จตรงดิ่งมาหาฉัน ฉันคุกเข่าลงช่วยปรับเส้นด้ายให้แก "ตรงนี้เย็บช้าลงหน่อยนะจ๊ะ ไม่งั้นฝีเข็มจะเบี้ยวเอาได้"โรวันเอื้อมมือมาเช็ดขี้ผึ้งที่เลอะออกจากแก้มของฉัน ท่าทางนั้นดูเป็นธรรมชาติ ทว่าก็ชิดใกล้จนลูก้าไม่สามารถแทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างเราสองคนได้เลยลูก้ายืนอ้างว้างอยู่ข้าง ๆ โดยไม่มีคำพูดใด ๆ เขาเฝ้ามองฉันกับโรวันพูดคุยกันเรื่องงานหนัง มองฟินน์ยื่นถุงหนังมาให้ฉัน และมองฉันยิ้มความรู้สึกบางอย่างบนสีหน้าของลูก้าก็แตกสลายลง วันนั้นเขารีบออกไปอย่างรวดเร็ว ทว่าเขาก็ยังคงกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น และวันต่อ ๆ จากนั้น จนกระทั่งวันที่สี่ เขาไม่ได้เดินเข้ามาข้างใน รถของเขาจอดแช่อยู่ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนกระทั่งฟ้ามืดทุกครั้งที่มา เขาจะนำของขวัญที่แตกต่างกันมาให้เสมอ ผ้าคลุมไหล่ผ้าแคชเมียร์ที่สั่งทำขึ้นเพื่อฉัน นาฬิกาพกสลักชื่อของฉัน หรือเครื่องมือซ่อมแซมหนังจากปารีสและทุกครั้งที่ยื่นของขวัญให้ เขาจะพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ "มีแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นนะ ฉันตั้งใจเลือกมันเพื่อเธอคนเดียวเลย"ฉันส่งคืนทุกอย่างเท่าที่สาม
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
เมื่อลูก้ากลับมาถึงชิคาโก เขาก็เพิ่งจะคิดได้เป็นครั้งแรกว่าเพนต์เฮาส์โมเร็ตตินั้นช่างว่างเปล่าเหลือเกินห้องนอนเก่าของฉันยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีอะไรถูกแตะต้อง ในลิ้นชัก ลูก้าพบกระดาษโน้ตบันทึกบัญชีแยกประเภทที่เขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบของฉัน ตรงมุมกระดาษมีภาพสเก็ตช์หีบใบเล็ก ๆ วาดเอาไว้ด้วยที่ผ่านมาเขาไม่เคยสังเกตเห็นมันเลยสักครั้งคืนนั้น เขานั่งสูบบุหรี่จนกระทั่งรุ่งสาง โดยมีกำไลทับทิมที่ฉันปฏิเสธไม่ยอมรับวางอยู่ข้าง ๆ มือวีโต้ โมเร็ตติ ผลักประตูเปิดเข้ามาและขมวดคิ้วมองลูกชายของตัวเอง "แกกำลังทำตัวเองให้พังพินาศเพราะลูกสาวตระกูลเบลลินีคนที่ไม่มีอะไรโดดเด่นคนนั้นงั้นเหรอ"ลูก้าเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ "อย่าพูดถึงเธอแบบนั้นครับ"วีโต้หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา "ถ้าแกปกป้องเธอจริง แกคงไม่ปล่อยให้งานแต่งงานของตัวเองตกเป็นเป้าโจมตีในขณะที่แกไปทำหน้าที่คอยคุ้มกันเบียงก้าหรอก แกเห็นเอเลน่าเป็นคนรองเสมอ และพวกศัตรูก็เจอที่นั่งว่างข้าง ๆ เธอ"นิ้วมือของลูก้ากำแน่นเข้าหากันคำพูดของพ่อเปรียบเสมือนกระสุนปืนที่พุ่งมาอย่างช้า ๆ ทว่าในที่สุดมันก็ทะลุคำโกหกทั้งหลายที่เขาเคยใช้หลอกตัวเอ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 10
หนึ่งปีต่อมา ฉันกับโรวันจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ขึ้นที่สะวันนาที่นี่ไม่มีขบวนรถมาเฟีย ไม่มีสื่อมวลชน และไม่มีใครใช้ชีวิตสมรสของฉันเป็นเวทีเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเลยสักคน ไฟแสงสีส้มอบอุ่นถูกแขวนประดับไว้ทั่วลานบ้าน อาเรียช่วยทำเลม่อนพาย ส่วนฟินน์ก็คอยทำหน้าที่เฝ้ากล่องใส่แหวนแต่งงานอย่างจริงจังฉันไม่ได้เชิญพ่อแม่มาร่วมงาน ฉันไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ไหม และฉันก็ไม่ได้อยากจะรับรู้อีกต่อไปแล้วหนึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มพิธี โทรศัพท์ของฉันก็สั่นเตือนด้วยข้อความจากเบอร์แปลก[ฉันได้ข่าวว่าวันนี้เธอจะแต่งงาน ขอให้เธอมีความสุขมากๆ นะ]ฉันจ้องมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดปิดไปโดยไม่ได้ตอบกลับอะไรในเวลาเดียวกันที่ชิคาโก ลูก้านั่งอยู่ลำพังในเพนต์เฮาส์อันแสนว่างเปล่า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์สาดส่องกระทบใบหน้าของเขา ข้อความขึ้นสถานะว่าอ่านแล้ว ทว่ากลับไม่มีการตอบกลับใด ๆ ส่งมาเลยเขาจ้องมองบทสนทนานั้นแล้วยิ้มออกมาพร้อมดวงตาที่แดงก่ำเบียงก้าเป็นคนบอกเรื่องงานแต่งงานนี้ให้เขาได้รู้ ลูก้าขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานตลอดทั้งคืนใจจริงเขาอยากจะเดินทางไปที่นั่นเหลือเกิน เขาอยากเห็นเอเลน่าในชุดเจ้าสา
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status