Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 30 — บ้านที่ยังมีชื่อเรา

Share

บทที่ 30 — บ้านที่ยังมีชื่อเรา

last update publish date: 2026-10-19 21:20:08

หลินอันไม่ได้เงียบอย่างที่เยว่ซีคิด

เมื่อรถม้าผ่านประตูเมือง นางได้ยินเสียงคนขายเต้าหู้ตะโกนเรียกลูกค้า เด็กสองคนวิ่งไล่กันข้างกำแพงที่เพิ่งก่อใหม่ กลิ่นแป้งทอดลอยมาจากร้านใต้ต้นหลิว

นางมองทุกอย่างผ่านม่านรถ

ตลอดหลายปี ชื่อเมืองนี้อยู่กับเลือด ไฟ และความฝันที่ขาดหาย

แต่ตรงหน้า มีหญิงคนหนึ่งกำลังต่อราคาผักอย่างจริงจัง ราวกับสิ่งสำคัญที่สุดในเช้าวันนี้คือหัวไชเท้าต้องไม่แพงกว่าวันก่อน

หลิงยวนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

เขารอจนรถพ้นตลาดจึงถาม

“อยากลงเดินหรือไม่”

เยว่ซีส่ายหน้า แล้วเปลี่ยนใจ

“ข้าอยากซื้อของก่อนเจ้าค่ะ”

เขาเคาะขอบรถให้คนขับหยุด

การเดินทางครั้งนี้ได้รับอนุญาตหลังหมอตรวจซ้ำ และหน่วยตรวจอาคมยืนยันว่าบริเวณจวนเก่าปลอดภัยแล้ว อาจารย์ฉินร่วมขบวนมาด้วย ส่วนศิษย์คุ้มกันสองคนแยกไปแจ้งผู้ดูแลเมือง

ไม่มีใครเร่งให้นางตรงไปยังจุดหมายทันที

เยว่ซีลงจากรถ ยืนมองร้านขนมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไป

“ขนมดอกกุ้ยฮวายังมีหรือไม่เจ้าคะ”

หญิงเจ้าของร้านเปิดผ้าคลุมถาด

“เพิ่งนึ่งเสร็จ จะเอากี่ชิ้น”

เยว่ซีมองขนมสีเหลืองอ่อนที่เรียงอยู่

“หกชิ้นเจ้าค่ะ”

นางจ่ายเงิน รับห่อขนมมาไว้ในมือ

ครั้งนี้นางจะเป็นคนเอาของอร่อยกลับบ้าน

⸻

จวนตระกูลหลินอยู่ปลายถนนซึ่งมีบ้านอาศัยน้อยลงเรื่อย ๆ

กำแพงด้านหน้าพังไปครึ่งหนึ่ง ประตูไม้ไม่มีแล้ว เหลือฐานเสาหินสองข้างกับธรณีประตูที่สึกตรงกลาง

ป้ายเล็กแขวนอยู่บนเสาชั่วคราว

เขตเรือนเดิมตระกูลหลิน ห้ามรื้อถอนสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต

เยว่ซีหยุดอ่าน

“ใครติดไว้หรือเจ้าคะ”

“ผู้ดูแลเมือง หลังสำนักส่งหนังสือมา” หลิงยวนตอบ

นางพยักหน้า แล้วมองพ้นช่องประตูเข้าไป

หญ้าขึ้นตามรอยแตกของพื้น ทางเดินถูกถางไว้แคบ ๆ จนถึงลานด้านใน คงเป็นฝีมือคนที่มาสำรวจล่วงหน้า

เยว่ซีก้าวข้ามธรณีประตู

ไม่มีภาพอดีตพุ่งกลับมา

ไม่มีเสียงพ่อแม่เรียก

นางเพียงยืนอยู่ในสถานที่ซึ่งควรคุ้นเคย แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากเลี้ยวซ้ายจะไปถึงห้องใด

ความผิดหวังเล็ก ๆ แล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ข้านึกว่าจะจำได้บ้าง”

หลิงยวนหยุดข้างนาง

“ไม่ต้องพยายามนึกพร้อมกันทั้งหมด”

เยว่ซีมองทางเดินสองด้าน

“ห้องข้าอยู่ทางไหนเจ้าคะ”

เขาชี้ไปยังฐานเรือนด้านตะวันออก

“ตรงนั้น หน้าต่างหันเข้าลาน”

