เข้าสู่ระบบ34 2-2
ตอนที่ 67 ความแตก (2)
หลินจิงซูปิดปากเงียบไม่ส่งเสียงตอบ เธอเพิ่มน้ำหนักการเคาะประตูให้แรงขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ
ก๊อกก๊อกก๊อก
“พอแล้ว! เคาะอยู่นั้นแหละ! นั่นแม่ใช่มั้ยคะ!?”
ด้วยความเหลืออด หลินเสวี่ยจึงเปิดประตูพุ่งพรวดออกมา แต่ก็ถึงกับต้องตกใจขีดสุดในทันทีที่เห็นว่าเป็นหลินจิงซู
“แก…นี่แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ก๊อกก๊อก… ก็มาหาพี่เสวี่ยสุดที่รักของหนูยังไงล่ะคะ”
หลินจิงซูส่งยิ้มหวานละมุนให้อีกฝ่าย
“ไม่ ไม่สิ…แกเข้ามาที่รีสอร์ทนี่ได้ยังไง?”
“ก็ต้องได้อยู่แล้ว เพราะฉันเองก็มีตั๋วเหมือนกันน่ะสิ”
ทันใดนั้น จู่ๆทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องราวกับฟ้าผ่าของป้าผางดังลั่นไปทั่วทั้งสิบทิศ เสียงนั้นดังก้องมาจากห้องข้างเคียงที่อยู่ไม่ไกล
“กรี๊ดดดด!!! กรี๊ดดดด!!! เหล่าหลิน! ทำไมถึงได้มานอนเปลือยกับซิ่วเหลียนแบบนั้นล่ะ?!!”
หลินเสวี่ยหน้าถอดสีซีดเผือดในทันที แทบจะในวินาทีเดียวกันนั้นเอง เธอจึงค่อยตระหนักได้ว่า เกิดเรื่องเลวร้ายบางอย่างขึ้นแล้ว!
เธอผลักร่างของหลินจิงซูที่อยู่ตรงหน้าสุดแรง ก่อนจะวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่ห้องหมายเลข301
ป้าหลี่มองตัดสลับไปมาระหว่างสองสาว สีหน้าเปลี่ยนเป็นงุนงงสับสนไม่เข้าใจ พร้อมกับร้องถามขึ้นว่า
“จิงซูน้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”
“หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พวกเรารีบตามไปดูกันดีกว่า!”
ทั้งสองเดินตามหลินเสวี่ยที่วิ่งหน้าตื่นไปที่ห้อง301
อู๋ซิ่วเหลียนกำลังนั่งเปลือยกายอยู่บนเตียง หอบทั้งผ้าห่มผ้าปูกองโตขึ้นปิดคลุมทั้งศีรษะเอาไว้ ด้านข้างติดกันปรากฏเป็นหลินชิงอี้ที่กำลังนั่งหน้าซีดขวัญเสียไม่ต่างกัน
ย้อนกลับไปก่อนหน้าเล็กน้อย ตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาเองก็นึกว่าเป็นพนักงานเสิร์ฟ จึงคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำขึ้นมาใส่คลุมหลวมๆ แล้วเดินไปเปิดประตูให้ แต่กลับไม่คาดคิดว่า เสี้ยวพริบตาที่บานประตูแง้มอ้าออกเล็กน้อยนั้น จะมีร่างอ้วนท้วนของป้าผางพุ่งทะยานฝ่าเข้ามาด้านใน และตามติดมาด้วยป้าฮวง
เมื่อหลุดเข้าไปภายในห้องได้เท่านั้น ป้าผางก็กรีดร้องดังลั่นสุดเสียงจนแก้วหูแทบฉีก ไม่นานเกินรอ แขกที่เข้าพักจากห้องอื่นๆตลอดทั้งชั้นก็เริ่มเปิดประตูออกมามองดูด้วยความสนใจ ทยอยเบียดเสียดกันเข้ามามุงจนเต็มห้อง เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนวุ่นวายไปหมด
“ซิ่วเหลียน นี่เธอกับเหล่าหลินทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน!? แล้วเสวี่ยเหม่ยล่ะ? ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน!!?”
