เข้าสู่ระบบเธอตายเพราะถูกแม่เลี้ยงรังแก ข้ามมิติมาอยู่ในยุคโบราณก็ยังต้องเจอกับแม่เลี้ยงใจร้าย ที่ส่งเธอไปแต่งงานกับทหารที่ตั้งค่ายอยู่ในที่กันดาร เมื่อภัยแล้งมาจึงต้องหยิบของในมิติมาช่วยชีวิตชาวบ้าน
ดูเพิ่มเติม“โทษของการกลั่นแกล้งบุตรสาวฮูหยินใหญ่คือการหาบุรุษสักคนที่อยู่ในถิ่นทุระกันดานแต่งงานกับนางเสีย” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าตวาดดังก้อง ทันทีที่…หยางเค่ออิ่ง… รู้สึกตัวตื่น เหมือนโลกใบเล็กๆของเธอล่มสลายตรงหน้า ภาพห้องเหม็นอับนี่คืออะไรกัน เสียงคนพูดภาษาโบราณนั่นอีก เท่าที่จำได้คือเธอไปพังงานวันเกิดแม่เลี้ยง แต่กลับพลาดท่าโดนลูกติดแม่เลี้ยงจับเธอกดน้ำนี่นา แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“อึก ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว” เธอยกแขนมองดูบาดแผลจากรอยแซ่ที่ฟาดแล้วปวดจี๊ด จนต้องยอมแพ้และหลับตาลงนิ่งๆอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าร่างนี้อ่อนแอเกินไป “ไหนเจ้าบอกว่านางไม่หายใจ เหตุใดเส้นชีพยังเต้น” เสียวกระซิบแผ่วเบาของคนมาใหม่ ก่อนที่นางรู้สึกถึงมือหยาบกระด้างกดลงบนข้อมือเธอแต่เลือกจะนอนนิ่งๆ เพราะตอนนี้จับต้นชนปลายไม่ถูก “ข้าเห็นนางหยุดหายใจไปต่อหน้าต่อตาจริงๆนะเจ้าคะท่านแม่!!” คนที่กระวีกระวาดออกไปตามคนอื่นๆ มีสีหน้าเลิ่กลั่ก “นางก็แค่เรียกร้องความสนใจเท่านั้น ไปตามหมอมา!!” เสียงใครไม่รู้ที่วุ่นวายรอบตัว ทำใจดวงน้อยของหยางเค่ออิงสั่นระรัว เคยอ่านแต่ในนิยายเรื่องทะลุมิติหรือเกิดใหม่อะไรทำนองนั้น แต่บัดนี้คล้ายนางเจอกับตัวเองเลย…ทำอย่างไรดี!! “ชีพจรอ่อนแอ เป็นเพียงการถูกทำร้ายจนร่างกายรับไม่ไหว ในฐานะหมอข้าเองคงต้องบอกว่าเรื่องนี้มีทางออกมากกว่าใช้กำลัง” ชายแก่วัยกลางคนสงสารหญิงสาวที่นอนเจ็บปางตายจับใจ เกิดเป็นบุตรสาวอนุไม่พอ ผู้เป็นมารดายังด่วนจากไปก่อนวัยอันควรเสียอีก “เอาหล่ะๆ นางไม่ตายในจวนก็ดีเท่าไหร่แล้ว เอาเป็นว่าเลี่ยงชุนหยุดทำโทษเค่ออิงเดี๋ยวนี้หากร่างกายนางไม่ฟื้นไข้จะมีใครรับแต่งนางเข้าตระกูลกัน” ผู้นำตระกูลมองลูกสะใภ้คนโตอย่างคาดโทษ “ท่านพี่!!