Mag-log in“..ชิ๊! ไอ้ผู้ชายคนนั้น ทำลูกค้าพ่อฉันสับสนไปตั้งหลายคน ตัวขัดลาภจริงๆ!” หญิงสาวผมยาวหน้าหมวยสบถด่าร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาอยู่ภายในใจ เธออุตส่าห์ตามสืบข้อมูลของเป้าหมายมาหลายเดือนเพื่อที่จะลากให้มาเป็นลูกค้าประจำตำหนักเพราะเห็นว่าอัศวินน่าจะรวยและกระเป๋าน่าจะหนักเอาการ และแถมยังเป็นเพื่อนกับโทนที่เคยมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง การเดินเข้าไปยื่นผ้าเช็ดหน้าให้บนรถประจำทางในวันนั้น.. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แค่เป็นวิธีหลอกถามข้อมูลแบบตื้นๆในระดับคนแปลกหน้า.. “...ฉันต้องทำให้นายมาเป็นลูกค้าพ่อฉันให้ได้!”
view moreSpecial Partเป็นเรื่องที่เหนือการคาดเดาของพวกฉันทุกคน ที่ได้เห็นโทนลุกขึ้นมาใส่บาตรพระแต่เช้า คนที่ดูตกใจมากที่สุดคงไม่พ้นอัศวิน สายตาแบบคิดไม่ถึงของเขาดูออกได้ชัดมาก“อายุ วัณโณ สุขัง พะ ลัง” สิ้นเสียงของพระท่าน ท่านก็เดินจากไป ฉันเลยปล่อยให้อัศวินยืนมองเพื่อนอึ้งๆแล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาโทนก่อนเขาแทน“…นึกว่าหายไปไหน ไม่คิดว่านายจะตื่นมาใส่บาตร”“ครั้งแรกในชีวิตเลยนะ อายพระท่านมาก แม้แต่ต้องถอดรองเท้าใส่บาตร เด็กวัดยังต้องบอกฉันเลย”“..เอาน่า เราโตกันมาได้แบบนี้ ก็ต้องผ่านการเรียนรู้ในทุกๆเรื่องแหละ ทุกป้ะ:)”“..อืม ได้ลองทำแบบนี้ ใจมันก็สงบอยู่นะ” ฉันยิ้มให้กับโทน เขาก็เหมือนพี่ชายฉันไปคนนึงแล้วละ พริบตาหยิบถาดและพยายามจะพับโต๊ะเก็บ โทนแทรกตัวทำเองทุกอย่าง ยิ่งทำให้พริบตารู้สึกว่า โทนคงได้รับบทเรียนราคาแพง และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ “กูนึกว่ายาดองมันทำให้มึงเพี้ยน”“หึ๊~ อย่างกูเขาเรียกว่าคนที่พร้อมจะล้างจิตใจให้ใสสะอาดเว้ย”“เหรอ?”“มองกูแรงขนาดนี้นี่ยังไง? ทำไมกูจะใส่บาตรไม่ได้?”“กูว่าอะไรมึงยังละ กูแค่แปลกใจเฉยๆ”“ใช่ อัศวินดูแปลกใจจนแมลงวันแทบจะเข้าไปวางไข่ในปาก
มีลูกกันไหม? 📿 หลายชั่วโมงผ่านไป… “ขี้โกง~ กันนี่~ อายุปูนนี่แล้ว~ จะมานั่งตาแข็งได้ยังไง!” ธีที่ทะลึ่งดวลยาดองกับพ่อฉัน เดี้ยงไปแล้วหนึ่ง นักรบนั่งกุมขมับหลังจากปากขวดเบียร์หมุนไปทางเขามากรองลงมาจากธี “พ่อฉันเซียนยาดองนะ ฉันเตือนแล้วนะทุกคน~” ฉันเองก็มึนเหมือนกันนั่นแหละ โดนไปหลายแก้วเลยฉัน~ “เอามันไปเก็บเถอะ มากกว่านี้คือนั่งคุยกับหมาแล้วมันอะ” ยังถือว่านักรบยังมีสติที่สุดในบรรดาทุกคนที่ดื่มหนัก เขาพยายามรั้งร่างของของธีขึ้นพยุง แต่ก็ไม่เป็นผล แถมยังจะเซถลาลงไปกองกับธีด้วยซ้ำ พรึ่บ! “..