“แล้วห้องท่าน”

“เรือนเล็กด้านหลัง”

นางหันมองเขา

“ไกลทีเดียว”

“เจ้าตื่นเช้า”

เยว่ซีเลิกคิ้ว

เขากล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“และคิดว่าทุกคนควรตื่นพร้อมเจ้า”

นางหลุดหัวเราะเบา ๆ

เสียงนั้นฟังแปลกอยู่ท่ามกลางซากกำแพง

แต่หลังหัวเราะแล้ว นางกลับเดินต่อได้ง่ายขึ้น

⸻

โต๊ะหมากยังอยู่

มันเอียงเล็กน้อยเพราะฐานด้านหนึ่งทรุด ขอบหินบิ่น และเส้นกระดานบางส่วนถูกตะไคร่กลบจนมองแทบไม่เห็น

เยว่ซีวางห่อขนมลงบนม้านั่ง ก่อนใช้ผ้าแห้งเช็ดหน้าโต๊ะอย่างเบามือ

หลิงยวนช่วยยกกิ่งไม้ที่ตกขวางออกด้วยมือขวา

“ท่านพ่อนั่งตรงไหน”

เขาชี้ฝั่งใต้ต้นไม้

“เจ้าตรงข้าม”

เยว่ซีเดินไปยืนในตำแหน่งนั้น

นางลองยื่นมือไปกลางโต๊ะ

หากอายุห้าขวบ แขนคงสั้นกว่านี้มาก ต้องโน้มตัวจนแทบปีนขึ้นไปจึงจะวางหมากถึง

“ท่านพ่อยอมให้ข้าชนะหรือไม่”

“บางครั้ง”

“บางครั้งเท่านั้น?”

หลิงยวนมองเส้นกระดานที่เพิ่งถูกเช็ดจนปรากฏ

“บางครั้งเจ้าเดินสองตาตอนเขาหันไปคุยกับแม่เจ้า”

เยว่ซีเงยหน้าทันที

“ท่านเห็นแล้วไม่บอกหรือ”

“ข้าบอก”

“แล้วอย่างไร”

“เจ้าบอกว่าข้าดูผิด”

นางเม้มปากกลั้นยิ้ม

ลมพัดผ่านยอดไม้เหนือศีรษะ ใบแห้งใบหนึ่งร่วงลงบนโต๊ะ

ครู่หนึ่ง เยว่ซีรู้สึกถึงความอุ่นแปลก ๆ ในฝ่ามือ

ภาพเล็กน้อยผุดขึ้นมา

หมากสีขาวอยู่ในกำมือ

แขนเสื้อของบิดาอยู่ใกล้แก้ม

และเสียงหัวเราะทุ้มที่นางไม่ได้ยินมานานเหลือเกิน

ภาพหายไปก่อนจะเห็นใบหน้าชัด

เยว่ซีจับขอบโต๊ะไว้

หลิงยวนหันมาทันที

“เป็นอย่างไร”

“ข้าเหมือนได้ยินท่านพ่อหัวเราะ”

เขาไม่แตะผนึกทันที แต่ถามต่อ

“เจ็บหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ”

อาจารย์ฉินซึ่งตามมาห่าง ๆ เข้าตรวจชีพจรให้

เยว่ซียื่นข้อมือ แล้วนั่งลงตามคำบอก

ไม่มีปราณปั่นป่วน ไม่มีแรงกระแทกผนึก

เป็นเพียงความทรงจำสั้น ๆ ที่ลอดกลับมาในวันที่ร่างกายนางพอรับไหว

“อย่าไล่ตามมัน” อาจารย์ฉินกล่าว “จำได้เท่านี้ก็เก็บไว้เท่านี้ก่อน”

นางพยักหน้า

นึกเสียดาย แต่ไม่ฝืน

เสียงหัวเราะเพียงครั้งเดียวก็มากกว่าที่นางมีเมื่อเช้าแล้ว

⸻

มีคนมาหยุดอยู่นอกกำแพงช่วงสาย

ชายชราถือไม้เท้ามองเข้ามา ก่อนเอ่ยถามศิษย์คุ้มกันว่าคนในเรือนเป็นญาติสกุลหลินหรือไม่

เยว่ซีเดินออกไปด้วยตนเอง

เขามองใบหน้านางอยู่นาน

“เยว่ซี?”