เรื่องนี้สมควรจบง่ายๆหรือ เค่ออิงผลักหลิวเอ๋อจนตกน้ำตกท่า หากตรงนั้นไม่มีคุณหนูหกอยู่ด้วย หลานสาวเรามิต้องตายตกหรืออย่างไร” ฮูหยินแม่เฒ่ายังไม่ยอมจบ นางเกลียดหลานสาวที่เกิดจากอนุอย่างหยางเค่ออิงเข้ากระดูกดำ มีหรือจะไม่สนับสนุนให้ลูกสะใภ้ลงโทษนาง “นางเฒ่า เค่ออิงมิใช่หลานเจ้าหรือ นางเองก็เป็นบุตรสาวของสวี่ไค่เหมือนกัน และข้าของสั่งห้ามใครทำร้ายนางอีก!! หากไม่เชื่อฟัง ข้าจะส่งหนิงหลิวไปแต่งงานกับบุตรชายท่านนายอำเภอแคว้นอวี๋เสีย!!” คนที่ยืนฟังต่างหน้าถอดสี ก่อนจะรีบเดินตามกันออกไปพร้อมเสียงกรนด่าอย่างโกรธเคือง เมื่อทุกคนออกไปจนหมด สาวใช้ที่แอบอยู่ตรงประตูจึงรีบปรี่เข้ามาหาเจ้านายสาว “คุณหนู ฮึก เฟิ่งหลันผิดไปแล้ว ที่ไม่ดูแลคุณหนูให้ดี” สาวใช้ซบหน้าลงกับฝ่ามือเย็นเฉียบก่อนการกระตุกนิ้วจะทำให้คนที่ร้องไห้รีบเงยหน้าขึ้น “ไปกันหมดแล้วใช่ไหม” หยางเค่ออิงมองไปยังประตูก่อนโล่งใจ “ไปปิดประตูหน่อย” นางบอกเช่นนั้นสาวใช้ที่มึนงงก็รีบทำตาม ก่อนจะลงสลักประตูและรีบวิ่งกลับเข้ามา “คุณหนูรอง หะ…เหตุใดจึงทำเหมือนไม่เจ็บเช่นนั้นเจ้าคะ” หยางเค่ออิงมองสาวใช้ตรงหน้านิ่งๆเพราะตอนนี้ในสมองนางไม่มีสิ่งใดทั้งนั้นนอกจากความว่างเปล่า นางยังปรับตัวไม่ได้ แต่หากไม่พูดอะไรเลยก็เกรงว่าสาวใช้จะตีโพยตีพาย “เจ้า…เอ่อมียาไหม ข้า…อาจจะต้องการยา” นางไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ ยังนึกถึงหนทางใดๆไม่ออกแต่ในขณะเดียวกันก็คิดได้ว่าต้องรักษาตัวเองเสียก่อน “มะมี!! มีเจ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมให้” นางมองห่อยาที่วางอยู่บริเวณหัวเตียงแล้วนึกขอบคุณ คงจะเป็นหมอหลี่ที่จัดการไว้ให้ “ไปเถอะข้ารอ” เมื่อมองสาวใช้วิ่งออกไปบดยาและต้มยา นางล้มตัวลงนอนพร้อมมองบ้านไม้ที่ผุพังแถมยังเหม็นอับจนแทบอาเจียน ดวงตากลมโตดั่งตากวางกระพริบตาปริบๆ “แล้วต้องทำยังไงต่อไปดี ข้าควร…หาทางหนีออกจากที่นี่ดีหรือไม่” นางมองดูรูปร่างและเสื้อผ้าที่สวมใส่ พบว่าตามเนื้อผ้ามีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง ร่างเดิมคงไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีนัก “โอ๊ะ” ความเจ็บปวดแล่นเข้ากลางหน้าผากจนนางต้องหลับตาแน่น มือบางกำผ้าห่มจนยับเยิน ก่อนจะทันได้เปร่งเสียงร้อง มิติก็ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง “ครบสูตรการทะลุมิติทีเดียว มาขนาดนี้น่าจะพอช่วยได้บ้างแหละ” นางสำรวจมิติเงียบๆ แต่ปริมานของด้านในมันเยอะจนคล้ายกับว่าเป็นโรงงานโรงงานหนึ่ง แม้ของแต่ละอย่างจะมีแค่อย่างละชิ้นก็ตาม แต่พอนางหยิบมันขึ้นมาก็พบว่ามันมีอันใหม่มาแทนที่…คล้ายกับว่า มีไม่จบไม่สิ้นอย่างไรอย่างนั้น!!