ป้าผางเอาแต่ส่งเสียงกรีดร้องโวยวายดังลั่นไม่หยุด
“พวกเธอสองคน คนหนึ่งเป็นพี่สามีส่วนอีกคนก็เป็นน้องสะใภ้ แล้วนี่มันอะไรกันน่ะ!? พวกเธอลักลอบได้เสียกันมานานขนาดไหนแล้ว! ดูทั้งคู่สิ ทำแบบนี้เท่ากับว่าเสวี่ยเหม่ยกำลังถูกสวมเขานะ! นี่เธอถูกน้องสะใภ้ของตัวเองแย่งเอาสามีไปเหรอนี่!”
ป้าฮวงที่เพิ่งตั้งสติได้ หลุดจากภวังค์แห่งความตื่นตระหนก เธอแทบไม่อยากจะเชื่อกับภาพฉากที่ปรากฏขึ้นตรงหน้านี้เลยจริงๆ
“นี่ นี่ นี่…นี่เหล่าหลิน ทำไมคุณกับซิ่วเหลียนถึงได้นอนเตียงเดียวกันแบบนี้ล่ะ? แล้วเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นนั่นคืออะไร?”
เม็ดเหงื่อเย็นแตกพลั่กไหลอาบทั่วหน้าใบหน้าของหลินชิงอี้ เขาพยายามจะปริปากเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงใดๆหลุดออกมา
เขารู้ตัวดีว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ตนเองคงไม่สามารถพูดหรืออธิบายอะไรได้อีกแล้ว
เผชิญหน้ากับภาพเหตุการณ์ชวนอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้ หลินเสวี่ยถึงกับปิดปากเงียบด้วยความตกตะลึง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องสักแอะ เธออยากจะก้าวเข้าไปในห้องเพื่อช่วยอู๋ซิ่วเหลียนเสียเหลือเกิน แต่เพราะไม่มีความกล้าพอ สุดท้ายจึงทำได้เพียงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่หน้าประตู
หลินเสวี่ยรู้เห็นกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนมาโดยตลอด เธอกลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ทุกอย่างเป็นไปเช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับเรื่องที่สุดแสนจะน่าอับอายขายขี้หน้าอย่างการถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้!
อึดใจเดียวกันนั้น หลินจิงซูก็พุ่งถลาเข้าไปในห้อง เธอแสร้งทำเป็นร้องห่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาแตก กระโดดเข้าไปทุบตีอู๋ซิ่วเหลียนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มราวกับคนเสียสติ อ่อแล้วก็…เวลาที่เธอทุบตีนั้น เธอก็ออกแรงหนักหน่วงจริง ใช้กำปั้นจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่แสดงแต่อย่างใด
“นังคนชั่ว! กล้าทำเรื่องแบบนี้กับพ่อของหนูได้ยังไง! ฮือออ…แล้วตอนนี้แม่อยู่ไหน! เอาแม่ของหนูคืนมา! เอาแม่ของหนูคืนมานะ! ฮืออ…ฮือออ…เหตุผลที่ไล่หนูกับแม่ออกจากบ้านตระกูลหลิน ที่แท้ก็เป็นเพราะพ่อกับป้ารองเป็นชู้กันนี่เอง! หนูเกลียดป้ารอง! แล้วหนูก็เกลียดพ่อด้วย!!”
“ปัก! ปัก! ปัก!!...”