นางคารวะ

“เจ้าค่ะ”

ชายชราสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ มือที่จับไม้เท้าสั่นขึ้นเล็กน้อย

เขาเคยเปิดร้านซ่อมเครื่องไม้ตรงปากซอย ปัจจุบันให้หลานดูแลร้านแทน ส่วนตนย้ายไปอยู่บ้านด้านหลังตลาด

“ข้าจำเจ้าได้เพราะคิ้วเหมือนพ่อ” เขากล่าว “แต่พอโตขึ้น ดวงตากลับเหมือนแม่”

เยว่ซีไม่รู้จะตอบอย่างไร

คำบอกเล่าเรียบง่ายนั้นทำให้นางอยากร้องไห้มากกว่าการเห็นซากเรือนเสียอีก

“ท่านรู้จักพวกเขาหรือเจ้าคะ”

“พ่อเจ้าเคยให้ข้าซ่อมเก้าอี้ตัวหนึ่ง ขามันโยกทุกเดือน”

ชายชราเหลือบมองโต๊ะหมากแล้วหัวเราะ

“ข้าถามว่าใช้ทำอะไร เหตุใดพังบ่อยนัก เขาบอกว่ามีคนชอบยืนบนเก้าอี้ประกาศชัยชนะ”

เยว่ซีหลับตาลงครู่หนึ่ง

“คงเป็นข้า”

“คงอย่างนั้น”

ชายชราหันไปเห็นหลิงยวนซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

รอยยิ้มค่อย ๆ จางลง

เขามองใบหน้านั้นอย่างพยายามนึก ก่อนสายตาจะหยุดตรงกระบี่ข้างเอว

หลิงยวนไม่ขยับ

“ท่านเคยอยู่ที่นี่หรือ”

“ขอรับ”

“คืนเกิดเหตุ… มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งตัดคานเรือนที่ขวางตรอกให้พวกข้า”

เยว่ซีหันมองหลิงยวน

ชายชรายกมือชี้ระดับใกล้อก

“ตอนนั้นอุ้มเด็กไว้ด้วย ข้าจำหน้าไม่ได้ชัด มีแต่เลือดกับฝุ่น”

หลิงยวนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว

ชายชรานิ่งไป ก่อนค่อย ๆ ประสานมือคารวะ

“ลูกสาวข้าเดินไม่ไหวอยู่ข้างหลังคานนั้น”

หลิงยวนรีบก้าวเข้าไปประคอง ไม่ให้เขาก้มต่ำเกินไป

“นางเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

“ยังอยู่ เปิดร้านกับหลานข้านี่แหละ”

คำว่า ยังอยู่ ทำให้เยว่ซีมองถนนนอกกำแพงอีกครั้ง

เช้าวันนี้มีคนต่อราคาผัก มีคนทอดแป้ง มีเด็กวิ่งเล่น

บางคนอาจมีชีวิตต่อมาได้เพราะใครสักคนหยุดเปิดทางให้ในคืนที่ทุกคนกำลังหนี

⸻

เรือนด้านหลังเหลือผนังเพียงสองด้าน

พื้นไม้ถูกรื้อออกเพราะผุไปนานแล้ว เหลือฐานหินซึ่งมีรอยอักขระจางจนแทบไม่ต่างจากรอยแตกร้าว

ผู้ตรวจอาคมยืนยันว่าร่องเหล่านั้นไม่มีพลังตกค้าง

เยว่ซียืนอยู่ตรงทางเข้า

นางรู้ว่าห้องนี้คือที่ใดโดยไม่ต้องถาม

หลิงยวนหยุดก่อนก้าวผ่านธรณีประตู

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจวนที่เขาหยุดนานกว่านาง

เยว่ซีมองมือข้างขวาของเขา

นิ้วกำฝักกระบี่แน่น

“ท่านรอข้างนอกก็ได้เจ้าค่ะ”

เขาส่ายหน้าเล็กน้อย

“ข้าเข้าไปได้”

นางไม่เร่ง

ครู่หนึ่งเขาจึงคลายมือจากฝัก แล้วก้าวตามเข้าไป

กลางห้องไม่มีเลือดแล้ว

ฝนสิบสามปีชะล้างทุกอย่างจนเหลือเพียงพื้นหินเย็น ๆ

เยว่ซีวางห่อขนมลงบนผ้าสะอาด พร้อมถ้วยชาสองใบที่เตรียมมา นางไม่ได้วางลงตรงตำแหน่งเสียชีวิต แต่เลือกบริเวณใต้ช่องหน้าต่างซึ่งมีแสงส่องถึง

