เข้าสู่ระบบ“..ชิ๊! ไอ้ผู้ชายคนนั้น ทำลูกค้าพ่อฉันสับสนไปตั้งหลายคน ตัวขัดลาภจริงๆ!” หญิงสาวผมยาวหน้าหมวยสบถด่าร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาอยู่ภายในใจ เธออุตส่าห์ตามสืบข้อมูลของเป้าหมายมาหลายเดือนเพื่อที่จะลากให้มาเป็นลูกค้าประจำตำหนักเพราะเห็นว่าอัศวินน่าจะรวยและกระเป๋าน่าจะหนักเอาการ และแถมยังเป็นเพื่อนกับโทนที่เคยมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง การเดินเข้าไปยื่นผ้าเช็ดหน้าให้บนรถประจำทางในวันนั้น.. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แค่เป็นวิธีหลอกถามข้อมูลแบบตื้นๆในระดับคนแปลกหน้า.. “...ฉันต้องทำให้นายมาเป็นลูกค้าพ่อฉันให้ได้!”
ดูเพิ่มเติมWAR(S) ZONE เล่ห์หลอกเสน่ห์ร้าย BAD FOR U
[อัศวิน*พริบตา] นิยายเรื่องนี้มีเนื่อหาเหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป นักอ่านที่มีอายุต่ำหว่า 20ปี ควรได้รับการแนะนำ ___สิ่งที่น่ากลัวสำหรับความหวัง... คือการหวังในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้___ #อัศวิน หล่อ เท่ห์ตรงสเปคผู้หญิงตามตำรา เพลย์บอยตัวพ่อใช้ชีวิตอย่างไม่มีคำว่าเสียดาย รักสนุก ไม่ยึดติด ไม่ผูกพันธ์ ไม่ได้เลวพอที่จะฆ่าใครได้ แต่ก็ไม่ใช่คนดีพอที่จะช่วยเหลือใคร #พริบตา เพราะอาการป่วยของแม่ที่นับวันมีแต่จะแย่ลง เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมายื้อชีวิตแม่ให้นานที่สุด... แม้จะต้องหลอกลวงคนที่เดือดร้อน หนีร้อนมาพึ่งเย็น ก็ตาม ⚠️WARNER⚠️ เนื้อหาในนิยายมีฉากอิโรติก คำพูด หรือพฤติกรรมที่รุนแรงอาจจะทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ เหมาะสำหรับผู้อ่านอายุ20ปีขึ้นไป และควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ขอให้เพลินเพลินกับการอ่าน **ห้ามคัดลอกนิยายไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม หากพบเจอจะดำเนินการทางกฏหมายทันที!!!!** =============== ความไม่ประทับใจแรกพบ.. 📿 “นี่นาย! เช็ดหน้าหน่อยไหม?” “.....” “ทำบ้าอะไรของเธอ?” “แต่งตัวก็ดี นาฬิกาก็หรู ที่บ้านไม่มีกระจกให้ส่องหรือไงหน้าถึงมอมเหมือนไปฟัดกับหมาที่ไหนมาอะ” “...ยัยปากหมา” “เห้~ หรือว่า~ มีเรื่องกับหมาจริงๆ” “ฉันโดนล้วงกระเป๋าต่างหาก!” “โอ๋! ตัวก็สูง ร่างกายก็.. บึกบึน ไม่น่าโดนล้วงกระเป๋าง่ายๆนะ” “.....” “อ่าๆ ล้อเล่นๆ เอานี่เช็ดซะ คนบนรถเอาแต่มองนายตั้งแต่เมื่อกี้ละ ทำอย่างกับเห็นเทวดาตกสวรรค์” หญิงสาวแปลกหน้าทิ้งตัวลงนั่งข้างอัศวิน ด้วยความที่อารมณ์หงุดหงิดและพลุ่งพล่านด้วยความโกรธ เขาทำได้แค่มองหญิงสาวข้างๆด้วยหางตาแล้วก็ทิ้งทิชชู่ที่เช็ดหน้าของตัวเองเสร็จลงกับพื้นรถ “มารยาททรามจัง คนรวยนี่เป็นแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า?” “เธอจะอะไรกับฉันเนี่ย จะไปไหนก็ไปเลยไป” “ขอบคุณสักคำก็ไม่มี คนรวยก็แบบนี้ละนะ” “นี่!” แต่ไม่ทันได้ต่อว่าต่อ เธอคนนั้นก็สะพานกระเป๋าลงจากรถประจำทางไป หลายเดือนต่อมา.. “โอมมมมม~ ฿&:)(-):!&:’า)/฿~” “ภาษาเหี้ยอะไรวะ คนพวกนี้ก็แปลก ฟังไม่รู้เรื่อง ยังจะนั่งพนมมือไหว้กันอยู่ได้” “ศรัทธากับความเชื่อ เป็นของคู่กัน” “นิทานหลอกเด็ก” “มึงก็เคยเป็นเด็ก กูจำได้ สมัยประถม มึงยังไม่กล้าเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืนเพราะกลัวโดนผีบังตาอยู่เลย” “....” “เถียงกูดิ:)” “...พากูมาที่นี่ทำไม” “เห็นช่วงหลังๆมึงซวยถี่ ก็เลยพามาสะเดาะเคราะห์ซะหน่อย” “มึงฟังกูนะ ถ้ากูไม่เสียเวลามานั่งอยู่ในที่แบบนี้กับมึง กูได้ล่อหญิงน้ำแตกไปหลายน้ำละ เซ็งสัส!” ชายหนุ่มพูดด้วยความไร้ศรัทธาในสิ่งตรงหน้า ตำหนักคนทรงที่เลื่องลือมีชื่อเสียงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นหลังจากเจอเรื่องแย่ๆติดกันเป็นเดือนๆ “พ่อหนุ่มนั่น!” เสียงตวาดกังวานดังขึ้นทันทีที่พ่อปู่เข้าทรงสำเร็จ มือขวายืดตรงมายังอัศวินที่ลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีท่าทีที่จะคำนับหัวให้กับผู้สูงอายุที่นั่งอยู่ใกล้ๆ “..กู?” เขาชี้ตัวเองแล้วหันไปหาโทน เพื่อนของเขา “มึงนั่นแหละ! มึงจะซวยเพราะปาก! คำพูดคำจาของมึงนะ เหมือนออกมาจากหัวนิ้วโป้งตีน!” “อ้าวปู่ ผมก็ปากแบบนี้มาตั้งแต่เกิด ไม่เห็นจะซวยห่าอะไรอย่างที่ปู่บอก” “ไอ้วิน!” “หุบปากมึงอะ” “นี่ไง เพราะมึงเป็นแบบนี้!” “ยังไง?” “.....มึงโดนล้วงกระเป๋า มึงไปฟัดกับไอ้โก๋ข้างทาง มึงโดนผู้หญิงหลอกเอาเงิน!” อัศวินนิ่งเพราะสิ่งที่พ่อปู่พูดมานั่นเป็นความจริงซึ่งผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่คนหัวสมัยใหม่อย่างเขา ไม่มีทางเชื่อเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ “เชื่อกูหรือยัง ว่ากูนะ แม่นนน” “ผมขอถามปู่หนึ่งคำถาม ถ้าปู่ตอบได้ ผมจะลงไปกราบตีนปู่ต่อหน้าทุกคนเลยเอ้า!” ท่าทางเหยียดหยามและท้าทายทำเอาพ่อปู่ในร่างทรงถึงกับนิ่งไป “....ว่ามา” พ่อปู่นิ่งไปก่อนจะเอ่ย “ไฝที่ใหญ่ที่สุดในตัวผม อยู่ตรงไหน” “....” พ่อปู่นิ่งก่อนจะพลันสั่นและสงบลงในนาทีต่อมา พร้อมท่าทางที่ผิดแปลกไปจากตอนแรก “...