“เป็นตัวของตัวเองเถอะ หากเจ้าไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครข้ารับได้ทั้งหมด” คำพูดเช่นนั้นทำนางค่อยหายใจหายคอโล่งอกเวลาแรมเดินที่เดินทางออกมาจากเมืองหลวง นางได้รับการดูแลจากแม่ทัพเหลียงหย่งฉีอย่างดี ซึ่งตอนนี้นางมั่นใจว่านางปรับตัวได้พอสมควร“ชาวบ้านแถบนี้อาศัยกันมานาน มีหลายครัวเรือนทำอาชีพล่าสัตว์” นางแง้มรถม้าดูตอนเดินทางผ่านตลาด จากตอนแรกคิดว่าชาวบ้านคงไม่มากมายเท่าที่ควร แต่บัดนี้นางคิดผิด แม้ไม่รุ่งเรืองเท่าเมืองหลวงแต่ถือว่ามีชาวบ้านอยู่มากมายเลยทีเดียว“เหตุใดที่นี่จึงไม่ค่อยมีผักขายหรือเจ้าคะ” เพราะนางสนใจสิ่งต่างๆมาตลอดทาง เขาจึงเลือกจะมานั้งกับนางในรถม้าเพื่อบอกกล่าวให้นางปรับตัวและมันได้ผล“ที่มีช่วงฤดูน้ำหลากแค่3เดือน อีก3เดือนเป็นฤดูหนาว ส่วนอีก6เดือน ต้องมาลุ้นกันว่าภัยแล้งนั้นกินระยะเวลาเท่าไหร่ ชาวบ้านคิดว่าการทำการเกษตรทำได้เพียงระยะเวลาสั่้ๆ เพราะหน้าดินล้วนเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่“ จริงอย่างที่เขาว่า หากไม่มีภูเขาสูงที่พอจะมีพืชพันธ์และสัตว์ป่า นางคิดว่าที่นี่อาจตะเป็นทะเลทรายไปแล้ว ”ที่นี่มีทรายมานานเท่าชั่วอายุคน หรือพึ่งมีเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาหริืเจ้าคะ“ หากพึ่งม
เมื่อจัดเตรียมสำรับเรียบร้อยเป็นเวลาเดียวกับที่ท่านแม่ทัพเดินกลับมาจากอาบน้ำพอดี เหล่าสาวใช้จึงล่าถอยออกจากกระโจม”ท่านพี่เห็นเหล่าทหารพูดคุยกันว่าซีเจียงแล้งหนักทุกปี ที่นั่นมีบ่อน้ำหรือว่าทำการเกษตรหรือไม่เจ้าคะ“ ตอนที่นั่งรถม้ามีบางช่วงที่นางเข้าไปในมิติอีกครั้งซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่สองที่นางได้เข้าไปสำรวจ นางพบปฏิทินที่น่าจะเรียกว่าพิเศษได้ ในนั้นแจ้งว่าวันใดฝนตก วันใดมีไฟป่า และวันใดมีข้าศึก มันวิเศษมากๆจนนางแอบคำนวนว่า ถึงแม้จะมีภัยแล้งแต่หากมีการจัดการน้ำที่ดี เสบียงไม่ขาดย่อมมีผลดีในระยะยาว “มีแม่น้ำล้อมรอบค่ายทหาร แต่ยามมีภัยแล้งและฝนไม่ตกก็แห้งขอด เพราะด้านล่างเป็นดินทรายที่พัดมาจากทะเลทรายพร้อมน้ำ มักดูดซึมเอาน้ำไป และในเมื่อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย การทำการเกษตรก็ยิ่งไม่เป็นผล อาหารส่วนใหญ่มักมาจากการล่าสัตว์และขุดหัวพืชกินประทังชีวิต รอทางการช่วยเหลือ” นางขมวดคิ้วขุ่นคิด “ทางการมอบเสบียงให้เพียงสามเดือนครั้ง และให้เฉพาะค่ายทหาร ที่มีทหารราวๆแสนนาย แล้วชาวบ้านหล่ะเจ้าคะ” “เป็นค่ายทหารที่แบ่งเสบียงให้ ส่วนเหล่าทหารก็ออกไปล่าสัตว์เอามาประทังชีวิตกันอีกที อาอิ่งยามภัยแล้งมาแ