หลิงยวนช่วยจุดธูป

นางรับมาถือไว้ ประสานมือแล้วคุกเข่าลง

คำพูดที่เตรียมไว้หายไปหมด

นางมองควันบางซึ่งลอยพ้นขอบหน้าต่างอยู่นาน ก่อนเอ่ยได้ในที่สุด

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงสั่นจนต้องหยุด

“ข้าโตแล้ว ยายเลี้ยงข้ามาดี ข้าหุงข้าวได้ หาเงินซื้อของเองได้ แล้วก็อ่านลายมือท่านพ่อออกเกือบทุกหน้า”

น้ำตาหยดลงบนหลังมือ

เยว่ซียิ้มทั้งที่มองถ้วยชาแทบไม่ชัด

“บางคำเขียนหวัดมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”

หลิงยวนยืนเงียบอยู่ด้านหลัง

นางสูดลมหายใจแล้วพูดต่อ

“ข้าเข้าสำนักแล้ว ยังฝึกไม่เก่ง แต่มีอาจารย์คอยสอน มีเพื่อนที่พูดมากกว่าข้า และมีคนคอยเตือนให้กินข้าวจนบางครั้งน่ารำคาญ”

คราวนี้นางหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนน้ำตาจะไหลหนักกว่าเดิม

“ข้าเพิ่งรู้เรื่องคืนนั้น ข้ายังเสียใจ ยังมีบางวันที่คิดว่าเหตุใดต้องเป็นพวกท่าน”

นางก้มหน้าลง

“แต่ข้าจะพยายามอยู่ให้ดี”

ลมพัดควันธูปไปทางลาน

เยว่ซีคารวะสามครั้ง แล้วนั่งนิ่งอยู่บนเบาะผ้าจนหายใจได้สม่ำเสมอ

ไม่มีเสียงตอบ

ถึงอย่างนั้น นางก็รู้สึกว่าตนกล่าวคำที่ค้างอยู่มานานออกไปแล้ว

⸻

เมื่อเยว่ซีลุกขึ้น หลิงยวนกลับเป็นฝ่ายคุกเข่าลงแทน

เขาไม่ได้ถือธูปเพิ่ม เพียงก้มศีรษะต่อถ้วยชาทั้งสองใบ

“ข้าพานางกลับมาแล้วขอรับ”

เยว่ซีมองแผ่นหลังของเขา

ตรงหน้าพ่อแม่ของนาง เขาดูเงียบกว่าตอนเผชิญประตูสำริดเสียอีก

“เรื่องที่ปิดบังนาง ข้าได้บอกแล้ว”

มือขวาของเขาวางอยู่บนเข่า

“นางได้เลือกเองแล้วว่าจะอยู่ที่ใด ฝึกอย่างไร และอยากรู้สิ่งใด”

เขาหยุด

เยว่ซีเห็นนิ้วนั้นงอเข้าหากันช้า ๆ

“ข้าจะรักษาตัวให้ดี”

น้ำตาที่นางคิดว่าหยุดแล้วกลับรื้นขึ้นอีกครั้ง

หลิงยวนก้มคารวะ ก่อนเยว่ซีจะยื่นมือไปให้เขา

เขาเงยหน้า

นางไม่ได้พูดอะไร

เพียงรอจนเขาจับมือ แล้วช่วยประคองให้ลุกขึ้นโดยไม่ดึงแขนข้างที่เพิ่งหายบาดเจ็บ

ทั้งสองยืนอยู่ข้างกันใต้แสงจากช่องหน้าต่าง

เป็นครั้งแรกที่กลับมายังห้องนี้โดยไม่มีใครต้องอุ้มอีกคนออกไป

⸻

พวกเขากินขนมที่เหลือในลาน

เยว่ซีนั่งฝั่งเดิมของโต๊ะหมาก หลิงยวนเลือกม้านั่งด้านข้าง อาจารย์ฉินปล่อยให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง ขณะที่ตนไปคุยกับผู้ดูแลเมืองเรื่องสิ่งของซึ่งเก็บได้หลังเหตุการณ์

ขนมเย็นแล้ว แต่ยังนุ่ม

เยว่ซีมองรอยบิ่นตรงขอบโต๊ะ

“ข้าอยากซ่อมบ้าน”