อะ อ้าว พ่อปู่กลับไปแล้วเหรอนี่~” “หึ๊! แหกตาสัส” อัศวินยืนท้าวเอวอย่างไม่เกรงกลัว ต่อหน้าร่างทรงพ่อปู่องค์ศักดิ์สิทธ์ “กะ เกิดอะไร กับพ่อหนุ่มรึ? พ่อปู่พูดอะไรไม่เข้าหูพ่อหนุ่มหรือเปล่า?” ร่างทรงผู้ชายวัยกลางคนพูดด้วยอาการเหมือนเหนื่อยเกินจริง แต่ถึงกระนั้นบางคนก็ยังคงศรัทธา และบางคนที่เข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรกก็เริ่มสับสน “ไม่มีอะไรครับ! ขอตัวก่อนนะครับ! พอดีเพื่อนผมมันไม่ค่อยสบาย!” โทนลากอัศวินออกมาจากตำหนักและต่อว่าเพื่อนที่ดันฉายแสงไม่รู้ที่ต่ำที่สูง “กูขอแล้วไง ถ้ามึงไม่เชื่อก็ให้ดูๆไปก่อน... กูรู้นะว่ามึงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่กับกู.. เรื่องนั้น... พ่อปู่ทายถูกทุกอย่าง แล้วก็รู้ว่ากูพานิ้งไปทำอะไรมา...” “ถ้าแม่นจริง ไฝแค่อันเดียวทำไมตอบกูไม่ได้?” “กูไม่รู้หรอก ...แต่พ่อปู่!! เออนั่นแหละ!” “....” “ที่กูพามึงมาที่นี่เพราะกูเป็นห่วงมึงนะเว้ย!” “..ขอบใจที่ห่วงกู แต่ถ้าจะพากูมาที่แบบนี้อีก ...มึงไม่ต้องโผล่หน้ามาให้กูเห็น ไอ้โทน” “..ชิ๊! ไอ้ผู้ชายคนนั้น ทำลูกค้าพ่อฉันสับสนไปตั้งหลายคน ตัวขัดลาภจริงๆ!” หญิงสาวผมยาวหน้าหมวยสบถด่าร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาอยู่ภายในใจ เธออุตส่าห์ตามสืบข้อมูลของเป้าหมายมาหลายเดือนเพื่อที่จะลากให้มาเป็นลูกค้าประจำตำหนักเพราะเห็นว่าอัศวินน่าจะรวย และแถมยังเป็นเพื่อนกับโทนที่เคยมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง การเดินเข้าไปยื่นผ้าเช็ดหน้าให้บนรถประจำทางในวันนั้น.. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แค่เป็นวิธีหลอกถามข้อมูลแบบตื้นๆในระดับคนแปลกหน้า.. “...ฉันต้องทำให้นายมาเป็นลูกค้าพ่อฉันให้ได้!” “นี่! พริบตา! ไหนลูกบอกว่าวันนี้ยังไงก็ต้องได้ไอ้พ่อหนุ่มนั่นแน่นอนไง แต่ดูสิ่งที่ได้! ลูกค้าหน้าใหม่เดินออกจากตำหนักเป็นว่าเล่นเพราะเรื่องไฝเม็ดเดียวของพ่อหนุ่มนั่น!” ร่างทรงพ่อปู่เดินมาคุยกับลูกสาวหลังจากที่บอกกับผู้ศรัทธาในตำหนักว่า ‘วันนี้พ่อปู่คงต้องถือศีลต่อ’ ทำให้ทุกคนทะยอยแยกย้ายกลับไป “โธ่พ่อ ใครจะไปรู้ว่าหมอนั่นมันจะกล้ายืนท้าวเอวกลางตำหนักแบบนั้นอะ! ...ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี่ไว้นี่น่า ..ข้อมูลที่ได้มาของหมอนั่นแน่นพอๆกับปลากระป๋องเบียดกันในกระป๋องนิ! ...ใครจะคิด ว่าจะเล่นไม่สนหัวหงอกที่นั่งอยู่ทั้งตำหนักแบบนั้น” “เฮ้อ.. อีกสองวันก็ต้องใช้เงินแล้วด้วย เงินที่มีก็ไม่พอ” “หยุดกดดันหนูสักที เดี๋ยวหนูจัดการเองแหละน่า!” “ถ้าจะไปวิ่งชกกระเป๋าตังค์ใครเขานี่เลิกคิดเด็ดขาดเลยนะ!” “โอ้ย หนูไม่โง่นะพ่อ:(“ สายตาเล็กๆหรี่มองร่างสูงหุ่นดี เธอมีเวลาไม่มากพอที่จะหาลูกค้ารายใหม่ และอัศวินคือเป้าหมายของเธอในเวลานี้... 