“ร้านสวยมากเลยค่ะ” ถิงถิงเปรยขึ้นขณะทอดสายตามองทัศนียภาพของร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา เบื้องหน้าคือพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ยิ่งยามเย็นที่แสงอาทิตย์สีส้มสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนน้ำที่พริ้วไหว มันยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศรอบกายราวกับภาพวาดที่หยุดนิ่งไว้ในห้วงเวลา
“เพราะพี่รู้ว่าถิงชอบที่นี่ไงครับ” โยธาชายหนุ่มผู้เป็นทั้งพี่ชายข้างบ้านและคนสนิทเอ่ยด้วยรอยยิ้มอุ่นซ่าน เขาคือคนที่เข้ามาเติมเต็มความโดดเดี่ยวตลอดสามปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านใกล้กัน ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างการอาสาวนรถไปรับไปส่งเธอที่ทำงานกลายเป็นกิจวัตรที่ทำให้ทั้งสองขยับความสัมพันธ์มาจนถึงทุกวันนี้
“พี่รู้ได้ยังไงว่าถิงชอบ” ถิงถิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“ก็พี่เห็นเราแอบมาเดินเล่นริมแม่น้ำบ่อยๆ” คำตอบนั้นทำให้ถิงถิงชะงักไปครู่หนึ่ง
ใช่...เธอชอบมาที่ริมแม่น้ำ แต่นั่นไม่ใช่เพราะเธอหลงรักในสายน้ำ หากแต่กลิ่นอายของมันมักจะขุดเอาความทรงจำในอดีตที่เธอพยายามจะลืมให้ย้อนกลับมาเด่นชัดขึ้นอีกครั้งต่างหาก
หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอเพียงแต่ส่งยิ้มบางๆ ให้เขาแทนคำขอบคุณ ก่อนที่ความสนใจจะถูกดึงไปยังความผิดปกติบางอย่างภายในร้านที่กำลังเกิดขึ้น
บรรดาลูกค้าที่เคยนั่งกันเต็มร้านเริ่มทยอยลุกออกจากโต๊ะด้วยท่าทีลนลานอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แม้แต่คนที่นั่งโซนเอาต์ดอร์เช่นเดียวกับเธอก็เริ่มเก็บข้าวของเตรียมตัวออกจากร้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเช่นเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” ถิงถิงเอ่ยถามบริกรสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยความสงสัย
“เอ่อ...พอดีมีแขกผู้ใหญ่เหมาร้านกะทันหันค่ะทางร้านเลยต้องขอประทานโทษและเชิญลูกค้าท่านอื่นออกก่อนชั่วคราว” คำตอบนั้นทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นทันที ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้น ใครกันที่มีอิทธิพลมากพอจะไล่คนออกทั้งร้านได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีแบบนี้?
“แบบนี้ก็ได้เหรอคะ?” ถิงถิงพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา แม้ร้านจะกว้างขวางและมีลูกค้าอยู่เกือบเต็ม แต่ทางร้านกลับเลือกที่จะเชิญทุกคนออกเพียงเพื่อรองรับความต้องการของคนแค่กลุ่มเดียว
สำหรับเธอแล้วบางทีการมีเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่มันควรจะมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมด้วย ไม่ใช่ทำให้คนอื่นลำบากเพราะความเห็นแก่ตัวแบบนี้
“ทางเราต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ แต่ทางร้านมีบัตรกำนัลชดเชยให้สำหรับการเข้าใช้บริการในวันหลัง และมื้อนี้เราจะไม่คิดค่าอาหารใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ” บริกรสาวรีบก้มศีรษะขอโทษซ้ำๆ ด้วยสีหน้าลำบากใจ
“มันเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากเจ้าของร้าน ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกถิง พี่ว่าเรา...” โยธาพยายามจะเอ่ยขัด เขาไม่อยากให้บรรยากาศที่ตั้งใจเตรียมมาต้องพังทลายลงเพราะความขุ่นเคืองโดยเฉพาะเธอ