หลิงยวนมองฐานเรือนที่พังลง

“ต้องใช้เวลา”

“ข้าไม่ได้หมายถึงสร้างทุกอย่างกลับทันทีเจ้าค่ะ”

นางชี้เรือนเล็กข้างกำแพงซึ่งหลังคายังอยู่บางส่วน

“เริ่มจากตรงนั้นก็ได้ ทำที่ให้คนกลับมาไหว้บรรพบุรุษได้นั่งพัก และเก็บของที่ชาวเมืองช่วยกันรักษาไว้”

“เจ้าจะอยู่ที่นี่หรือ”

เยว่ซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ยังไม่อยู่ ข้ายังอยากเรียนที่ชิงเสวียน”

นางหันมาหาเขา

“แต่ข้าอยากมีที่ให้กลับมา โดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังบุกรุกซากบ้านของใคร”

หลิงยวนพยักหน้า

“เราคุยกับผู้ดูแลเมืองก่อนกลับได้”

“ข้าจะใช้เงินเก็บของข้า ส่วนที่ไม่พอค่อยทำทีละอย่าง”

“อืม”

เยว่ซีมองเขาอย่างสงสัย

“ท่านไม่บอกว่าจะจ่ายให้หรือ”

เขายกถ้วยชาขึ้น

“เจ้าบอกแล้วว่าอยากทำเอง”

นางนิ่งไป ก่อนก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม

เป็นคำตอบเล็กน้อยที่ทำให้นางรู้สึกว่าบ้านหลังนี้กำลังกลับมาเป็นของตนจริง ๆ

⸻

ช่วงบ่าย เยว่ซีขอให้หลิงยวนพาดูทางที่เขาอุ้มนางออกจากเมือง

พวกเขาเดินผ่านตรอกแคบข้างจวน ร้านที่เคยถูกคานเรือนขวางสร้างใหม่แล้ว มีผ้าแขวนตากอยู่ตรงหน้าต่างชั้นบน

กำแพงด้านเหนือถูกซ่อมจนมองไม่เห็นรอยเก่า

หลิงยวนหยุดตรงเชิงบันไดขึ้นกำแพง

“จากตรงนี้ออกไป แล้วจึงลงใต้”

เยว่ซีมองระยะทาง

ในความคิด นางเคยนึกถึงคืนเดียวกับการออกจากจวนเป็นภาพต่อกันสั้น ๆ แต่เมื่อเดินจริง จึงรู้ว่ามันไกลเพียงใด

และหลังพ้นเมือง เขายังต้องเดินต่ออีกสองวัน

“ตอนนั้นท่านกลัวหรือไม่”

หลิงยวนมองถนนนอกกำแพง

“กลัวเจ้าจะไม่ตื่น”

นางหันไปหาเขา

“ข้าไม่รู้ว่าผนึกจะประคองได้นานเท่าใด จึงหยุดฟังลมหายใจเจ้าหลายครั้ง”

เยว่ซีเม้มปาก

“แล้วใครดูอาการท่าน”

“ภายหลังยายหวังหาน้ำร้อนกับผ้าให้”

ลมพัดชายเสื้อของทั้งสองไปทางเดียวกัน

เยว่ซีเอื้อมไปจับมือเขา

“วันนี้เราเดินกลับช้า ๆ ก็ได้นะเจ้าคะ”

หลิงยวนมองมือที่จับอยู่ ก่อนพยักหน้า

“ได้”

⸻

ก่อนออกจากจวนในยามเย็น เยว่ซีเดินกลับไปมองโต๊ะหมากอีกครั้ง

เงาต้นไม้ทอดผ่านกระดาน ห่อขนมถูกเก็บเรียบร้อย ถ้วยชาทั้งสองใบวางไว้ในเรือนเล็กที่มีหลังคาบังฝนชั่วคราวแล้ว

นางไม่ได้หายเศร้า

แต่เมื่อคิดถึงพ่อแม่ ภาพแรกที่ปรากฏไม่ใช่กระบี่อีกต่อไป

มีมือของบิดาวางข้างหมาก

มีมารดาซึ่งต้องรื้อด้ายเพราะปักรองเท้าไม่เท่ากัน

มีเด็กหญิงที่ขึ้นยืนบนเก้าอี้จนขาโยก

และมีเด็กหนุ่มผู้รับขนมไว้โดยบอกเพียงว่าร้อน

หลิงยวนยืนรออยู่ตรงช่องประตู

เยว่ซีเดินไปหา แล้วหยุดก่อนข้ามธรณี

“มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากบอกท่าน”