“ข้าช่วยท่านได้ ข้าคิดว่าช่วยได้เจ้าค่ะ อย่าไล่ข้าออกจากจวนก็พอ ข้าจะช่วยท่านข้ากำลังศึกษาวิธีเจ้าค่ะ” นางไม่ได้ละเมอ แต่พูดทั้งที่หลับตา อยากคุยต่อกับเขาอีกหน่อยแต่หนังตานางเมื่อหย่อนลงแล้วเปิดไม่ขึ้นอีกเลย“หึ พักผ่อนเสีย การเดินทางที่ยาวนานอาจทำเจ้าเปลี่ยนใจ” เขานอนมองหน้านางที่ไม่มีท่าทีเขินอายยามอยู่กับเขาแม้แต่น้อย นึกถึงยามก่อนหน้าที่ลงไปช่วยนางขึ้นจากน้ำ ตอนที่เขาพยายามคว้ามือนางเอาไว้ มีสตรีนางนึงแต่งตัวประหลาด พูดแก่เขาว่าฝากดูแลนางด้วย แล้วนางจะมอบสิ่งดีๆให้แก่เขา แปลก!! แปลกที่แม้ตอนนั้นอยู่ใต้น้ำแต่ได้ยินเสียงพูดชัดเจน“เจ้า…มีใครคุ้มครองอยู่กันแน่” เขาไม่ได้กลัว นางเป็นคนและมีลมหายใจอุ่นเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่คงมีเทพธิดาสักองค์คอยปกป้องนางเพราะสงสารกระมัง“พรุ่งนี้เจ้าจะเปลี่ยนใจ ร้องขอกลับมาเป็นคุณหนูรองสกุลหยาง หรือจะทนความแห้งแล้งและห่างไกลเมืองหลวงได้หรือไม่” เขาคิดหลายสิ่งจนหลับตามนางไป ยามเหมา เหล่าทหารและบ่าวรับใช้ช่วยกันเตรียมของใส่เกวียนที่จะมุ่งหน้าไปก่อน“เจ้านั้งรถม้ากับสาวใช้ ส่วนข้าจะขี่ม้าเพื่อคุ้มภัย” วันนี้นางดูหน้าตาสดใสกว่าเมื่อวาน ไม่มีงอแงง่วงนอนแถมย
“ได้ๆ ข้าจะอดทนถึงตอนเข้าหอ จากนั้นข้าจะขอเขานอนยาวไปเลยสองวัน!!” สาวใช้ต่างพากันหัวเราะด้วยความขบขัน แต่ใครเลยจะรู้ว่านางทำจริง วันนี้ทั้งวันนางถูกจับเข้าพิธีตั้งแต่ใกล้รุ่ง จวนสกุลเหลียงไม่ใช่จวนจริงๆที่เขาเคยพำนัก แต่เป็นจวนที่ฮ่องเต้ประทานให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ได้ตราประดับยศเลื่อนขันเป็นขุนนางลำดับที่หนึ่ง “หนิงกวนโหว” เรื่องนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวบ้านไม่น้อย “เจ้าอย่าเสียใจไปหลินเอ๋อร์ แม้เป็นถึงขุนนางอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องอาศัยอยู่ไกลและกันดาร สู้เจ้าไม่ได้สักนิด หากเจ้าแต่งงานกับหม่าหล่ง อีกไม่นานเขาจะสอบเป็นโหวกั๋วกง เหมือนบิดาของเขายามนั่นเจ้าต้องมีคนอิจฉามากกว่านังลูกอนุ!!” เฟิ่งหรั่นและอาซานที่ได้ยินฮูหยินใหญ่เอ่ยเช่นนั้นตอนพิธีรับเกี้ยวถึงกับอดใจไม่ไหว ดีที่หยางเค่ออิ่งเรียกเตือนสติเอาไว้ก่อน“ขี้อิจฉาจริงๆเชียว ข้าจะไม่กลับมาเหยียบจวนหยางอีก ต่อให้ภายหน้าต้องอดตายก็จะภักดีเพียงคุณหนูรอง!!” นางยิ้มให้กับคำพูดของเฟิ่งหรั่น มีมิตภาพแค่นี้ก็เพียงพอแล้วเพราะการจะได้เลื่อนขั้นมาเป็นหนิงกวนโหวได้นั้น ต้องทำการปกป้องแผ่นดินมาถึงสิบรุ่นด้วยกัน สกุลเหลียงเป็