“แต่พี่จองร้านนี้มาเป็นเดือนเลยนะคะ” หญิงสาวแย้งพลางมองสบตาเขา เธอเห็นถึงความพยายามของโยธาที่พยายามจองร้านนี้มานานแค่ไหน หากไม่ได้มีการจองข้ามเดือนก็จะไม่มีโอกาสได้มานั่งทานในบรรยากาศดี ๆ แบบนี้แน่นอน
“ถ้างั้นผมขอเวลาแค่สิบห้านาทีได้ไหมครับ?” โยธาส่งยิ้มใจดีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาให้บริกรสาวเพื่อขอความเห็นใจ
“ถือเป็นการชดเชยที่ทำให้เราเสียเวลา เสร็จธุระแล้วเราจะรีบออกไปทันทีครับ” ก่อนที่เขาจะพูดต่อด้วยแววตาเว้าวอน
“เอ่อ... คือ...” บริกรสาวอึกอัก ท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัดเจน
“นะครับ แค่สิบห้านาทีเท่านั้น” เมื่อเจอความสุภาพและสายตาอ้อนวอนของโยธา สุดท้ายเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ลง
“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าครบสิบห้านาทีแล้ว ดิฉันต้องขออนุญาตมาตามนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
ไม่นานนัก ลูกค้าคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกันออกจากร้านจนหมด ความวุ่นวายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบเชียบเพื่อรอแขกคนสำคัญ เหลือเพียงโต๊ะของเธอและเขาที่ยังนั่งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพของอาทิตย์อัสดงที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า
ท่ามกลางความเงียบนั้น ถิงถิงกลับรู้สึกขนลุกชันอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่เธอจากเงามืดสักแห่งในร้านที่ว่างเปล่าแห่งนี้ แต่แล้วสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่เอื้อมมากุมมือเธอก็ทำให้ถิงถิงชะงักลืมความรู้สึกนั้นไป
“พี่มีเรื่องสำคัญอยากจะถามถิงครับ” แววตาของพี่ชายข้างบ้านที่เคยมองเธอด้วยความเอ็นดูแบบน้องสาวตอนนี้เริ่มแปรเปลี่ยนไปคนละคน เพราะตอนนี้มันกำลังแทนที่ไปด้วยความโหยหาและความรักที่มากกว่าคำว่าพี่น้อง แต่เป็นความรักในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มีให้เธอตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
“...” หญิงสาวนิ่งงัน เธอไม่ได้ชักมือออกแต่ก็ไม่ได้ขยับเข้าหา เพราะความสับสนที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พี่รู้ว่าถิงยังลืมคนนั้นไม่ได้” คำพูดของโยธาเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจกลางความรู้สึก เขาเจ็บปวดที่ต้องทนอยู่ในฐานะพี่น้องเพื่อรอเวลาให้เธอลบอดีตกับใครบางคนออกจากใจ
“แต่พี่ขอโอกาสได้ไหม ให้พี่เป็นคนที่ช่วยให้ถิงลืมเขา พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าไปยืนในพื้นที่หัวใจของถิงแทนคนคนนั้น” ในเมื่อเธอไม่อาจลืมได้ด้วยตัวเอง เขาก็พร้อมจะเป็นฝ่ายฉุดดึงเธอขึ้นมาจากห้วงความทรงจำนั้นเอง
“แต่ถิงไม่รู้ว่าถิงจะทำได้ไหม ถิงกลัวจะเสียพี่ไปอีกคน” ถิงถิงสารภาพออกมาตามตรง สำหรับเธอแล้วโยธาคือพื้นที่ปลอดภัยที่แสนดีเสมอมา และเธอก็ขลาดกลัวเกินกว่าจะเสียเขาไปเหมือนที่เคยเสียคนนั้นไปอีกคน
“พี่สัญญา...ถ้าสุดท้ายพี่ทำไม่ได้ พี่จะกลับมาเป็นพี่ชายของถิงเหมือนเดิม” นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยกระแสความเว้าวอน
“ขอให้พี่ได้ดูแลถิงในฐานะคนรักได้ไหม เป็นแฟนกับพี่นะถิง” ถิงถิงเม้มปากอย่างคนคิดหนัก การดึงใครอีกคนเข้ามาเพื่อหวังจะลืมคนเก่ามันถูกต้องแล้วจริงๆ หรือ?