นั่งคุยกับหมาไปเถอะมึง~” ก่อนจะตัดสินใจปล่อยแขนหนักๆของธีแล้วพาตัวเองกลับมานั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม “..มันดูไม่ไหวกันแล้วนะ” “นั่นสิ.. ปล่อยให้ขับรถกลับบ้านนี่ไม่ถึงบ้านแน่ๆ” “แถวนี้พอจะมีที่พักหรือเปล่า ถ้าไม่ไกล ฉันหิ้วพวกมันไปได้” อัศวินเริ่มใช้เท้าเขี่ยธี ที่เริ่มใกล้คุยกับหมาข้างบ้านฉันรู้เรื่องเต็มที “จะไปเสียกะตังค์อะไรให้มากความละ นอนกันที่บ้านนี่แหละ” “เราไม่มีห้องรับแขกนะแม่ ห้องนอนไม่พออยู่แล้ว.. แล้วดูตัวแต่ละคนสิ ยาวยังกะเสาไฟฟ้า” “ก็กลางบ้านนี่แหละ” “เอาจริงเหรอ?” “เออ ปล่อย
เกมส์มันมาแบบนี้📿“เราเทิดทูนกับอะไรที่มองไม่เห็นหลายอย่าง.. แต่กับบางสิ่งที่ควรเทิดทูน กลับไม่ให้ความสำคัญ”“..นั่นสิเนอะ จะว่าไปถ้าให้พูดกันตามตรง เราถูกสั่งสอนให้เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น แล้วก็ทำตามคำสอนที่เชื่อกันมาอย่างผิดๆ บางที… มันไม่ได้มีแค่นิทานหลอกเด็กหรอก หลอกผู้ใหญ่นี่ได้ผลกว่าเด็กซะอีก” ธีและสงครามพูดคุยกันตามประสาของคนที่ไม่ได้เชื่อความเชื่อจนงมงาย แต่อยู่บนพื้นฐานที่เรียกว่าสายกลางจริงๆก็อาจจะว่าได้ “มนุษย์นี่ช่างโง่เขลา…”“พูดอย่างกับมึงไม่ใช่มนุษย์ เหนือกว่าพวกกูหน่อยเดียวเอง เอาปืนยิงมึงก็ตายละวะ!” “แล้วจะหัวเสียทำไมเนี่ย?” นาราพูดเมื่อเห็นว่าธีเกริ่นมาแบบนั้นหลังปกป้องพูดจบ“เอ้า! ก็ดูมันพูดดิ” แต่ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันหรอก ทุกคนก็อย่างนี้แหละ ชอบกัดกันทุกครั้งที่สามารถกัดกันได้ แต่ฉันก็ไม่เถียงกับแนวคิดของทุกคนนะ คนเรามีสิทธิคิดได้ต่างๆนานา คนที่ประสบความสำเร็จใช่ว่าจะต้องคิดเหมือนกันแบบก็อบปี้ข้อมูลจัดวาง“อ่าๆ อย่าตีกันสิ พ่อกับแม่ฉันไม่ค่อยชินกับโหมดของทุกคนนะ^^” ดูสินั่น ทั้งพ่อและแม่ฉันนั่งเหมือนระแวงอะ ระแวงว่าแบบมันจะต้องมีใครสักคนเริ่มการปะทะอะไรแบบนั้น“
การไร้ที่พึ่งมันเจ็บปวด📿“…ทำไมถึงไม่มีใครรับสายนะ” ตั้งแต่ฉันมาถึง ก็ไม่เห็นใครในบ้านสักคน บ้านปิดสนิทล็อคกุญแจแบบนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญ แต่ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลยนะ..พริบตายังคงยืนโทรศัพท์หาทั้งพ่อและแม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการรับสายดั่งใจคิด“ใจเย็นๆก่อน คงทำอะไรอยู่จนไม่ว่างรับสายแหละ”“ฉันจะคิดแบบนั้นได้ยังไง แม่ฉันป่วยอยู่นะนายก็รู้” ใจฉันไม่อาจแน่นิ่งได้ หนึ่งนาทีช่างยาวนาน อัศวินที่เห็นพริบตาร้อนใจก็เลือกที่จะเดินเข้าไปหาแล้วหยิบมือถือของเธอมาเก็บไว้กับตัว“วิน”“ใจเย็นก่อน แล้วนั่ง”“….”“จะไปนั่งดีๆหรือจะต้องเจ็บตัว?”“….” ฉันต้องยอมเดินไปนั่งนิ่งๆที่เก้าอี้กลางบ้านอย่างไม่สบอารมณ์นัก แล้วอัศวินก็เป็นคนเดินไปเอาน้ำมาให้ฉัน“เพื่อจะใจเย็นขึ้น”“ไม่คือสักนิด.. ที่นายเป็นฝ่ายเอาน้ำมาให้ฉันแบบนี้”“ก็เธอหงุดหงิดเกินไปแล้วไง ฉันแค่ไม่อยากโดนลูกหลง”“…ฉันแยกแยะได้”“แต่ที่เห็นไม่ใช่นะ” อัศวินทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพริบตา ฉันก็พยายามคิดว่าจะไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ดั่งที่ใจฉันคิดไปไกล“สบายใจเถอะ แม่เธอไม่เป็นอะไรหรอก”“นายมั่นใจได้ยังไง?”“เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะเป็น
ฉันหวงเธอ และหวงมาก📿“เรียบร้อย”“ไม่ขาดอะไรนะ?”“อืม” อัศวินที่ออกมาจากห้องนอนที่มีไว้ใช้เพื่อรับรองแขก โทนคงได้พักผ่อนเต็มที่หลังจากจับเข่าคุยเรื่องต่างๆนานามากมายกับทุกคนที่บ้าน เอาจริงๆแล้วโทนไม่ใช่คนที่งมงายจนไม่รู้ว่าอะไรมากไปอะไรน้อยไป แต่อย่างที่เขาบอกแหละ.. ว่าคนเรามักจะหาบางสิ่งมาทดแทนค
พรที่เป็นจริงได้📿ตึง~ ประตูรถปิด พริบตาวางกล่องอาหารที่ได้จากแม่ติดกลับไปด้วย“นายว่าทุกคนที่บ้านจะชอบไหม?”“พวกนั้นได้กินอะไรฟรีมันก็ชอบหมดแหละ”“..แล้วนายละ ชอบกับข้าวฝีมือแม่ฉันหรือเปล่า?”“ชอบ อร่อย ไม่ได้กินกับข้าวรสมือดีๆแบบนี้นานแล้ว”“งั้น.. เอาไว้ฉันให้แม่สอนแล้วเดี๋ยวทำให้กิน เคม้ะ~”“
ถ้านี่จะเป็นรักแท้ของแก📿“ไงค่ำคืนรักอันแสนหวานฉ่ำ”“ฉ่ำเลย ฉ่ำระเบียงห้องกูเลยเนี่ย==^” อัศวินทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาใหญ่ สงสัยเหนื่อยหนักจากเมื่อคืน สายตามองกันแบบเหยียดสุดๆแต่ไม่มีผลกับฉันหรอกนะ“ใช่ ฉ่ำแฟ้บเลยละ”“…งั้นแสดงว่าไอ้เสียงน้ำเมื่อคืนนี้ไม่ใช่ฝนตก?”“เออ เที่ยงคืนยังให้กูขัดพื้นระเบียง
ฉันชอบเธอ📿“งั้นหนูไปก่อนนะ”“อื้ม ฝากไอ้พริบมันด้วยนะพ่อหนุ่ม”“ครับ” พริบตายืนโบกมือบ๊ายบายแล้วเดินขึ้นรถอัศวิน สีหน้าของแม่ดูดีขึ้นเรื่อยๆหลังจากออกจากโรงพยาบาล“สีหน้าแม่เธอดีขึ้นนะ”“เอ๊ะ?!นายกำลังคิดเรื่องเดียวกับฉันเลยอะ …สังเกตด้วยเหรอ?”“อื้ม ทำไม? แปลกตรงไหน”“ก็แปลกที่นายสังเกตแม่ฉันไง