หลินจิงซูซัดกำปั้นกระหน่ำใส่ที่ใบหน้าของอู๋ซิ่วเหลียน ชนิดที่เรียกว่าเน้นหนักทุกดอกเลยทีเดียว! อีกทั้งยังกระชากผม ตบหน้า และอีกสารพัดอาวุธกาย
อู๋ซิ่วเหลียนนอนขดตัวเป็นลูกบอลกลมอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่กล้าแม้แต่จะตอบโต้กลับแต่อย่างใด เพราะกลัวว่า ชื่อเสียงของเธอจะยิ่งเสียหายมากไปกว่านี้ ท่ามกลางฝูงชนที่มากมายถึงเพียงนี้ เธอควรจะอยู่นิ่งๆทำตัวเป็นอากาศธาตุจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะยุติลงเป็นดีที่สุด แม้จะรู้สึกอับอายขายหน้ามากเพียงใดก็ตาม
“โอ๊ย! พี่ชิงอี้ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!”
อู๋ซิ่วเหลียนทำได้เพียงนอนกอดตัวเองพร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง ปลดปล่อยเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดออกมาอย่างน่าเวทนา
เวลานี้ หลินชิงอี้ดูตื่นตระหนกสับสนไปหมด ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปห้ามหลินจิงซูด้วยซ้ำไป เพราะคิดว่าในเมื่อเรื่องก็มาถึงขนาดนี้แล้ว หากเขายังเคลื่อนไหวเข้าช่วยอู๋ซิ่วเหลียนอีก อาจถูกฝูงชนรอบข้างตำหนิเอาได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ได้กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปชั่วขณะ
ทางด้านหลินเสวี่ยที่เห็นแม่ตนเองถูกทุบตีทารุณอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ เธอจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยทันทีโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“หลินจิงซู! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! แกกล้าดียังไงมาทุบตีแม่ฉันแบบนี้! วันนี้แกกับฉันต้องมีเรื่องแน่!!”
ทันทีที่หลินเสวี่ยกำลังจะเปิดฉากลงมือ จู่ๆก็มีอ้อมแขนใหญ่คู่หนึ่งโถมเข้ามาโอบรัดร่างของเธอเอาไว้
ป้าผางพูดกับหลินเสวี่ยด้วยความหวังดี บอกให้เธอตั้งสติอย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่นไป ฟังเหมือนหวังดี แต่แท้ที่จริงก็แค่กำลังขัดขวางเธออยู่นั่นเอง ปล่อยให้อีกฝ่ายมองดูหลินจิงซูกระหน่ำอัดอู๋ซิ่วเหลียนต่อไปโดยที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย
“นังป้าสารเลว! นังอ้วน! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!!”
หลินเสวี่ยดิ้นรนและตะคอกใส่ป้าผางราวกับคนคลุ้มคลั่ง เธอกางมือเหยียดกรงเล็บห้านิ้วออก โบกตะกุยใบหน้าอวบอ้วนของอีกฝ่ายโดยไม่แยแสว่าจะข่วนโดนหูหรือว่าโดนตา
ป้าผางที่ต้องอดทนอดกลั้นอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เสียเปรียบอยู่นาน ท้ายที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ใช้ร่างกายอันใหญ่โตของตนเองกระแทกอัดเข้ากับร่างของหลินเสวี่ยอย่างแรง แล้วจับร่างบอบบางของสาวน้อยเหวี่ยงปลิวกระเด็นออกไปทางประตู ก่อนที่ร่างนั้นจะปะทะชนเข้ากับกำแพงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
มาถึงตอนนี้ หลินชิงอี้เพิ่งจะตระหนักได้ว่า หากยังไม่รีบแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว เรื่องราวก็จะยิ่งบานปลายกันไปใหญ่ คิดได้เช่นนั้น ก็รีบผลักร่างป้าผางให้พ้นทางเดิน แล้วหันไปตะโกนใส่หลินจิงซูที่กำลังชุลมุนอยู่กับอู๋ซิ่วเหลียน ให้หยุดการกระทำของเธอในทันที
“จิงซู เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว! ออกไปคุยกับพ่อข้างนอก!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