หากสุดท้ายความพยายามนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับไปทำร้ายโยธาล่ะ เธอจะรับผิดชอบความรู้สึกเขาไหวได้อย่างไร
ทว่าในขณะที่ความลังเลกำลังเกาะกินใจ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบริกรสาวคนเดิมที่กำลังเดินตรงมาหา ดูเหมือนเวลาสิบห้านาทีที่ขอไว้จะหมดลงแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ กลับไม่ใช่การถูกเชิญออกจากร้าน
หากแต่เป็นชายชุดดำในชุดสูทเนี้ยบนับสิบคนกำลังก้าวเข้ามาในพื้นที่ร้าน พวกเขายืนเรียงแถวราวกับกำลังรอต้อนรับผู้ทรงอิทธิพลบางคนที่อยู่เบื้องหลังการเหมาร้านกะทันหันในครั้งนี้
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเฉียบและกดดันจนหายใจลำบาก มันบีบคั้นให้เธอต้องรีบให้คำตอบกับคนตรงหน้า ก่อนที่ความวุ่นวายเบื้องหลังจะคืบคลานมาถึงโต๊ะของเธอ
“ถ้าสุดท้ายมันไปกันไม่รอด พี่จะเป็นคนรับผิดชอบความเสียใจนั้นเอง”
“...” ถิงถิงยังคงนั่งนิ่งเงียบ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของความคิดที่ตีกันในหัว เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของโยธาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและจริงใจ
“นะครับถิง ให้พี่ได้ดูแลถิงจริงๆ เถอะนะ”
“กะ ก็ได้ค่ะ ถิงตกลง” ในที่สุดเธอก็ยอมเปิดใจลองดูสักตั้ง อย่างไรเสียโยธาก็คือคนดีที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แม้ส่วนลึกในใจจะรู้ดีว่าไม่มีใครแทนที่คนคนนั้นได้ง่ายๆ แต่เธอก็หวังว่าสักวันความดีของโยธาจะช่วยลบเลือนรอยแผลเก่าให้จางหายไปได้
วินาทีนั้นทำให้โยธาเผยรอยยิ้มที่กว้างและดูมีความสุขที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ชายหนุ่มรีบลุกจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วโผเข้ามากอดเธอไว้ด้วยความดีใจจนตัวสั่น
“ขอบคุณนะครับ...แฟนของพี่โยธา”
“ค่ะ...” ถิงถิงยิ้มตอบ พยายามซึมซับความอบอุ่นจากการเริ่มต้นใหม่ เธอสวมกอดเขาตอบเบาๆ พลางภาวนาในใจขอให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทั้งสำหรับเธอและเขา
“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า...” เสียงของบริกรสาวดังขึ้นขัดจังหวะพอดี ทำให้คนทั้งสองต้องผละออกจากกันเพื่อเก็บสัมภาระ และเป็นโยธาที่หันไปตอบรับด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีอย่างปิดไม่มิด
“เรียบร้อยครับ เรากำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“ขอโทษที่ทำให้ต้องระ-” ถิงถิงเอ่ยสมทบพลางเงยหน้าขึ้นเตรียมจะกล่าวลา
ทว่า...
ทันทีที่สายตาประทะกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังบริกรสาว คำพูดทุกอย่างก็ถูกกลืนหายไปในลำคอ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีเย็นชา ดวงตาสีเทาคมกริบคู่ที่เธอจำได้ขึ้นใจกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยความเรียบเฉย ทว่ามันกลับแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความกดดันจนอากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา
หัวใจของถิงถิงกระตุกวูบราวกับตกจากที่สูง ความทรงจำที่เพียรลบเลือนมาตลอดสามปีพุ่งเข้าจู่โจมจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะเค้นเสียงเรียกชื่อคนที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจออีกออกมาอย่างแผ่วเบา...
“พี่โซ่...”