เขาหันมา

นางเตรียมประโยคไว้ตั้งแต่ออกจากห้องด้านหลัง แต่เมื่อสบตากันจริง ใจกลับเต้นเร็วจนต้องสูดลมหายใจ

“ข้าขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้า”

หลิงยวนฟังเงียบ ๆ

“แต่ที่ข้าจับมือท่านวันนี้ ไม่ใช่เพราะข้าต้องตอบแทน”

สายตาของเขาหยุดนิ่ง

เยว่ซีรู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นทุกขณะ ถึงอย่างนั้นก็ยังพูดจนจบ

“ข้าอยากจับเอง”

ลมเย็นพัดผ่านช่องประตูที่ไม่มีบานไม้

หลิงยวนมองนางอยู่นาน จนนางเริ่มสงสัยว่าตนพูดเบาเกินไปหรือไม่

แล้วเขาก็ยื่นมือขวามาตรงหน้า

ไม่ได้ดึง

ไม่ได้จับก่อน

เยว่ซีวางมือลงบนฝ่ามือนั้น

นิ้วของเขาค่อย ๆ กระชับตอบ

“ข้าก็อยากอยู่ข้างเจ้า”

เสียงเขาเบากว่าปกติเล็กน้อย

“มากกว่าที่เคยรับปากพ่อแม่เจ้าไว้”

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

ครั้งนี้ไม่มีคำใดหลบอยู่หลังเรื่องผนึก ไม่มีเรื่องบาดแผลหรือหน้าที่ให้ต้องตีความ

นางยิ้มทั้งที่ดวงตาร้อนผ่าว

“เช่นนั้นกลับกันเถิดเจ้าค่ะ”

ทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตูออกไปพร้อมกัน

เยว่ซีหันกลับมามองบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนกล่าวเบา ๆ

“คราวหน้าข้าจะมาอีก”

แล้วนางก็เดินต่อไป

มือยังอยู่ในมือของเขา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 68 — คนที่ยังไม่หลับ

    “หยุดคณะเดินทางทั้งสามก่อนถึงเรือนพัก” เจ้าสำนักชิงเสวียนวางคำให้การของเผยเหวินซูลงบนโต๊ะ ศิษย์หอวินัยรับตราคำสั่งแล้วออกไปทันที อีกสองคนแยกนำข่าวไปยังด่านใต้เขาและทางแยกฝั่งตะวันออก โม่หลิงยวนก้มมองชื่อบนกระดาษ เรือนรับรองชิงเหอ สถานที่พักสำหรับศิษย์ต่างสำนักซึ่งเดินทางมาร่วมงานประลอง อยู่ห่างจากตลาดใต้เขาออกไปไม่ถึงยี่สิบลี้ “ส่งคนไปตรวจจากภายนอกแล้วขอรับ” หัวหน้าหอวินัยรายงาน “หน้าประตูยังมีคนเฝ้า โรงครัวก่อไฟตามปกติ ไม่มีคณะศิษย์เข้าพักก่อนกำหนด” “คนงานเล่า” หลิงยวนถาม “ผู้ดูแลแจ้งไว้สิบสองคน” “ยืนยันว่าอยู่ที่ใดบ้าง อย่าให้ความสนใจเฉพาะห้องรับรอง” เจ้าสำนักเลื่อนภาพสะพานที่เผยเหวินซูเติมรายละเอียดมาให้ เสาหินสองต้น รอยร้าวใต้ฐานด้านขวา และทางน้ำใต้สะพานซึ่งลึกพอให้เรือเล็กลอดผ่าน “เขาระบุว่าของถูกส่งเข้าทางนี้” หลิงยวนมองข้อความอีกบรรทัด แผ่นรองพื้นไม่ได้ปูบนพื้น ทุกแผ่นติดอยู่ใต้เตียง “ให้คนเฝ้าปลายน้ำทั้งสองฝั่งด้วย” เขาหยิบกระบี่ขึ้น คราวนี้สิ่งที่พวกเขาต้องไปให้ถึงก่อน ไม่ใช่ขบวนรถ แต่เป็นเวลาที่คนในเรือนดับตะเกียงเข้านอน ⸻ หลินเยว่ซีพบเสิ่นซูเหอตรงทางเดิ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status