🔮Special Partเป็นเรื่องที่เหนือการคาดเดาของพวกฉันทุกคน ที่ได้เห็นโทนลุกขึ้นมาใส่บาตรพระแต่เช้า คนที่ดูตกใจมากที่สุดคงไม่พ้นอัศวิน สายตาแบบคิดไม่ถึงของเขาดูออกได้ชัดมาก“อายุ วัณโณ สุขัง พะ ลัง” สิ้นเสียงของพระท่าน ท่านก็เดินจากไป ฉันเลยปล่อยให้อัศวินยืนมองเพื่อนอึ้งๆแล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาโทนก่อนเขาแทน“…นึกว่าหายไปไหน ไม่คิดว่านายจะตื่นมาใส่บาตร”“ครั้งแรกในชีวิตเลยนะ อายพระท่านมาก แม้แต่ต้องถอดรองเท้าใส่บาตร เด็กวัดยังต้องบอกฉันเลย”“..เอาน่า เราโตกันมาได้แบบนี้ ก็ต้องผ่านการเรียนรู้ในทุกๆเรื่องแหละ ทุกป้ะ:)”“..อืม ได้ลองทำแบบนี้ ใจมันก็สงบอยู่นะ” ฉันยิ้มให้กับโทน เขาก็เหมือนพี่ชายฉันไปคนนึงแล้วละ พริบตาหยิบถาดและพยายามจะพับโต๊ะเก็บ โทนแทรกตัวทำเองทุกอย่าง ยิ่งทำให้พริบตารู้สึกว่า โทนคงได้รับบทเรียนราคาแพง และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ “กูนึกว่ายาดองมันทำให้มึงเพี้ยน”“หึ๊~ อย่างกูเขาเรียกว่าคนที่พร้อมจะล้างจิตใจให้ใสสะอาดเว้ย”“เหรอ?”“มองกูแรงขนาดนี้นี่ยังไง? ทำไมกูจะใส่บาตรไม่ได้?”“กูว่าอะไรมึงยังละ กูแค่แปลกใจเฉยๆ”“ใช่ อัศวินดูแปลกใจจนแมลงวันแทบจะเข้าไปวางไข่ในปาก
มีลูกกันไหม? 📿 หลายชั่วโมงผ่านไป… “ขี้โกง~ กันนี่~ อายุปูนนี่แล้ว~ จะมานั่งตาแข็งได้ยังไง!” ธีที่ทะลึ่งดวลยาดองกับพ่อฉัน เดี้ยงไปแล้วหนึ่ง นักรบนั่งกุมขมับหลังจากปากขวดเบียร์หมุนไปทางเขามากรองลงมาจากธี “พ่อฉันเซียนยาดองนะ ฉันเตือนแล้วนะทุกคน~” ฉันเองก็มึนเหมือนกันนั่นแหละ โดนไปหลายแก้วเลยฉัน~ “เอามันไปเก็บเถอะ มากกว่านี้คือนั่งคุยกับหมาแล้วมันอะ” ยังถือว่านักรบยังมีสติที่สุดในบรรดาทุกคนที่ดื่มหนัก เขาพยายามรั้งร่างของของธีขึ้นพยุง แต่ก็ไม่เป็นผล แถมยังจะเซถลาลงไปกองกับธีด้วยซ้ำ พรึ่บ! “..นั่งคุยกับหมาไปเถอะมึง~” ก่อนจะตัดสินใจปล่อยแขนหนักๆของธีแล้วพาตัวเองกลับมานั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม “..มันดูไม่ไหวกันแล้วนะ” “นั่นสิ.. ปล่อยให้ขับรถกลับบ้านนี่ไม่ถึงบ้านแน่ๆ” “แถวนี้พอจะมีที่พักหรือเปล่า ถ้าไม่ไกล ฉันหิ้วพวกมันไปได้” อัศวินเริ่มใช้เท้าเขี่ยธี ที่เริ่มใกล้คุยกับหมาข้างบ้านฉันรู้เรื่องเต็มที “จะไปเสียกะตังค์อะไรให้มากความละ นอนกันที่บ้านนี่แหละ” “เราไม่มีห้องรับแขกนะแม่ ห้องนอนไม่พออยู่แล้ว.. แล้วดูตัวแต่ละคนสิ ยาวยังกะเสาไฟฟ้า” “ก็กลางบ้านนี่แหละ” “เอาจริงเหรอ?” “เออ ปล่อย
เกมส์มันมาแบบนี้📿“เราเทิดทูนกับอะไรที่มองไม่เห็นหลายอย่าง.. แต่กับบางสิ่งที่ควรเทิดทูน กลับไม่ให้ความสำคัญ”“..นั่นสิเนอะ จะว่าไปถ้าให้พูดกันตามตรง เราถูกสั่งสอนให้เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น แล้วก็ทำตามคำสอนที่เชื่อกันมาอย่างผิดๆ บางที… มันไม่ได้มีแค่นิทานหลอกเด็กหรอก หลอกผู้ใหญ่นี่ได้ผลกว่าเด็กซะอีก” ธีและสงครามพูดคุยกันตามประสาของคนที่ไม่ได้เชื่อความเชื่อจนงมงาย แต่อยู่บนพื้นฐานที่เรียกว่าสายกลางจริงๆก็อาจจะว่าได้ “มนุษย์นี่ช่างโง่เขลา…”“พูดอย่างกับมึงไม่ใช่มนุษย์ เหนือกว่าพวกกูหน่อยเดียวเอง เอาปืนยิงมึงก็ตายละวะ!” “แล้วจะหัวเสียทำไมเนี่ย?” นาราพูดเมื่อเห็นว่าธีเกริ่นมาแบบนั้นหลังปกป้องพูดจบ“เอ้า! ก็ดูมันพูดดิ” แต่ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันหรอก ทุกคนก็อย่างนี้แหละ ชอบกัดกันทุกครั้งที่สามารถกัดกันได้ แต่ฉันก็ไม่เถียงกับแนวคิดของทุกคนนะ คนเรามีสิทธิคิดได้ต่างๆนานา คนที่ประสบความสำเร็จใช่ว่าจะต้องคิดเหมือนกันแบบก็อบปี้ข้อมูลจัดวาง“อ่าๆ อย่าตีกันสิ พ่อกับแม่ฉันไม่ค่อยชินกับโหมดของทุกคนนะ^^” ดูสินั่น ทั้งพ่อและแม่ฉันนั่งเหมือนระแวงอะ ระแวงว่าแบบมันจะต้องมีใครสักคนเริ่มการปะทะอะไรแบบนั้น“
การไร้ที่พึ่งมันเจ็บปวด📿“…ทำไมถึงไม่มีใครรับสายนะ” ตั้งแต่ฉันมาถึง ก็ไม่เห็นใครในบ้านสักคน บ้านปิดสนิทล็อคกุญแจแบบนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญ แต่ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลยนะ..พริบตายังคงยืนโทรศัพท์หาทั้งพ่อและแม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการรับสายดั่งใจคิด“ใจเย็นๆก่อน คงทำอะไรอยู่จนไม่ว่างรับสายแหละ”“ฉันจะคิดแบบนั้นได้ยังไง แม่ฉันป่วยอยู่นะนายก็รู้” ใจฉันไม่อาจแน่นิ่งได้ หนึ่งนาทีช่างยาวนาน อัศวินที่เห็นพริบตาร้อนใจก็เลือกที่จะเดินเข้าไปหาแล้วหยิบมือถือของเธอมาเก็บไว้กับตัว“วิน”“ใจเย็นก่อน แล้วนั่ง”“….”“จะไปนั่งดีๆหรือจะต้องเจ็บตัว?”“….” ฉันต้องยอมเดินไปนั่งนิ่งๆที่เก้าอี้กลางบ้านอย่างไม่สบอารมณ์นัก แล้วอัศวินก็เป็นคนเดินไปเอาน้ำมาให้ฉัน“เพื่อจะใจเย็นขึ้น”“ไม่คือสักนิด.. ที่นายเป็นฝ่ายเอาน้ำมาให้ฉันแบบนี้”“ก็เธอหงุดหงิดเกินไปแล้วไง ฉันแค่ไม่อยากโดนลูกหลง”“…ฉันแยกแยะได้”“แต่ที่เห็นไม่ใช่นะ” อัศวินทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพริบตา ฉันก็พยายามคิดว่าจะไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ดั่งที่ใจฉันคิดไปไกล“สบายใจเถอะ แม่เธอไม่เป็นอะไรหรอก”“นายมั่นใจได้ยังไง?”“เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะเป็น